ต่อยอด Content เมื่อ Dragon Ball กลับมาทำเงินในโลกตะวันตก

Continue content When the dragon-ball came back to

ต่อยอด Content เมื่อ Dragon Ball กลับมา

        ถือว่าเป็นหนึ่งในกรณีศึกษาที่นักทำ Content ทุกสายควรต้องดูไว้เป็นตัวอย่างครับ ตั้งหลักออนไลน์ขอพามาดูกรณีของ “Dragon Ball” สุดยอดการ์ตูนชื่อดังในอดีตที่ทำให้เด็กผู้ชายแทบทุกคนในยุค 80-90 ต้องทำท่ามือปล่อยพลังแล้วร้องตะโกน “พลังคลื่นเต่า” และเป็นต้นแบบของการเปล่งพลังแบบ ซุปเปอร์ไซย่า ที่สร้างอิทธิพลมหาศาลให้กับการ์ตูนเด็กผู้ชาย โชเน็น (Shounen) ในญี่ปุ่นในยุคปัจจุบันนี้ทั้งหมด

การกลับมาของ Dragon Ball

Dragon Ball เป็นการ์ตูนโชเน็นมังงะระดับตำนาน ผลงานชิ้นเอกของ โทริยามะ อากิระ นักวาดชื่อดังที่ประสบความสำเร็จและมีรายได้มากที่สุดคนหนึ่งของญี่ปุ่น เรื่องนี้เป็นมังงะเรื่องยาวเรื่องที่สองของเขา ซึ่งเริ่มเขียนตั้งแต่ปี 1986 ต่อมาจึงเขียนภาคต่อคือ Dragon Ball Z ซึ่งทำให้เรื่องนี้ดังถล่มทลาย และเขียนจบในปี 1996

ในช่วงทศวรรษนั้น บริษัท Toei ผู้ผลิตภาพยนตร์ ซีรีส์ และดัดแปลงมังงะมาสู่อนิเมชั่น ได้นำ Dragon Ball มาดัดแปลงเป็นอนิเมฉายทางโทรทัศน์ แล้วยังมีการดัดแปลงผลงานนี้ลงเป็นเกม และมูวี่หนังโรงอีกหลายภาค และยังเป็นอนิเมญี่ปุ่นเรื่องแรก ๆ ที่นำไปฉายในสหรัฐอเมริกา แล้วก็กลายเป็นอนิเมญี่ปุ่นที่ประสบความสำเร็จสูงสุดในสหรัฐ ทำเงินมหาศาล และเป็นเรื่องที่โด่งดังที่สุดในตลาดสหรัฐ แล้วยังขยายไปละติน กับยุโรปด้วย (อีกเรื่องหนึ่งที่ทำได้ระดับเดียวกันคือ Sailor Moon)

หลังจากมังงะและอนิเมจบลง มีความพยายามทำภาคต่อออกมาคือ GT แม้จะไม่ประสบความสำเร็จนัก แต่ก็ได้รับความนิยมในแง่ดีไซน์ จากนั้นจึงมีการดัดแปลงอนิเมที่เคยสร้างให้กระชับขึ้น เพื่อขยายตลาดโลกอีกครั้ง คือ Dragon Ball Kai

Dragon Ball มีอิทธิพลต่อวงการการ์ตูนญี่ปุ่นอย่างมหาศาล บรรดาเรื่องดังอย่างเช่น นารุโตะ วันพีซ และการ์ตูนแนวต่อสู้ของเด็กผู้ชายชื่อดังหลังจากยุค 90 ทั้งหมด ได้รับอิทธิพลมาจาก Dragon Ball ทั้งนั้น ซึ่งแต่ละเรื่องก็รับอิทธิพลกันมาไม่มากก็น้อย

ต่อยอด Content

ในเมื่อมี Content หรือวัตถุดิบที่ดีอยู่แล้ว ทำไมจะต้องสร้างใหม่??? กรณีของ Dragon Ball คือพยายามหาทางต่อยอดออกมาจากที่มีอยู่

หนึ่งในความสำเร็จคือเกม แต่ในส่วนอื่น ๆ ก็ไม่ประสบความสำเร็จมากนักหลังจากต้นฉบับจบไป  ในขณะที่ตัวโทริยามะ ก็ไม่ได้มีผลงานเรื่องราวที่ประสบความสำเร็จอีก

กระทั่งได้มีการสร้าง Dragon Ball Super ซึ่งจุดเริ่มต้นมาจากการทำภาพยนตร์ฉายในโรงคือ Dragon Ball : Battle of God ซึ่งประสบความสำเร็จมากเกินคาด จากนั้นจึงต่อยอดมากับมูวี่อีกตัวคือ The Resurrection of F

ที่จริงแล้วกระแส Dragon Ball กลับมาได้นั้น ส่วนหนึ่งมาจากกำลังเกิดเทรนด์ที่เรียว่า Nostalgia ของยุค 80-90 ที่ไม่ใช่แค่ฝั่งการ์ตูน แต่รวมถึง ภาพยนตร์ ซีรีส์ หนัง เพลง เป็นการเอาผลงานในยุคนั้นกลับมา “ผลิตใหม่” ไม่ว่าจะเป็นการ รีเมค ตีความ ดัดแปลงใหม่ หรือสร้างใหม่ให้ดีขึ้นด้วยเทคโนโลยีปัจจุบัน ปรากฏว่ากระแสนี้ประสบความสำเร็จมาก แม้แต่ภาพยนตร์ซุปเปอร์ฮีโร่จากคอมิคเองก็ได้รับอิทธิพลนี้เหมือนกัน

Dragon Ball อยู่ในกระแสนี้ ซึ่งก็ไม่ยอมตกขบวน เพราะกลุ่มที่ประสบความสำเร็จจากการย้อนยุค หวนคืนความรู้สึกของคนยุค 80-90 กำลังมาแรง เนื่องจากเด็กที่เติบโตในยุคนั้น กลายเป็นผู้ใหญ่ในเวลานี้ และมีกำลังซื้อสูงมากด้วย

ใน 1-2 ปีที่ผ่านมา มีกระแสจากบน ยูทูป เมื่อคนแห่มาเป็นหมื่นมาดูจอใหญ่ฉายสองตอนสุดท้ายของ DBS ที่อเมริกาใต้และเม็กซิโกกันหลายที่ แถมเชียร์กันยิ่งกว่าเชียร์ฟุตบอลอีก และถึงขั้นลงข่าวทีวีที่เม็กซิโกและบราซิล สำหรับสองตอนสุดท้ายของ DBS

Box Office Mojo

เครดิตจาก Box Office Mojo

เอาของเก่ากลับมาปั้นให้ว้าว

ภาพยนตร์ Dragonball Super Broly คือความสำเร็จล่าสุดของ Dragon Ball เมื่อสามารถทำรายได้ทั่วโลกทะลุหลัก 114 ล้านเหรียญ แล้วขึ้นแท่นกลายเป็นอนิเมะญี่ปุ่นที่ทำรายได้ทั่วโลกเป็นอันดับ 12 ตลอดกาล

สำหรับในตลาดสหรัฐอเมริกา พวกเขาทำยอดติดอันดับ 3 ตลอดกาลของอนิเมจากญี่ปุ่น

ตัวละคร Broly เคยเป็นตัวร้ายยอดนิยมจากมูวี่ในยุค 90 ของซีรีส์นี้ แต่ไม่เคยถูกจัดเข้าเป็นทางการโดยโทริยามะ เนื่องจากเป็นผลงานการสร้างของทีมงาน Toei เอง แต่ในเมื่อเอาของเก่ากลับมาแล้วจะไปต่อให้ได้ มันต้องหาอะไรที่ว้าวขึ้น ในเมื่อมีวัตถุดิบชั้นยอดขนาดนี้อยู่ แล้วจะไม่ใช่ ก็ถือว่าน่าเสียดาย

การนำ Broly กลับมา จึงเป็นการต่อยอดที่ประสบสำเร็จมาก

กรณีของ DBS จึงถือว่าเป็นตัวอย่างของ Content ที่ประสบความสำเร็จสุดยอดทั่วโลกแบบใครก็คาดไม่ถึง

===============================================

สามารถติดตามเรา PSO ( Passive Selling Online ) ได้หลายช่องทางดังนี้

Facebook Page: passivesellingonline

LINE: @psocourse (อย่าลืมใส่เครื่องหมาย @ ด้วยนะครับ)

>