Category Archives for "บทความ เทคโนโลยี"

ต้องปรับตัว!! 10 สาขาอาชีพที่หุ่นยนต์จะเข้ามาทำงานแทนมนุษย์มากที่สุด

pet

10 สาขาอาชีพที่หุ่นยนต์จะเข้ามาทำงาน

แทนมนุษย์

       เรียกว่าต้องปรับตัวครับ ในวันนี้ทางตั้งหลักออนไลน์ขอพามาดูข้อมูลจากสื่อใหญ่ของจีนที่มีการเก็บสถิติและวิเคราะห์ถึง 10 สาขาอาชีพที่อาจจะมีการนำหุ่นยนต์เข้ามาใช้งานเพื่อทดแทนแรงงานจากมนุษย์มากที่สุดในทศวรรษหน้า

โดยข้อมูลนี้อ้างอิงจากสถาบันอิเล็กทรอนิกส์แห่งประเทศจีน ซึ่งมีการเปิดเผยถึงรายงานที่ได้วิเคราะห์เกี่ยวกับสาขาอาชีพต่าง ๆ ที่มีแนวโน้มว่าจะมีการนำหุ่นยนต์มาใช้งานเพื่อแทนที่แรงงานมนุษย์มากที่สุด และอาจจะส่งผลกระทบต่อการปลดพนักงาน รวมถึงการเรียนการสอนในสาขาเหล่านี้ที่อาจจะต้องมีการปรับเปลี่ยนมากขึ้น

ในงานประชุมหุ่นยนต์โลกปี 2018 ที่กรุงปักกิ่ง เมื่อเดือนสิงหาคม ก็ยิ่งตอกย้ำถึงการปรับเปลี่ยนแรงงานมนุษย์สู่การใช้หุ่นยนต์มากขึ้น ซึ่งสาขางานทั้ง 10 ที่จะได้รับผลกระทบนี้มีอะไรบ้าง

โดยข้อสังเกตคือ เป็นงานประเภทที่ต้องทำซ้ำทุกวัน และบางงานจำเป็นต้องอาศัยความเร็วในการคิดคิดคำนวณ และความแม่นยำสูง

 ลองมาดูกันครับ ว่ามีอะไรบ้าง

 1. งานคลังสินค้าและระบบ Logistics

เป็นส่วนงานที่ได้รับผลกระทบมาก เพราะเป็นงานที่ไม่ซับซ้อน และหลายอุตสาหกรรมก็นำหุ่นยนต์มาใช้กันมากขึ้นแล้วด้วย

Logistics

 ​2. งานผลิตในภาคอุตสาหกรรม 

สำหรับการผลิตบางอย่างต้องการความชำนาญของมนุษย์ที่ควบคุมเครื่องจักร งานของมนุษย์จึงอาจจะเปลี่ยนจากที่ต้องใช้แรงงานในกระบวนการผลิต ก็ต้องมาควบคุมดูแลเครื่องจักรอีกทีหนึ่งแทนนั่นเอง

industry

3. งานทางด้านการแพทย์

ไม่ใช่แค่งานการแพทย์ในเชิงของการรักษา หรือตรวจสภาพร่างกายเท่านั้น แต่ยังครอบคลุมไปถึงงานอำนวยความสะดวกภายในโรงพยาบาล ซึ่งเวลานี้แม้แต่ในประเทศไทยเองก็เริ่มมีหุ่นยนต์บริการแล้วด้วย

physician

4. งานขนส่งเอกสารภายในสำนักงาน

ในประเทศจีน มีรายงานอาคารสำนักงานบางแห่งเริ่มมีการนำร่องใช้งานแล้ว

office

5. งานทำความสะอาด

สำหรับหุ่นยนต์ทำความสะอาด ก็มีการนำมาใช้งานกันแพร่หลายในระดับหนึ่ง

cleaning

6. งานด้านความปลอดภัย

ในสนามบิน และบางหน่วยงาน ก็เริ่มมีการนำหุ่นยนต์รักษาความปลอดภัยมาใช้งาน

Safety

7. งานถ่ายบันทึกภาพ

เป็นหุ่นยนต์สำหรับช่วยการถ่ายภาพ

save Image

8. งานเหมืองแร่

เป็นหนึ่งในงานสำคัญที่ต้องนำมาใช้ เพราะงานเหมืองแร่มีความเสี่ยงต่อชีวิตของเจ้าหน้าที่และแรงงานอย่างสูงมาก

Mining

9. งานด้านความมั่นคง การป้องกันภัยคุกคาม

อยู่ในระหว่างการพัฒนา เพื่อที่จะช่วยในเรื่องการป้องกันภัยคุกคาม

Prevent threats

10. งานด้านการทำอาหาร

สามารถทำกิจกรรมต่างๆได้อย่างเชฟมืออาชีพ และยังสามารถคิดค้นสูตรอาหารใหม่ๆได้ตั้งแต่เริ่มต้น จากความรู้เรื่องเคมี และการจับคู่ของรสชาติ

 cooking

             ซึ่งก็ไม่เพียงแต่ 10 สาขาอาชีพนี้เท่านั้น แต่ยังมีด้านอื่นที่เริ่มมีการนำมาใช้เพิ่มเติม เช่น หุ่นยนต์สัตว์เลี้ยง หุ่นยนต์คนขับรถ หุ่นยนต์บริการรับส่งอาหาร เป็นต้น

             ดังนั้นสำหรับผู้ที่มีบุตรหลาน และกังวลว่าในอนาคตรูปแบบของเทคโนโลยีจะส่งผลต่อชีวิต การศึกษา และการหางานทำต่าง ๆ ก็จำเป็นต้องอัพเดทต่อเนื่องครับ

pet
Waitress

===============================================

สามารถติดตามเรา PSO ( Passive Selling Online ) ได้หลายช่องทางดังนี้

Facebook Page: passivesellingonline

LINE: @psocourse (อย่าลืมใส่เครื่องหมาย @ ด้วยนะครับ)

Insert Image

กรุงเทพฯ เมืองเดียวจากชาติกำลังพัฒนาที่ติด 10 อันดับ เชื่อมโยงกับจีนมากที่สุด

Bangkok is linked to China.

กรุงเทพฯ กำลังพัฒนาที่ติด 10 อันดับ

เชื่อมโยงกับจีนมากที่สุด

         ในเวลานี้ปฏิเสธไม่ได้ว่า จีนกำลังกลายเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจอันดับต้น ๆ ของโลก เรียกว่าเป็นคู่แข่งของสหรัฐอเมริกาที่มาแรงในระยะยาวที่สุดเลยก็ว่าได้ ซึ่งวันนี้ทางตั้งหลักออนไลน์ได้สำรวจข้อมูลที่น่าสนใจพบว่า กรุงเทพฯ ติดอยู่ใน 10 อันดับแรกของเมืองที่มีการเชื่อมโยงกับจีนมากที่สุดในโลก

         รายงานดังกล่าวมาจากการเปิดเผยของ Thailand Business New จากเมื่อปี 2018 ที่ผ่านมา ซึ่งได้มีการเก็บสถิติเกี่ยวกับ TOP 10 อันดับของเมืองทั่วโลกที่มีการเชื่อมโยงกับจีนมากที่สุดในภาพรวม ไม่ว่าจะเป็นในด้านการลงทุน วัฒนธรรม บุคลากร รวมถึงการตั้งธุรกิจและกิจการต่าง ๆ

ซึ่งผลปรากฏว่า กรุงเทพฯ ขึ้นติดอยู่ในอันดับ 7 ของเมืองที่มีการเชื่อมโยงกับจีนมากที่สุดในโลก

สำหรับในส่วนของ TOP10 อันดับแรก มาลองดูกันว่ามีเมืองอะไรติดบ้างครับ

  • สิงคโปร์ (SGP)
  • นิวยอร์ก (U.S.)
  • ซิดนีย์ (AUST)
  • กรุงโตเกียว (JPN)
  • กรุงโซล (SKR)
  • กรุงลอนดอน (U.K.)
  • กรุงเทพฯ (THA)
  • ลอสแองเจลิส (U.S.)
  • กรุงเมลเบิร์น (AUST)
  • ซานฟรานซิสโก (U.S.)

         จากอันดับทั้งหมดนี้ สาเหตุที่กรุงเทพฯติดอยู่ในอันดับที่ 7 ทั้งที่หากเทียบกับเมืองในประเทศอื่น ๆ ที่ติดอยู่ใน 10 อันดับแรก จะพบว่ามีเพียงแค่ประเทศไทยแห่งเดียวเท่านั้น ที่ไม่ได้เป็นชาติพัฒนาแล้วทางเศรษฐกิจ และไม่ได้เป็นชาติที่มีพลังทางเศรษฐกิจและการสร้างนวัตกรรมแถวหน้าของโลกแบบสหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น และชาติในยุโรป

Bangkok is linked to China.

แต่ทำไมไทยถึงติดอันดับ???

        มีการวิเคราะห์ว่า สาเหตุหลักอาจเป็นเพราะกรุงเทพฯถูกมองในทางยุทธศาสตร์จากทั้งจีนและอเมริกาว่าเป็น Hub ที่สำคัญทางด้าน Logistics สำหรับในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งปัจจุบันถือว่าเป็นภูมิภาคที่กำลังถูกจับตามองและเริ่มมีการเข้ามาร่วมทุนหรือแสวงหาโอกาสจากชาติมหาอำนาจกลุ่มต่าง ๆ มากขึ้นนั่นเอง

อีกทั้งในภูมิภาคนี้กำลังเริ่มเป็นฐานในการขยายทางธุรกิจในตลาด และด้านธุรกิจ Start Up ที่กำลังเพิ่มมากขึ้น เพราะความต้องการบริโภคที่เพิ่มขึ้นจากประชากรที่มีการยกระดับของเศรษฐกิจในภาพรวม นอกจากนี้อาเซียนยังถือว่าเป็นพื้นที่แข่งขันสำหรับธุรกิจ E-Commerce ที่กำลังเข้มข้นมากขึ้นในเวลานี้ด้วย โดยฝั่งจีนเองก็มี Lazada เป็นหัวหอกที่กำลังเข้ามาในประเทศไทย

อีกทั้งในภูมิภาคนี้กำลังเริ่มเป็นฐานในการขยายทางธุรกิจในตลาด และด้านธุรกิจ Start Up ที่กำลังเพิ่มมากขึ้น เพราะความต้องการบริโภคที่เพิ่มขึ้นจากประชากรที่มีการยกระดับของเศรษฐกิจในภาพรวม นอกจากนี้อาเซียนยังถือว่าเป็นพื้นที่แข่งขันสำหรับธุรกิจ E-Commerce ที่กำลังเข้มข้นมากขึ้นในเวลานี้ด้วย โดยฝั่งจีนเองก็มี Lazada เป็นหัวหอกที่กำลังเข้ามาในประเทศไทย

===============================================

สามารถติดตามเรา PSO ( Passive Selling Online ) ได้หลายช่องทางดังนี้

Facebook Page: passivesellingonline

LINE: @psocourse (อย่าลืมใส่เครื่องหมาย @ ด้วยนะครับ)

รู้จักกับ Tao Cafe ร้านค้าอัจฉริยะไร้เงินสดในเครือ Alibaba

taocafe

รู้จักกับ Tao Café ร้านค้าอัจฉริยะไร้เงินสด

ตั้งหลักออนไลน์ขอพามาอัพเดทเรื่องของ “ร้านค้าอัจฉริยะ” หรือ “ร้านค้าแบบไร้เงินสด” ซึ่งเวลานี้กำลังเป็นเทรนด์ใหม่ที่กำลังมาแรงและเชื่อว่าจะขยายไปทั่วโลก ภายใต้คอนเซปต์ที่ว่า เป็นร้านค้าที่ไม่ต้องมีพนักงาน และไม่ต้องพกเงินสดติดตัว แต่สามารถชำระเงินด้วยกระเป๋นเงินออนไลน์ เพียงแค่สแกน QR Code อย่างง่ายๆ ก็ทำได้แล้ว

สำหรับร้านค้าอัจฉริยะในเครือบริษัทยักษ์ใหญ่ของจีนอย่าง Alibaba มีความน่าสนใจคือแนวทางของการค้าแบบ Tao Café จะเป็นกระแสของร้านคาเฟ่แบบการผสมผสารกับการทำงานของ A.I. หรือ ปัญญาประดิษฐ์ ซึ่งถูกคาดการณ์จากสื่อหลายสำนักว่า นี่จะเป็นเทรนด์ใหม่ในโลกอนาคต

สำหรับในประเทศจีน Tao Café เริ่มเปิดให้บริการครั้งแรกที่เมืองหางโจว ซึ่งเป็นหนึ่งในหัวเมืองสำคัญด้านการค้าและนวัตกรรมเทคโนโลยีของจีน ซึ่งทาง Alibaba ก็วางแผนที่จะขยายสาขาต่อไปมากขึ้น

แล้วแนวคิดของ Tao Café มีอะไรบ้าง

แนวทางของร้านนี้ ถือว่าเป็นโมเดลของการใช้ระบบปัญญาประดิษฐ์ AI ให้เข้ามาช่วยในการบริหารจัดการ อาทิ การสั่งเครื่องดื่ม สั่งขนม รวมถึงการสั่งสินค้าอื่น ๆ ตามที่มีอยู่ในสต็อคขายของในเว็บอีคอมเมิร์ซยอดนิยมอย่าง Taobao อีกด้วย

ข้อเด่นที่สำคัญอีกอย่างก็คือ การนำระบบออนไลน์ผ่านแอพลิเคชั่นของ Alibaba เข้ามาใช้ เมื่อผู้ใช้บริการทุกคนสามารถทำการสั่งสินค้าได้เลย โดยที่ไม่จำเป็นต้องไปยืนเข้าแถวต่อคิวเพื่อรอชำระเงินหน้าเคาน์เตอร์ เพราะทุกคนสามารถสั่งซื้อและจ่ายเงินได้ทันทีผ่านแอพบนมือถือของ Taobao หรือใช้บริการช่องทางกระเป๋าเงินออนไลน์ผ่านทาง Alipay  

สำหรับขั้นตอนการใช้งานนั้น ในรายงานก็ระบุว่า ทุกคนสามารถเรียนรู้ได้ไม่ยาก และทำได้ง่ายมากครับ เพราะเพียงแค่ผู้ใช้งาน เอามือถือมาทำการสแกน QR Code เพื่อ Check-In ก่อนเข้าร้าน เท่านี้ก็สามารถใช้บริการได้ทันที

นอกจานกี้ ยังมีจุดเด่นอีกอย่างของร้านก็คือ การตั้งราคาที่ถูกกว่าร้านออนไลน์ของคู่แข่งที่เป็นร้านค้าปลีกทั่วไปอย่างน้อย 15-30% ซึ่งถูกมองว่าเป็นการทำสงครามตัดราคากับคู่แข่งที่ Alibaba ได้เปรียบพอสมควร

หลังจากเปิดให้บริการแล้ว ก็มีรายงานอีกว่านับตั้งแต่ร้านเปิดให้บริการมาก็ยังไม่พบปัญหาระบบขัดข้องหรือทำให้การจับจ่ายสินค้าสะดุดออกมาให้เห็นครับ 

นอกจากนี้ มีข้อมูลของสื่อจีนอย่าง Chinadaily ได้ทำการวิเคราะห์ว่า ที่จริงแล้วแนวคิดร้านค้าอัจฉริยะของ Tao Café ค่อนข้างคล้ายกับร้าน Amazon Go ซึ่งเวลานี้ได้เปิดให้บริการที่ชั้นล่างของสำนักงาน Amazon ที่เมือง Seatlle ซึ่งฝั่ง Amazon ก็วางแผนที่จะขยายสาขาออกไปมากกว่า 2,000 แห่งทั่วสหรัฐอเมริกาในอีก 10 ปีข้างหน้า

ด้วยการเร่งเปิดให้บริการของ Tao Café ก็เลยทำให้คาดการณ์ว่ามีเป้าหมายอีกเรื่องก็คือทาง Alibabaต้องการหาทางสกัดการรุกเข้ามาของบริษัท Amazon ในประเทศจีน

นอกจากมีบริการของร้าน Tao Café ทางเครือ Alibaba ก็ยังมีการเปิดให้บริการซุปเปอร์มาร์เก็ตอัจฉริยะอย่างเช่น Hema Supermarket ซึ่งเป็นซุปเปอร์แบบไร้เงินสด ซึ่งลูกค้าทุกคนสามารถเข้ามาซื้อสินค้าโดยไม่ต้องพกเงินสดติดตัว และยังสามารถสั่งอาหารสดกลับบ้านหากอยู่ในละแวกใกล้เคียงได้อีกด้วยครับ นอกจากนี้ ยังมีการเปิดเผยว่าทางเครือ Alibaba ได้มีการลงทุนเม็ดเงินไปมากกว่า 2.88 พันล้านเหรียญสหรัฐ เพื่อหวังกระตุ้นให้ธุรกิจช่องทางนี้อีกด้วย

เราจะเห็นได้ว่า แนวทางของร้านค้าอัจฉริยะดังกล่าว กำลังจะกลายเป็นเทรนด์ใหม่ของโลก ซึ่งคงต้องอัพเดทกันต่อไปครับ โดยคาดว่า ประเทศไทยเองก็จะได้รับร้านแนวนี้เข้ามามากขึ้นในเร็ว ๆ นี้ด้วย

===============================================

สามารถติดตามเรา PSO ( Passive Selling Online ) ได้หลายช่องทางดังนี้

Facebook Page: passivesellingonline

LINE: @psocourse (อย่าลืมใส่เครื่องหมาย @ ด้วยนะครับ)

Lenovo คือแบรนด์จีนที่มีคนรู้จักและยอมรับด้านผลิตภัณฑ์มากที่สุดในโลก

Lenovo China

Lenovo แบรนด์จีนที่มีคนรู้จักยอมรับมาก

ที่สุดในโลก

       ตั้งหลักออนไลน์พามาอัพเดทข้อมูลกันครับ เนื่องจากเวลานี้แบรนด์สินค้าและบริษัทจากจีนกำลังมาแรงมากในหลายวงการ โดยเฉพาะชื่อของ Alibaba Tencent Huawei แต่ท่านทราบหรือไม่ว่า ที่จริงแล้ว  Lenovo คือเป็นแบรนด์ใหญ่สัญชาติจีน ที่มีคนทั่วโลกรู้จักและได้รับการยอมรับเรื่องผลิตภัณฑ์จากทั่วโลกมากที่สุด

มีการจัดอันดับโดยเว็บไซต์หลายสำนัก แต่ที่ได้รับความเชื่อถือเรื่อง Brand ที่สุดเห็นจะไม่พ้น Brandz ซึ่งได้ทำการสำรวจพบว่า Brand ของจีนที่คนรู้จักมากที่สุดทั่วโลกนั้น ไม่ใช่ Alibaba แต่ที่จริงแล้วกลายเป็น Lenovo ที่ผงาดขึ้นมาครองอันดับ 1 ในช่วงปี 2016-2017 ในแง่ของความมีชื่อเสียง การเป็นที่รู้จัก และได้รับการยอมรับในเรื่องผลิตภัณฑ์มากที่สุดในโลก ในขณะที่ Alibaba ขึ้นแท่นเป็นบริษัทที่มีมูลค่าบริษัทเติบโตสูงสุดของโลก

ในปัจจุบัน แม้ว่าบริษัท Alibaba จะได้ชื่อว่าเป็นบริษัทแดนมังกรที่มีชื่อเสียงโด่งดังที่สุดในเอเชีย รวมถึงการออกสื่อของแจ็คหม่าผู้ก่อตั้ง ที่ทำให้เกิด Personal Brand โดยเฉพาะในอาเซียน แต่ถ้ามองในตลาดระดับโลกแล้ว แม้ว่า Alibaba จะติดอันดับบริษัทที่มีมูลค่าเติบโตสูงสุดในโลกก็ตาม แต่ถ้าในแง่ชื่อเสียงและความเป็นที่รู้จักของคทั่วโลก ก็ยังตามหลังบริษัท Lenovo ผู้ผลิตรายสำคัญของวงการ IT ของจีน และรวมถึง Huawei ซึ่งต่อสู้ฝ่าฟันในตลาด IT มายาวนานด้วย

China Lenovo
สาเหตุหนึ่งที่ทำให้ Lenovo เป็นที่รู้จักมากที่สุดไปทั่วโลก

มาจากการปรับตัวเองให้เป็นผู้ผลิตคอมพิวเตอร์ PC Labtop ที่มียอดขายไปทั่วโลก

แต่สิ่งที่น่าทึ่งก็คือ Lenovo นับว่าเป็นบริษัทผู้ผลิตคอมพิวเตอร์สัญชาติจีนแห่งแรก ที่ได้มีการรีแบรนด์ดิ้ง หรือปรับตัวเองให้เข้าสู่ตลาดดิจิทัลได้เป็นเจ้าแรก ๆ ในขณะที่บริษัทยักษ์ใหญ่อีกแห่งของจีนอย่าง Huawei นั้นจับตลาดนี้เป็นหลักมาก่อนแล้วตั้งแต่ปี 2005

ด้วยการปรับเปลี่ยนตัวเองอย่างรวดเร็วนี้เอง ทำให้ Lenovo สามารถเข้ามาเกาะส่วนแบ่งตลาดใหญ่นี้ร่วมกับ Apple Samsung และ Huawei ตั้งแต่ช่วงแรกมาได้ โดยไม่ตกขบวน

นอกจากนี้ก็ยังมีปัจจัยหนึ่ง นั่นคือ Lenovo ได้ชื่อว่าเป็น Brand Made in China เพียงไม่กี่ยี่ห้อในเวลานี้ที่ได้รับความไว้วางใจจากตลาดโลกในเรื่องคุณภาพสินค้าอยู่ในระดับหนึ่ง ซึ่งเรื่องนี้เป็นปัญหาของสินค้าที่ผลิตจากเมืองจีนมาตลอดสามทศวรรษ และก็ทำให้บริษัทอื่น ๆ ในจีนพยายามที่จะยกระดับมาตรฐานของตนเองต่อไปในอนาคตเช่นกัน

โดยสรุปแล้ว การปรับเปลี่ยนตัวเองให้ก้าวทันเทคโนโลยี และการ Re-Branding การยกระดับผลิตภัณฑ์ ทั้งหมดนี้ถือว่าเป็นสิ่งสำคัญที่ทุกธุรกิจ และเจ้าของกิจการไม่ว่าจะเล็กหรือใหญ่จำเป็นต้องศึกษาและตระหนักอย่างมากครับ สำหรับในยุคดิจิทัลที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว และการตัดสินใตเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ของผู้บริโภคก็เริ่มมีทางเลือกมากขึ้น และให้ความใส่ใจในด้านคุณภาพมากขึ้นไปด้วย

===============================================

สามารถติดตามเรา PSO ( Passive Selling Online ) ได้หลายช่องทางดังนี้

Facebook Page: passivesellingonline

LINE: @psocourse (อย่าลืมใส่เครื่องหมาย @ ด้วยนะครับ)

คนไทยใช้อินเทอร์เน็ตราว 82% จากทั้งประเทศ เหตุผลที่ธุรกิจต้องปรับตัว

คนไทยใช้อินเทอร์เน็ตราว 82% จากทั้งประเทศ เหตุผลที่ธุรกิจต้องปรับตัว

ทางตั้งหลักออนไลน์นำสถิติในภาพรวมมาให้ดู เพื่อให้ทุกท่านได้เห็นว่า ทำไมผู้ประกอบการไทยและผู้ที่กำลังเริ่มต้นธุรกิจในยุคนี้ จำเป็นต้องให้ความสำคัญต่อโลกอินเทอร์เน็ต และโซเชียลมีเดีย มากขึ้นครับ

คนไทยใช้อินเทอร์เน็ต 82.4% จากทั้งหมด

อ้างอิงข้อมูลจาก https://infocenter.git.or.th ซึ่งมีรายงานล่าสุดที่ชี้ว่า ในปี 2018 ที่ผ่านมา คนไทยมีปริมาณการใช้งานอินเทอร์เน็ตสูงถึง 82.4% จากจำนวนประชากรทั้งประเทศ

โดยหากประเมินในจำนวนอัตราส่วนนั้น ถือว่าเป็นอันดับ 3 ในชาติอาเซียน

ซึ่งในแง่ของอัตราส่วนแล้วถือว่าเป็นรองเพียงแค่บรูไน และสิงคโปร์

แต่ถ้าวัดกันที่ปริมาณของประชากร ถือว่าของไทยทิ้งไม่เห็นฝุ่นเลยครับ เพราะปัจจุบันไทยมีจำนวนประชากรอยู่ที่ประมาณ 69 ล้านคน ซึ่งเท่ากับว่าจำนวนผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตจะมีมากถึง 57 ล้านคน

ประชากรกลุ่มไหน

ตรงนี้มีรายงานว่า กลุ่มผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตหลัก เป็นกลุ่มผู้ที่อยู่อาศัยในเขตเมืองสูงถึง 53% (ซึ่งคิดเป็น 82% ของประชากรทั้งหมด)

ส่วนผู้ใช้งานที่มีการ Active อยู่บนแอพลิเคชั่นบนโซเชียลมีเดีย มีถึง 51 ล้านคน คิดเป็น 74% ของประชากรทั้งหมด

โดยสรุปแล้ว ข้อมูลของผู้ใช้งานโซเชียลมีเดียก็มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นจากปีก่อน ซึ่งก็มีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้นอีกในปีถัดไปด้วย

ธุรกิจอีคอมเมิร์ซในไทยกลังเติบโต

ในรายงานของเว็บไซต์ Statita ระบุว่าในปี 2018 ที่ผ่านมา ธุรกิจอีคอมเมิร์ซในประเทศไทย มีมูลค่าสูงถึง 3,757 ล้านเหรียญสหรัฐ

แล้วยังมีการคาดการณ์ว่า ภายในปี 2018-2023 จะมีการเติบโตขึ้นอีก 11.2%

นอกจากนี้ในรายงานยังระบุว่ามูลค่าในตลาดนี้อาจขึ้นสูงถึง 6,384 ล้านเหรียญ เมื่อถึงสิ้นปี 2023

Content ด้านสื่อบันเทิง

ธุรกิจบนอินเทอร์เน็ตที่มีส่วนแบ่งการตลาดมากที่สุดก็คือกลุ่ม สื่อบันเทิงและอิเล็กทรอนิกส์ มีมูลค่ากว่า 1,043 ล้านเหรียญสหรัฐ

ซึ่งถือว่านี่เป็นกลุ่มที่มีการเปลี่ยนแปลงในแง่ของการพอร์ตการนำเสนอด้าน Content และข่าวสารต่างๆมากที่สุด โดยมาจากการนำเสนอทางออฟไลน์มาเป็นออนไลน์

ใช้งานบนมือถือ แนวโน้มเพิ่มสูงสุด

ด้านการใช้งานของโซเชียลมีเดียบนมือถือ ก็มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นสูงสุด

ในปี 2018 ที่ผ่านมา มีรายงานว่าจำนวนผู้ใช้งานโดยรวมมีมากถึง 55.56 ล้านคน คิดเป็น 80% ของประชากรทั้งหมด ซึ่งก็ถือว่าเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ธุรกิจหลายอย่างเปลี่ยนมาบนโลกออนไลน์มากขึ้น

 ด้านผู้ใช้งาน Active ของโซเชียลมีเดียผ่านทางมือถือ สูงถึง 46 ล้านคน คิดเป็น 67% ของประชากรทั้งหมดในเวลานี้

โดยสรุปแล้ว นี่จึงเป็นยุคของการทำธุรกิจบนโลกอินเทอร์เน็ตอย่างเต็มตัวครับ ซึ่งผู้ประกอบการจำเป็นต้องอัพเดทและเปลี่ยนแปลงเพื่อเพิ่มยอดขายและโอกาสในการตลาดและการสร้างแบรนด์ด้วยครับ

===============================================

สามารถติดตามเรา PSO ( Passive Selling Online ) ได้หลายช่องทางดังนี้

Facebook Page: passivesellingonline

LINE: @psocourse (อย่าลืมใส่เครื่องหมาย @ ด้วยนะครับ)


Apple รับผลกระทบจากสงครามการค้า อาจต้องย้ายฐานการผลิต iPhone ในจีน

Apple รับผลกระทบจากสงครามการค้า อาจต้องย้ายฐานการผลิต iPhone ในจีน

วันนี้ทางตั้งหลักออนไลน์พามาอัพเดทสถานการณ์ของการผลิต iPhone ซึ่งถือว่าอยู่ในช่วงสำคัญสำหรับ Apple เพราะอาจจะต้องเกิดการย้ายฐานการผลิตจากในจีนไปที่สหรัฐอเมริกา แล้วมันก็จะกระทบต่อราคาขายของเครื่อง iPhone ที่อาจจะต้องพุ่งสูงขึ้นอีกก็เป็นได้

แล้วถ้าเป็นจริง ทิศทางของเครื่องมือถือก็อาจจะมีการเปลี่ยนแปลงอีกรอบก็ได้ครับ มาลองไล่ลำดับเรื่องราวกันดูครับ

สงครามการค้าทำพิษ กำแพงภาษี 25%

เรื่องนี้ถือว่าเป็นผลกระทบลูกโซ่โดยตรง หลังจากโรงงานและบริษัท Partner หลักของ Apple ในประเทศจีน อาจจะต้องรับผลกระทบจากสงครามการค้าของยักษ์ใหญ่ทั้งสองประเทศที่เกิดขึ้นในช่วงที่ผ่านมา เนื่องจากทาง Partner ในจีนของ Apple อาจจะต้องโบกมือลา ถ้าหากทางสหรัฐยังคงยืนกรานตั้งกำแพงภาษี จาก 10% เป็น 25% ตามที่เคยประกาศออกมาก่อนหน้านี้นั่นเอง

สำหรับบรรดาโรงงานและผู้ผลิตในประเทศจีนก็ได้ออกมากล่าวเมื่อปลายปี 2018 ที่ผ่านมาว่า ที่จริงแล้วพวกเขายังสามารถขายผลิตภัณฑ์ของ Apple ในจีนต่อไปได้ ถ้าหากว่ากำแพงภาษีจะยังคงอยู่ที่ 10% แต่ถ้าหากทางสหรัฐยังคงไม่เปลี่ยนแปลงนโยบายที่ประกาศจะขึ้นกำแพงภาษีนำเข้าจากจีนเป็น 25% ตามที่เคยประกาศมาก่อนหน้านี้ ก็จะทำให้บริษัท Apple และ Partner ทั้งหมดก็คงจะต้องได้รับผลกระทบอย่างเต็มที่ และอาจจะจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกในระยะยาว

สำหรับภาษี 10% ก็มีผลทำให้กำไรต่อหุ้นของ Apple (EPS : earning-per-share) ร่วงลงมาประมาณ 1% ซึ่งมีการคาดการณ์ว่า ภายในปี 2019 ที่จะถึงนี้ Apple จะมีกำไรต่อหุ้น EPS อยู่ที่ 13.32 เหรียญสหรัฐ แต่ถ้าหากว่ามาตรการตั้งกำแพงภาษีขึ้นไป 25% จริงละก็ หุ้นของ Apple ก็อาจจะร่วงลงมาอยู่ที่ 2.50 เหรียญสหรัฐ

Partner ของ Apple ในจีน

สำหรับบริษัทที่เป็น Partner หลักของ Apple ในประเทศจีน ก็คือ Hon Hai Precision Industry ปัจจุบันถือว่าเป็นผู้ผลิตรายใหญ่ที่มีการดำเนินธุรกิจไปทั่วโลก แต่ในเวลานี้พวกเขาอาจจะได้รับผลกระทบอย่างเต็มตัว หลังจากมาตรการตั้งกำแพงภาษีสินค้านำเข้าจากจีนของสหรัฐ

ซึ่งนี่จะกระทบไปมือถือ iPhone และแล็ปท็อปของ Apple ที่มีฐานะการผลิตสำคัญในจีนด้วย

อาจมีคำถามว่าทำไมถึงเป็นเช่นนั้น

เนื่องจากบริษัท Apple เลือกใช้โรงงานผลิตสินค้าส่วนใหญ่จากจีนมาตั้งแต่สมัยของ Steve Jobs และเขาก็เคยยืนกรานที่จะให้ Apple ในฐานการผลิตจากโรงงานจีนมากกว่าในสหรัฐอเมริกา

ปัจจุบัน นี้จีนถือว่าเป็นเสมือนกับโรงงานโลก ที่มีการผลิตสินค้าด้านอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์และเทคโนโลยีที่ใหญ่ที่สุดในโลก และเป็นสาเหตุที่ทำให้ Job เลือกฐานการผลิตในจีน รวมถึงความสามารถของแรงงานจีนที่สามารถทำงานล่วงเวลาได้มากกว่า และเนื่องจากแรงงานจีนมีจำนวนมหาศาล การแข่งขันสูง ก็ทำให้แรงงานในจีนมีความสามารถในการใช้เครื่องมือและอุปกรณ์ที่ซับซ้อนในโรงงานได้ดีกว่าในสหรัฐอเมริกาด้วย

ในช่วงที่ผ่านมา บริษัท Apple ใช้โรงงานในจีนเป็นฐานการผลิตมาเป็นเวลานาน โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์หลักของพวกเขา ไม่ว่าจะเป็น iPhone, iPad, Macs ซึ่งเวลานี้มีสายการผลิตกับบริษัทมากกว่า 100 แห่ง แต่หลังจากการตั้งกำแพงภาษีดังกล่าว ก็ทำให้โรงงานในจีน โดยเฉพาะ Partner หลักอย่าง Honhai ไม่พอใจนัก และได้รวมตัว Partner ทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับการสายการผลิตเพื่อขอคำอธิบายจาก Apple ซึ่งก็ไม่ได้รับคำตอบแต่อย่างใด

สรุปแล้ว iPhone ผลิตที่ไหน

สถานการณ์เวลานี้ค่อนข้างซับซ้อน โดยเมื่อต้นปี 2018 ที่ผ่านมา มีการให้สัมภาษณ์สื่อจาก Tim Cook ในฐานะ CEO ของ Apple ได้กล่าวถึงมาตรการเพิ่มการผลิตเครื่อง iPhone ในประเทศจีน แต่หลังจากนั้นไม่กี่เดือนต่อมา เขาก็ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ใหม่ว่า

“iPhone ไม่ได้ทำในสหรัฐอเมริกา”

ที่จริงหลายฝ่ายก็ทราบดีอยู่แล้วว่า ถ้าเราแยกส่วนประกอบแต่ละชิ้นออก จะพบว่าอุปกรณ์ในเครื่อง iPhone ที่สำคัญเช่น กระจกทัชสกรีน ผลิตจากโรงงานในสหรัฐอเมริกา แต่ส่วนที่มีความสำคัญกว่าอย่างชิป ซึ่งเป็นหัวใจในการปฏิบัติการของเครื่องนั้น ผลิตจากโรงงานในจีน

ทางแก้ปัญหา

ประธานาธิบดีโดนัลด์ทรัมป์ ได้ออกมาโพสต์ Twitter ส่วนตัวโดยมีใจความสำคัญว่า

“เวลานี้สินค้าของ Apple มีราคาแพงขึ้น สาเหตุก็เพราะพวกเขาเลือกฐานการผลิตจากโรงงานในจีน ดังนั้นทางแก้ปัญหาคือ Apple ควรย้ายฐานการผลิตมาไว้ที่สหรัฐอเมริกามากกว่า”

อย่างไรก็ตาม จากสงครามการค้าระหว่างจีน-สหรัฐที่เกิดขึ้น ก็ทำให้บริษัทในสหรัฐเองก็กำลังดูท่าทีว่าทาง Apple จะต้องย้ายฐานการผลิตกลับมาที่สหรัฐจริงหรือไม่ 

===============================================

สามารถติดตามเรา PSO ( Passive Selling Online ) ได้หลายช่องทางดังนี้

Facebook Page: passivesellingonline

LINE: @psocourse (อย่าลืมใส่เครื่องหมาย @ ด้วยนะครับ)


E-Wallet กระเป๋าเงินออนไลน์ ธุรกิจไทยต้องเตรียมพร้อมในปี 2019

E-Wallet กระเป๋าเงินออนไลน์ ธุรกิจไทยต้องเตรียมพร้อมในปี 2019

E-Wallet กระเป๋าเงินออนไลน์ ธุรกิจไทยต้องเตรียมอะไรบ้างในปี 2019

วันนี้ตั้งหลักออนไลน์จะพามาดูกันว่า สำหรับระบบกระเป๋าเงินออนไลน์ E-Wallet ซึ่งเป็นช่องทางสำคัญสำหรับอนาคตและธุรกิจของไทยต่อไปนั้น มีอะไรที่ผู้ประกอบการไทยต้องอัพเดทกันบ้าง

ธนาคารและหน่วยงานเริ่มใช้แอพกระเป๋าเงินออนไลน์ 

หลายคนคงเริ่มรู้จักกระเป๋าเงินออนไลน์ของเจ้าใหญ่อย่าง True-Wallet แต่ทราบหรือไม่ว่า ในเวลานี้มีบริการของทางธนาคารและหน่วยงานหลายแห่ง ที่เปิดแอพของตัวเองเช่นกัน

ตัวอย่างเช่น ธนาคารไทยพาณิชย์ เปิดให้บริการแอพ “แม่มณี” ที่ร่วมกับทาง WeChat Pay สำหรับให้บริการกระเป๋าเงินออนไลน์

หรือ ไปรษณีย์ไทย ที่เปิดบริการ [email protected] ซึ่งเป็นแอพสำหรับสำหรับใช้แทนเงินสด สามารถโอนเงิน ชำระค่าสินค้าหรือบริการไปรษณีย์ รวมถึงบิลต่าง ๆ ได้อย่างรวดเร็ว ปลอดภัย ใช้งานได้ตลอด 24 ชั่วโมง

นอกจากนี้ ยังมีบริการของ Truewallet ซึ่งเชื่อว่าจะถูกออกแบบให้มีการใช้งานที่ครอบคลุมหลากหลายมากขึ้นในเร็วๆนี้เช่นกัน

แอพต่างๆ ใช้งานง่ายๆด้วยมือถือหนึ่งเครื่อง

มีโมเดลของประเทศจีน ที่พยายามทำแพลตฟอร์มสำหรับรองรับการใช้งานบนมือถือให้ได้มากที่สุด โดยเฉพาะในยุคที่ทุกคนในโลกแทบจะติดโซเชียลมีเดียบนมือถือ และต่างก็มีมือถือใช้งานติดตัวกันหมดแล้ว ดังนั้นรูปแบบการทำงานของแอพต่างๆที่จะพัฒนาขึ้นต่อจากนี้ ก็มีแนวโน้มที่จะเน้นการใช้งานได้ง่าย สะดวก รวดเร็ว และเชื่อมต่อกับมือถือได้

เพราะสำหรับหลายคนแล้ว แอพบางประเภทกำลังกลายเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันไปทุกขณะ ไม่ว่าจะเป็นแอพของธนาคาร สำหรับใช้โอนเงิน ชำระเงิน หรือ กระเป๋าเงินออนไลน์ที่เชื่อมต่อกับอีคอมเมิร์ซ เพื่อสั่งซื้อสินค้า เป็นต้น

ใครก็สามารถเปิดร้านค้าออนไลน์ได้

เนื่องจากแม้แต่แพลทฟอร์มใหญ่ที่ผู้คนนิยมใช้งานกัน เช่น Facebook Google ก็มีการเพิ่มฟีเจอร์เพื่อรองรับสำหรับธุรกิจและการค้าขายทางออนไลน์ ให้สะดวกยิ่งขึ้น เช่น Marketplace หรือ การเพิ่มปุ่มสำหรับติดต่อร้านค้าได้โดยตรงกับ Google Map เป็นต้น

ดังนั้นนี่จึงเป็นยุคที่ ใครก็สามารถเปิดหน้าร้านขายของบนอินเทอร์เน็ตได้ ขอเพียงขยันมากพอ

Content ทำได้หลายช่องทาง

มีรายงานว่า คลิปวีดีโอ กำลังเป็น Content ที่ได้รับความนิยมในการรับชมสูงสุดบนโลกโซเชียล ในขณะที่ Content ประเภท ข้อเขียน บทความ มีจำนวนมากที่สุด

แต่ที่น่าสนใจคือ ใครก็สามารถผลิต Content เพื่อการตลาดได้ ไม่จำเป็นต้องมีสถานะของสื่อหรือเป็นนายทุนใหญ่เท่านั้นเสมอไป อยู่ที่ว่าจะสามารถสร้าง Content ที่ดึงดูดและน่าสนใจได้มากน้อยแค่ไหน และใช้ช่องทางไหนที่จะเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้อย่างเหมาะสม

จะเห็นว่า หากเราย้อนกลับไปในช่วงเวลา 5-6 ปีที่ผ่านมา ทิศทางของการทำธุรกิจบนอินเทอร์เน็ต ยังเต็มไปด้วยการตั้งคำถาม แต่เวลานี้มันกลายเป็นสิ่งที่จำเป็นต้องทำ และทุกธุรกิจต้องปรับตัวไปแล้ว

===============================================

สามารถติดตามเรา PSO ( Passive Selling Online ) ได้หลายช่องทางดังนี้

Facebook Page: passivesellingonline

LINE: คลิกที่รูป หรือค้นหา @psocourse (อย่าลืมใส่เครื่องหมาย @)


เคล็ดลับการตลาดออนไลน์ ทำไมควรตั้งกลุ่ม Facebook Group

เคล็ดลับการตลาดออนไลน์-ทำไมควรตั้งกลุ่ม-Facebook-Group

เคล็ดลับการตลาดออนไลน์ ทำไมควรตั้งกลุ่ม Facebook Group

การตั้ง Facebook Group เป็นอีกกลยุทธ์การตลาดออนไลน์ที่เวลานี้หลายคนเริ่มใช้กัน รวมถึงเพจชื่อดังบางแห่งก็เริ่มใช้กันมากขึ้น ทีนี้หลายคนอาจมีคำถามว่า จำเป็นต้องตั้ง Facebook Group จริงหรือไม่ วันนี้ทางตั้งหลักออนไลน์จะมาแนะนำเคล็ดลับให้คนที่เริ่มสนใจกันครับ

ตั้งกลุ่ม Facebook Group เพื่อสร้าง Community

กลยุทธ์ตั้งหลุ่ม หรือการเปิด Group มีหลายเป้าหมาย ซึ่งไม่เพียงแต่เป็นการรวมฐานผู้บริโภค กลุ่มแฟนคลับ ผู้มีความชอบและสนใจในสิ่งคล้ายกัน ยังมีลักษณะการตั้งกลุ่มหลังจากงานอีเวนท์ต่าง ๆ เพื่อสร้าง Connection ที่เชื่อมต่อกันด้วย

ซึ่งเรื่องนี้จะช่วยประโยชน์ให้การตลาดบนโซเชียลได้ดีกว่าแค่การยิงแอดโฆษณา หรือ แค่การแชร์ Content เพื่อทำการตลาดทางออนไลน์เท่านั้น แต่มันมีส่วนช่วยให้เราสามารถเข้าถึงผู้บริโภคและลูกค้า หรือกระทั่งผู้ที่เคยร่วมในงานอีเว้นท์ต่าง ๆ ให้เข้าร่วมในอีเว้นท์ต่อไปได้ นอกจากนี้ยังสามารถใช้สำหรับการแจ้งข่าวสารและโปรโมชั่นต่าง ๆ ได้โดยตรง

ที่สำคัญคือไม่เพียงแต่เป็นการสร้าง Connection ส่วนตัวของเราเองซึ่งก็จะทำให้มีคนได้ประโยชน์เพียงฝ่ายเดียวเท่านั้น แต่เป็นการสร้าง Community เพื่อสร้างความสัมพันธ์ของกลุ่มคนให้แน่นแฟ้นขึ้นอีกด้วยครับ การทำรูปแบบนี้ก็ทำให้คนใน Community รู้สึกอยากจะเข้าร่วม มีการโต้ตอบคอมเม้นท์ การแชร์ และอื่น ๆ โดยไม่ได้รู้สึกว่าในกลุ่มเหล่านั้นมุ่งแต่การขายเสมอไป นี่จึงเป็นอีกรูปแบบการทำตลาดแบบธรรมชาติที่ดีและจำเป็นมาก

ตั้งกลุ่ม Facebook Group มีอิสระในการสร้างแบรนด์ของเราเอง

หลายคนคิดจะเข้าไปในกลุ่มคนอื่นเพียงอย่างเดียว แต่ที่จริงแล้ว เราสามารถสร้างกลุ่มได้เองตามความต้องการ ไม่ว่าจะเพื่อประโยชน์ระยะสั้น หรือเพื่อโจทย์ของแผนธุรกิจในระยะยาว ที่สำคัญคือ กลุ่มเป็นการสะท้อนแนวคิดของเราเองโดยไม่ต้องกลัวว่าจะซ้ำกับแบรนด์อื่นในโลก เพราะเราจะมีอิสระที่จะสามารถทำอะไรก็ได้ในแนวทางของเรา แล้วทดลองการตลาดไปด้วย ที่สำคัญคือสามารถดึงคนจากกลุ่มอื่นเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของเราได้

ช่วยประเมินความเสี่ยงก่อนจะเปิดตัวผลิตภัณฑ์

เป็นรูปแบบหนึ่งที่พวก Start-Up และการระดมทุน Crowd-sourcing ที่นิยมใช้กันมากในต่างประเทศ เพราะในยุคที่การแข่งขันทำตลาดบนโลกออนไลน์รุนแรงขึ้นทุกวันนั้น การพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ ก็มีทั้งความเสี่ยง การหาสปอนเซอร์ และความสนใจของผู้บริโภคด้วย การตั้งกลุ่ม Facebook Group ก็เป็นอีกรูปแบบหนึ่งที่จะช่วยประเมินความเสี่ยงดังกล่าว

ซึ่งอันที่จริง รูปแบบนี้มักจะนิยมเปิดกลุ่มกันก่อนหน้าจะเปิดตัวผลิตภัณฑ์หรือบริการใด ๆ อย่างน้อยชั่วระยะหนึ่งเพื่อให้มีเวลาได้ทดลองทำตลาดและรวมกลุ่มผู้สนใจ ไปจนถึงสร้างฐานแฟนคลับไว้ก่อน หรือเรียกว่าเป็นช่วง Beta Testing ก็ได้

แล้วที่สำคัญก็คือ หลังจากนั้นแล้วยังสามารถเปลี่ยนกลุ่มนี้ให้เป็นกลุ่มที่ช่วยโปรโมทผลิตภัณฑ์ได้อีกด้วยครับ แต่ในกรณีที่ผลิตภัณฑ์นั้นต้องการให้เป็นความลับ อาจจะไม่เหมาะนัก

ทุกคนต่างก็อยู่ในกลุ่ม Facebook Group ที่หลากหลายอยู่แล้ว

เพราะทุกวันนี้ คน ๆ หนึ่งต่างก็กระจายตัวกันอยู่ในกลุ่มต่าง ๆ อยู่แล้ว การตั้ง Facebook Group จึงมีความหลากหลายที่ไม่ได้มีข้อจำกัดตายตัวว่า ในแต่ละกลุ่มจะต้องดึงเฉพาะคนที่มีความชอบหรือสนใจในเฉพาะเรื่องนั้นให้เข้ามาในกลุ่มเท่านั้น แต่ยังสามารถขยายขอบเขตความสนใจออกไปได้ด้วย

ในแง่นี้ เราอาจจะสามารถทำการตลาดบน Facebook Group หรือสามารถขยายฐานลูกค้าออกไปได้อย่างคาดไม่ถึงเช่นกัน

โดยสรุปแล้ว จะเห็นได้ว่าแต่ละข้อไม่ใช่เรื่องยากพิสดารเลย เพราะหลายคนก็ทำอยู่ก่อนแล้ว เช่น การตั้งกลุ่ม Line แต่ปัญหาที่พบบ่อยคือ กลุ่มดังกล่าวมักมีลักษณะที่ คนโพสก็โพสอย่างเดียว แต่ขาดการโต้ตอบ ถ้าไม่ใช่เรื่องที่มีผลประโยชน์ ซึ่งการทำ Facebook Groups ที่มีลักษณะของ Community ที่สามารถดูย้อนหลังได้ไม่ยาก จึงมีประโยชน์มากกว่าครับ

===============================================

สามารถติดตามเรา PSO ( Passive Selling Online ) ได้หลายช่องทางดังนี้

Facebook Page: passivesellingonline

LINE: คลิกที่รูป หรือค้นหา @psocourse (อย่าลืมใส่เครื่องหมาย @)


10 สาขาอาชีพที่ A.I. หุ่นยนต์จะทำงานแทนมนุษย์มากที่สุด

AI Robot career work

A.I. ปัญญาประดิษฐ์ หรือ หุ่นยนต์ จะเข้ามาทำงานแทนที่มนุษย์หรือไม่ วันนี้ทางตั้งหลักออนไลน์นำการวิเคราะห์จากสื่อจีนในประเด็นนี้มาเล่าสู้กันฟังครับ

เนื่องจากมีรายงานของ Chinadaily เมื่อปลายปี 2018 ได้วิเคราะห์เกี่ยวกับอนาคตของงาน 10 สาขาอาชีพ ที่พบว่ามีแนวโน้มจะมีการนำ A.I. ปัญญาประดิษฐ์และหุ่นยนต์ มาใช้ทดแทนแรงงานของมนุษย์มากที่สุด ซึ่งในหลายสาขาก็มีการขยายขอบเขตของการใช้งานอยู่แล้วด้วย โดยข้อมูลอ้างอิงจากทางสถาบันอิเล็กทรอนิกส์แห่งประเทศจีน โดยมีหัวข้อคือ การวิเคราะห์สาขาอาชีพและภาคการทำงานที่มีแนวโน้มมากที่สุดว่าจะมีการนำหุ่นยนต์มาใช้งานเพื่อแทนที่แรงงานมนุษย์ 

รายงานดังกล่าว รวบรวมจากการประชุม “งานหุ่นยนต์โลก” World Robotics ปี 2018 ซึ่งจัดขึ้น ณ กรุงปักกิ่งเมื่อวันที่ 15 สิงหาคม ที่ผ่านมา

ในงานได้มีการสรุปเกี่ยวกับ 10 สาขาอาชีพและภาคการทำงานที่หุ่นยนต์จะสามารถนำมาใช้เพื่อทดแทนแรงงานมนุษย์ได้ดีที่สุด ซึ่งทั้งหมดก็ได้เริ่มนำหุ่นยนต์มาใช้งานกันมากขึ้นเรื่อย ๆ แล้วด้วยครับ

มาดูกันว่า มีอะไรบ้าง และตรงกับสาขาอาชีพของท่านใดกันบ้าง

  • งานการผลิต ภาคอุตสาหกรรม
  • งานคลังสินค้าและโลจิสติกส์
  • งานด้านการแพทย์
  • งานขนส่งเอกสารภายในสำนักงาน
  • งานด้านความมั่นคง ป้องกันภัยคุกคาม
  • งานด้านความปลอดภัย
  • งานทำความสะอาด
  • งานถ่ายบันทึกภาพ
  • งานเหมืองแร่
  • งานเพื่อนสัตว์เลี้ยง

สำหรับลักษณะของหุ่นยนต์ที่ถูกผลิตขึ้นสำหรับ 10 สาขาอาชีพเหล่านี้ก็จะมีแนวโน้มมากขึ้น ในขณะที่แรงงานมนุษย์ก็จะถูกลดความสำคัญลง แต่จะมีการปรับให้คนเป็นผู้ทำหน้าที่ดูแลส่วนงานที่มีความสลับซับซ้อน หรือต้องใช้การตัดสินใจสำคัญมากขึ้น และมีหน้าที่ดูแลในส่วนของเครื่องจักรและอุปกรณ์เพื่อการทำงานในภาพรวมแทน

โดยเฉพาะกลุ่มที่น่าจะได้รับผลกระทบมากที่สุดสำหรับแรงงานคนในยุคต่อไปนี้ ก็คือ ภาคอุตสาหกรรมการผลิต การบริการ และงานขนส่ง

ในส่วนที่เราเริ่มเห็นเป็นรูปธรรมแล้วก็เช่น บริษัท Foxconn ผู้ผลิตอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์และสินค้าไฮเทคที่สำคัญของไต้หวัน และยังเป็นผู้ผลิตชิ้นส่วนและอุปกรณ์สำคัญให้กับ Apple สำหรับมือถือสมาร์ทโฟนด้วย เวลานี้มีการลดจำนวนคนงานแล้วกว่า 60,000 คน แล้วใช้แรงงานหุ่นยนต์เข้ามาแทนที่

ซึ่งรวมถึงมีข่าวว่า บริษัทรถยนต์ชื่อดังอย่าง Ford ก็มีการปลดคนงานครั้งใหญ่มากกว่า 1,000 ตำแหน่ง เพื่อลดค่าใช้จ่ายและหวังเพิ่มผลกำไรในทวีปยุโรปด้วย

ดังนั้นแนวโน้มของธุรกิจและภาคอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ทั่วโลก อาจจะมีการลดคนงานลงจำนวนมากในอนาคตอันใกล้ นี่จึงเป็นเรื่องสำคัญที่เรามองข้ามไม่ได้เลยครับ

สำหรับผู้ที่คิดอยากจะให้ลูกหลานได้เข้าเรียนสูง ๆ ในสาขาอาชีพดังกล่าว ก็จำเป็นต้องวางแผนอนาคตให้ดี ๆ ครับ เพราะทุกอย่างมันเปลี่ยนแปลงเร็วมาก และจะแตกต่างจากยุคของพ่อแม่เราและยุคของเราอย่างสิ้นเชิง

 

=============================================

สามารถติดตามเรา PSO ( Passive Selling Online ) ได้หลายช่องทางดังนี้

Facebook Page: passivesellingonline

LINE: @psocourse (อย่าลืมใส่เครื่องหมาย @)

ทำไม Google ถึงยิ่งรวย

Why Google

ที่จริงแล้วคำถามนี้ ทางทีมงานตั้งหลักออนไลน์เชื่อว่าหลายคนคงรู้คำตอบกันดีอยู่แล้ว

แน่นอนว่า ในเมื่อ Google เป็นเว็บไซต์ Search Engine ที่มีผู้ใช้งานสูงสุดของโลก ช่องทางรายได้จากโฆษณาก็ต้องมากที่สุดอยู่แล้วนั่นเอง

แล้วที่สำคัญคือ ต่อให้ไม่ต้องอ้างอิงตัวเลขหรือสถิติอะไร แต่ในเราแทบทุกคนต่างก็ใช้งาน Google กันจนมันจะกลายเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันไปแล้ว

ไม่ว่าจะค้นหา ร้านอาหารอร่อย โรงแรมที่พัก เที่ยวที่ไหนดี ซื้อบ้าน เช็คราคา ตามข่าว ค้นหาเนื้อเพลง ทำการบ้าน หาข้อมูลประวัติศาสตร์ วิทยาศาสตร์ การเมือง แถมยังเชื่อมโยงการค้นหากับคลิป Youtube ได้อีกด้วย

แต่ที่สำคัญคือ Google รวยขึ้นก็จริง แต่มันช่วยเพิ่มโอกาสทางธุรกิจให้เราทุกคนได้เหมือนกันครับ

วันนี้ตั้งหลักออนไลน์ขอมาลองผ่ากันทีละข้อ

บริษัทที่มีกำไรมากที่สุดในโลก

หลายคนอาจจะไม่คุ้นชื่อของ Alphabet แต่นี่คือบริษัทแม่ของ Google ครับ

ในปัจจุบัน มีมูลค่าทางการตลาดราว 23 ล้านล้านบาท นับว่าสูงเป็นอันดับ 2 ของโลก

สำหรับโครงสร้างรายได้ 88% มาจากช่องทางค่าโฆษณา

เอาง่ายๆ ว่าแค่ลงโฆษณาของ Google AdWords และ AdSense รวมถึง YouTube เพียงเท่านี้ก็สร้างรายได้มหาศาลแล้ว

แต่ที่สำคัญคือ เราเองก็มีโอกาสเพิ่มขึ้นทางธุรกิจด้วยเหมือนกัน และก็กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันไปแล้ว

 

แอพที่ครอบคลุมทุกด้าน

ช่องทางการค้นหาผ่านเว็บไซต์ Google หรือก็คือ Search Engine ที่พวกเราใช้งานกันนั้น ในปัจจุบันมีผู้ใช้บริการเพื่อการค้นหาข้อมูลมากกว่า 3,000 ล้านครั้งต่อวัน

นอกจากนี้ยังมีช่องทางแอพลิเคชั่นนับไม่ถ้วน ที่เริ่มเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตของเรามากขึ้น เช่น

Google Chrome ในฐานะของเว็บเบราเซอร์สำหรับท่องโลกอินเตอร์เน็ต ในปัจจุบันมีผู้ใช้งานจำนวนมากกว่า 2,000 ล้านราย มีส่วนแบ่งตลาดสูงที่สุดในโลก ที่ 54%

Google Map เป็นบริการแผนที่และเส้นทางการเดินทางที่หลายคนชอบใช้ ในปัจจุบันมีผู้ใช้งานมากกว่า 1,000 ล้านราย

Gmail อีเมลซึ่งมีผู้ใช้งานมากกว่า 1,000 ล้านบัญชี มีข้อมูลว่า การส่งอีเมล์โดยเฉลี่ยในปีที่ผ่านมาอยู่ที่ 270,000 ล้านอีเมลต่อวัน

Google Play เป็นร้านขายแอปพลิเคชั่นบนระบบ Android ปัจจุบันมีผู้ใช้งานมากกว่า 1,000 ล้านคน

Google Drive เป็นบริการสำหรับพื้นที่จัดเก็บข้อมูลออนไลน์ ซึ่งเพิ่มความสะดวกอย่างมากในการใช้งานให้ผู้คน ในปัจจุบันมีผู้ใช้งานมากกว่า 800 ล้านบัญชี มีข้อมูลที่จัดเก็บในระบบราว 2 ล้านล้านไฟล์ และมีแนวโน้มที่จะมากขึ้นเรื่อย ๆ อีกด้วย

Android ระบบปฏิบัติการบนอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ ในปัจจุบันผู้ใช้งานที่ติดตั้ง Android มากกว่า 2,000 ล้านราย ถือว่าครองส่วนแบ่งสำหรับในตลาดมือถือมากที่สุดถึง 85%

จริงอยู่ว่า บริการของ Google ที่ทำแล้วไม่เกิด ไม่รุ่ง หรือถ้าคุณได้ยินชื่อแล้วจะสงสัยว่า Google เคยทำพวกนี้ด้วยหรือ พวกที่ไม่รุ่งจริง ๆ ก็มีสัดส่วนที่เยอะกว่าที่ทำแล้วรุ่งหลายสิบหลายร้อยเท่า แต่นั่นไม่สำคัญเท่ากับกลุ่มที่ทำออกมาแล้วรุ่ง คนนิยมใช้งาน จนทุกวันนี้แทบจะขาดไม่ได้แล้ว ไม่ใช่แค่การทำงาน แต่ในชีวิตประจำวันด้วยครับ

ช่องทางโฆษณา

เป็นแหล่งที่มาของรายได้หลัก จากค่าโฆษณาของเว็บไซต์ต่าง ๆ ซึ่งหลายคนก็ใช้บริการกันอยู่

ที่สำคัญคือ การแข่งขันก็จะรุนแรงขึ้น และช่องทางโฆษณากระแสหลัก ก็มีแนวโน้มจะมาลงบน Google มากขึ้นเช่นกัน

หรือเรียกง่ายว่า การทำธุรกิจบนอินเทอร์เน็ต จะต้องพึ่งพา Google มากขึ้น

อีกทั้งเวลานี้ Google Chrome ก็เป็น Web Browser ที่ใช้งานเพื่อเข้าสู่โลกอินเตอร์เน็ตสูงสุดของโลก แซงหน้า IE ไปแล้ว นอกจากนี้ยังมีช่องทางอื่น เช่น YouTube ซึ่งทาง Google ซื้อมาตั้งแต่ปี 2006 ในปัจจุบันมีผู้เข้าใช้งานมากกว่า 1,000 ล้านราย การกดดูคลิปวิดีโอมากกว่า 5,000 ล้านชั่วโมงในแต่ละวัน

นอกจากนี้ ในอนาคต Google (และรวมถึง Facebook) ก็จะมุ่งไปเรื่องของ Artificial Intelligence (A.I.) ปัญญาประดิษฐ์มากขึ้น ซึ่งก็จะยิ่งเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานมากขึ้นไปด้วยครับ

ที่ยกมานี้เป็นแค่ตัวอย่างเบื้องต้น แต่เราจะเห็นว่า ความสำเร็จของ Google จึงไม่ใช่แค่เรื่องทางธุรกิจ แต่เพราะมันสามารถแทรกตัวเข้ามาอยู่ในชีวิตประจำวันของเรามากขึ้นทุกขณะนั่นเองครับ แถมมันยังช่วยให้การทำงานและการใช้ชีวิตบางอย่างสะดวกขึ้นจริงเสียด้วย

=============================================

สามารถติดตามเรา PSO ( Passive Selling Online ) ได้หลายช่องทางดังนี้

Facebook Page: passivesellingonline

Youtube Channel: PassiveSellingOnline

LINE: @psocourse (อย่าลืมใส่เครื่องหมาย @)

>