Category Archives for "บทความ เทคโนโลยี"

คนไทยใช้อินเทอร์เน็ตราว 82% จากทั้งประเทศ เหตุผลที่ธุรกิจต้องปรับตัว

คนไทยใช้อินเทอร์เน็ตราว 82% จากทั้งประเทศ เหตุผลที่ธุรกิจต้องปรับตัว

ทางตั้งหลักออนไลน์นำสถิติในภาพรวมมาให้ดู เพื่อให้ทุกท่านได้เห็นว่า ทำไมผู้ประกอบการไทยและผู้ที่กำลังเริ่มต้นธุรกิจในยุคนี้ จำเป็นต้องให้ความสำคัญต่อโลกอินเทอร์เน็ต และโซเชียลมีเดีย มากขึ้นครับ

คนไทยใช้อินเทอร์เน็ต 82.4% จากทั้งหมด

อ้างอิงข้อมูลจาก https://infocenter.git.or.th ซึ่งมีรายงานล่าสุดที่ชี้ว่า ในปี 2018 ที่ผ่านมา คนไทยมีปริมาณการใช้งานอินเทอร์เน็ตสูงถึง 82.4% จากจำนวนประชากรทั้งประเทศ

โดยหากประเมินในจำนวนอัตราส่วนนั้น ถือว่าเป็นอันดับ 3 ในชาติอาเซียน

ซึ่งในแง่ของอัตราส่วนแล้วถือว่าเป็นรองเพียงแค่บรูไน และสิงคโปร์

แต่ถ้าวัดกันที่ปริมาณของประชากร ถือว่าของไทยทิ้งไม่เห็นฝุ่นเลยครับ เพราะปัจจุบันไทยมีจำนวนประชากรอยู่ที่ประมาณ 69 ล้านคน ซึ่งเท่ากับว่าจำนวนผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตจะมีมากถึง 57 ล้านคน

ประชากรกลุ่มไหน

ตรงนี้มีรายงานว่า กลุ่มผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตหลัก เป็นกลุ่มผู้ที่อยู่อาศัยในเขตเมืองสูงถึง 53% (ซึ่งคิดเป็น 82% ของประชากรทั้งหมด)

ส่วนผู้ใช้งานที่มีการ Active อยู่บนแอพลิเคชั่นบนโซเชียลมีเดีย มีถึง 51 ล้านคน คิดเป็น 74% ของประชากรทั้งหมด

โดยสรุปแล้ว ข้อมูลของผู้ใช้งานโซเชียลมีเดียก็มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นจากปีก่อน ซึ่งก็มีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้นอีกในปีถัดไปด้วย

ธุรกิจอีคอมเมิร์ซในไทยกลังเติบโต

ในรายงานของเว็บไซต์ Statita ระบุว่าในปี 2018 ที่ผ่านมา ธุรกิจอีคอมเมิร์ซในประเทศไทย มีมูลค่าสูงถึง 3,757 ล้านเหรียญสหรัฐ

แล้วยังมีการคาดการณ์ว่า ภายในปี 2018-2023 จะมีการเติบโตขึ้นอีก 11.2%

นอกจากนี้ในรายงานยังระบุว่ามูลค่าในตลาดนี้อาจขึ้นสูงถึง 6,384 ล้านเหรียญ เมื่อถึงสิ้นปี 2023

Content ด้านสื่อบันเทิง

ธุรกิจบนอินเทอร์เน็ตที่มีส่วนแบ่งการตลาดมากที่สุดก็คือกลุ่ม สื่อบันเทิงและอิเล็กทรอนิกส์ มีมูลค่ากว่า 1,043 ล้านเหรียญสหรัฐ

ซึ่งถือว่านี่เป็นกลุ่มที่มีการเปลี่ยนแปลงในแง่ของการพอร์ตการนำเสนอด้าน Content และข่าวสารต่างๆมากที่สุด โดยมาจากการนำเสนอทางออฟไลน์มาเป็นออนไลน์

ใช้งานบนมือถือ แนวโน้มเพิ่มสูงสุด

ด้านการใช้งานของโซเชียลมีเดียบนมือถือ ก็มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นสูงสุด

ในปี 2018 ที่ผ่านมา มีรายงานว่าจำนวนผู้ใช้งานโดยรวมมีมากถึง 55.56 ล้านคน คิดเป็น 80% ของประชากรทั้งหมด ซึ่งก็ถือว่าเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ธุรกิจหลายอย่างเปลี่ยนมาบนโลกออนไลน์มากขึ้น

 ด้านผู้ใช้งาน Active ของโซเชียลมีเดียผ่านทางมือถือ สูงถึง 46 ล้านคน คิดเป็น 67% ของประชากรทั้งหมดในเวลานี้

โดยสรุปแล้ว นี่จึงเป็นยุคของการทำธุรกิจบนโลกอินเทอร์เน็ตอย่างเต็มตัวครับ ซึ่งผู้ประกอบการจำเป็นต้องอัพเดทและเปลี่ยนแปลงเพื่อเพิ่มยอดขายและโอกาสในการตลาดและการสร้างแบรนด์ด้วยครับ

===============================================

สามารถติดตามเรา PSO ( Passive Selling Online ) ได้หลายช่องทางดังนี้

Facebook Page: passivesellingonline

LINE: @psocourse (อย่าลืมใส่เครื่องหมาย @ ด้วยนะครับ)


Apple รับผลกระทบจากสงครามการค้า อาจต้องย้ายฐานการผลิต iPhone ในจีน

Apple รับผลกระทบจากสงครามการค้า อาจต้องย้ายฐานการผลิต iPhone ในจีน

วันนี้ทางตั้งหลักออนไลน์พามาอัพเดทสถานการณ์ของการผลิต iPhone ซึ่งถือว่าอยู่ในช่วงสำคัญสำหรับ Apple เพราะอาจจะต้องเกิดการย้ายฐานการผลิตจากในจีนไปที่สหรัฐอเมริกา แล้วมันก็จะกระทบต่อราคาขายของเครื่อง iPhone ที่อาจจะต้องพุ่งสูงขึ้นอีกก็เป็นได้

แล้วถ้าเป็นจริง ทิศทางของเครื่องมือถือก็อาจจะมีการเปลี่ยนแปลงอีกรอบก็ได้ครับ มาลองไล่ลำดับเรื่องราวกันดูครับ

สงครามการค้าทำพิษ กำแพงภาษี 25%

เรื่องนี้ถือว่าเป็นผลกระทบลูกโซ่โดยตรง หลังจากโรงงานและบริษัท Partner หลักของ Apple ในประเทศจีน อาจจะต้องรับผลกระทบจากสงครามการค้าของยักษ์ใหญ่ทั้งสองประเทศที่เกิดขึ้นในช่วงที่ผ่านมา เนื่องจากทาง Partner ในจีนของ Apple อาจจะต้องโบกมือลา ถ้าหากทางสหรัฐยังคงยืนกรานตั้งกำแพงภาษี จาก 10% เป็น 25% ตามที่เคยประกาศออกมาก่อนหน้านี้นั่นเอง

สำหรับบรรดาโรงงานและผู้ผลิตในประเทศจีนก็ได้ออกมากล่าวเมื่อปลายปี 2018 ที่ผ่านมาว่า ที่จริงแล้วพวกเขายังสามารถขายผลิตภัณฑ์ของ Apple ในจีนต่อไปได้ ถ้าหากว่ากำแพงภาษีจะยังคงอยู่ที่ 10% แต่ถ้าหากทางสหรัฐยังคงไม่เปลี่ยนแปลงนโยบายที่ประกาศจะขึ้นกำแพงภาษีนำเข้าจากจีนเป็น 25% ตามที่เคยประกาศมาก่อนหน้านี้ ก็จะทำให้บริษัท Apple และ Partner ทั้งหมดก็คงจะต้องได้รับผลกระทบอย่างเต็มที่ และอาจจะจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกในระยะยาว

สำหรับภาษี 10% ก็มีผลทำให้กำไรต่อหุ้นของ Apple (EPS : earning-per-share) ร่วงลงมาประมาณ 1% ซึ่งมีการคาดการณ์ว่า ภายในปี 2019 ที่จะถึงนี้ Apple จะมีกำไรต่อหุ้น EPS อยู่ที่ 13.32 เหรียญสหรัฐ แต่ถ้าหากว่ามาตรการตั้งกำแพงภาษีขึ้นไป 25% จริงละก็ หุ้นของ Apple ก็อาจจะร่วงลงมาอยู่ที่ 2.50 เหรียญสหรัฐ

Partner ของ Apple ในจีน

สำหรับบริษัทที่เป็น Partner หลักของ Apple ในประเทศจีน ก็คือ Hon Hai Precision Industry ปัจจุบันถือว่าเป็นผู้ผลิตรายใหญ่ที่มีการดำเนินธุรกิจไปทั่วโลก แต่ในเวลานี้พวกเขาอาจจะได้รับผลกระทบอย่างเต็มตัว หลังจากมาตรการตั้งกำแพงภาษีสินค้านำเข้าจากจีนของสหรัฐ

ซึ่งนี่จะกระทบไปมือถือ iPhone และแล็ปท็อปของ Apple ที่มีฐานะการผลิตสำคัญในจีนด้วย

อาจมีคำถามว่าทำไมถึงเป็นเช่นนั้น

เนื่องจากบริษัท Apple เลือกใช้โรงงานผลิตสินค้าส่วนใหญ่จากจีนมาตั้งแต่สมัยของ Steve Jobs และเขาก็เคยยืนกรานที่จะให้ Apple ในฐานการผลิตจากโรงงานจีนมากกว่าในสหรัฐอเมริกา

ปัจจุบัน นี้จีนถือว่าเป็นเสมือนกับโรงงานโลก ที่มีการผลิตสินค้าด้านอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์และเทคโนโลยีที่ใหญ่ที่สุดในโลก และเป็นสาเหตุที่ทำให้ Job เลือกฐานการผลิตในจีน รวมถึงความสามารถของแรงงานจีนที่สามารถทำงานล่วงเวลาได้มากกว่า และเนื่องจากแรงงานจีนมีจำนวนมหาศาล การแข่งขันสูง ก็ทำให้แรงงานในจีนมีความสามารถในการใช้เครื่องมือและอุปกรณ์ที่ซับซ้อนในโรงงานได้ดีกว่าในสหรัฐอเมริกาด้วย

ในช่วงที่ผ่านมา บริษัท Apple ใช้โรงงานในจีนเป็นฐานการผลิตมาเป็นเวลานาน โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์หลักของพวกเขา ไม่ว่าจะเป็น iPhone, iPad, Macs ซึ่งเวลานี้มีสายการผลิตกับบริษัทมากกว่า 100 แห่ง แต่หลังจากการตั้งกำแพงภาษีดังกล่าว ก็ทำให้โรงงานในจีน โดยเฉพาะ Partner หลักอย่าง Honhai ไม่พอใจนัก และได้รวมตัว Partner ทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับการสายการผลิตเพื่อขอคำอธิบายจาก Apple ซึ่งก็ไม่ได้รับคำตอบแต่อย่างใด

สรุปแล้ว iPhone ผลิตที่ไหน

สถานการณ์เวลานี้ค่อนข้างซับซ้อน โดยเมื่อต้นปี 2018 ที่ผ่านมา มีการให้สัมภาษณ์สื่อจาก Tim Cook ในฐานะ CEO ของ Apple ได้กล่าวถึงมาตรการเพิ่มการผลิตเครื่อง iPhone ในประเทศจีน แต่หลังจากนั้นไม่กี่เดือนต่อมา เขาก็ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ใหม่ว่า

“iPhone ไม่ได้ทำในสหรัฐอเมริกา”

ที่จริงหลายฝ่ายก็ทราบดีอยู่แล้วว่า ถ้าเราแยกส่วนประกอบแต่ละชิ้นออก จะพบว่าอุปกรณ์ในเครื่อง iPhone ที่สำคัญเช่น กระจกทัชสกรีน ผลิตจากโรงงานในสหรัฐอเมริกา แต่ส่วนที่มีความสำคัญกว่าอย่างชิป ซึ่งเป็นหัวใจในการปฏิบัติการของเครื่องนั้น ผลิตจากโรงงานในจีน

ทางแก้ปัญหา

ประธานาธิบดีโดนัลด์ทรัมป์ ได้ออกมาโพสต์ Twitter ส่วนตัวโดยมีใจความสำคัญว่า

“เวลานี้สินค้าของ Apple มีราคาแพงขึ้น สาเหตุก็เพราะพวกเขาเลือกฐานการผลิตจากโรงงานในจีน ดังนั้นทางแก้ปัญหาคือ Apple ควรย้ายฐานการผลิตมาไว้ที่สหรัฐอเมริกามากกว่า”

อย่างไรก็ตาม จากสงครามการค้าระหว่างจีน-สหรัฐที่เกิดขึ้น ก็ทำให้บริษัทในสหรัฐเองก็กำลังดูท่าทีว่าทาง Apple จะต้องย้ายฐานการผลิตกลับมาที่สหรัฐจริงหรือไม่ 

===============================================

สามารถติดตามเรา PSO ( Passive Selling Online ) ได้หลายช่องทางดังนี้

Facebook Page: passivesellingonline

LINE: @psocourse (อย่าลืมใส่เครื่องหมาย @ ด้วยนะครับ)


E-Wallet กระเป๋าเงินออนไลน์ ธุรกิจไทยต้องเตรียมพร้อมในปี 2019

E-Wallet กระเป๋าเงินออนไลน์ ธุรกิจไทยต้องเตรียมพร้อมในปี 2019

E-Wallet กระเป๋าเงินออนไลน์ ธุรกิจไทยต้องเตรียมอะไรบ้างในปี 2019

วันนี้ตั้งหลักออนไลน์จะพามาดูกันว่า สำหรับระบบกระเป๋าเงินออนไลน์ E-Wallet ซึ่งเป็นช่องทางสำคัญสำหรับอนาคตและธุรกิจของไทยต่อไปนั้น มีอะไรที่ผู้ประกอบการไทยต้องอัพเดทกันบ้าง

ธนาคารและหน่วยงานเริ่มใช้แอพกระเป๋าเงินออนไลน์ 

หลายคนคงเริ่มรู้จักกระเป๋าเงินออนไลน์ของเจ้าใหญ่อย่าง True-Wallet แต่ทราบหรือไม่ว่า ในเวลานี้มีบริการของทางธนาคารและหน่วยงานหลายแห่ง ที่เปิดแอพของตัวเองเช่นกัน

ตัวอย่างเช่น ธนาคารไทยพาณิชย์ เปิดให้บริการแอพ “แม่มณี” ที่ร่วมกับทาง WeChat Pay สำหรับให้บริการกระเป๋าเงินออนไลน์

หรือ ไปรษณีย์ไทย ที่เปิดบริการ [email protected] ซึ่งเป็นแอพสำหรับสำหรับใช้แทนเงินสด สามารถโอนเงิน ชำระค่าสินค้าหรือบริการไปรษณีย์ รวมถึงบิลต่าง ๆ ได้อย่างรวดเร็ว ปลอดภัย ใช้งานได้ตลอด 24 ชั่วโมง

นอกจากนี้ ยังมีบริการของ Truewallet ซึ่งเชื่อว่าจะถูกออกแบบให้มีการใช้งานที่ครอบคลุมหลากหลายมากขึ้นในเร็วๆนี้เช่นกัน

แอพต่างๆ ใช้งานง่ายๆด้วยมือถือหนึ่งเครื่อง

มีโมเดลของประเทศจีน ที่พยายามทำแพลตฟอร์มสำหรับรองรับการใช้งานบนมือถือให้ได้มากที่สุด โดยเฉพาะในยุคที่ทุกคนในโลกแทบจะติดโซเชียลมีเดียบนมือถือ และต่างก็มีมือถือใช้งานติดตัวกันหมดแล้ว ดังนั้นรูปแบบการทำงานของแอพต่างๆที่จะพัฒนาขึ้นต่อจากนี้ ก็มีแนวโน้มที่จะเน้นการใช้งานได้ง่าย สะดวก รวดเร็ว และเชื่อมต่อกับมือถือได้

เพราะสำหรับหลายคนแล้ว แอพบางประเภทกำลังกลายเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันไปทุกขณะ ไม่ว่าจะเป็นแอพของธนาคาร สำหรับใช้โอนเงิน ชำระเงิน หรือ กระเป๋าเงินออนไลน์ที่เชื่อมต่อกับอีคอมเมิร์ซ เพื่อสั่งซื้อสินค้า เป็นต้น

ใครก็สามารถเปิดร้านค้าออนไลน์ได้

เนื่องจากแม้แต่แพลทฟอร์มใหญ่ที่ผู้คนนิยมใช้งานกัน เช่น Facebook Google ก็มีการเพิ่มฟีเจอร์เพื่อรองรับสำหรับธุรกิจและการค้าขายทางออนไลน์ ให้สะดวกยิ่งขึ้น เช่น Marketplace หรือ การเพิ่มปุ่มสำหรับติดต่อร้านค้าได้โดยตรงกับ Google Map เป็นต้น

ดังนั้นนี่จึงเป็นยุคที่ ใครก็สามารถเปิดหน้าร้านขายของบนอินเทอร์เน็ตได้ ขอเพียงขยันมากพอ

Content ทำได้หลายช่องทาง

มีรายงานว่า คลิปวีดีโอ กำลังเป็น Content ที่ได้รับความนิยมในการรับชมสูงสุดบนโลกโซเชียล ในขณะที่ Content ประเภท ข้อเขียน บทความ มีจำนวนมากที่สุด

แต่ที่น่าสนใจคือ ใครก็สามารถผลิต Content เพื่อการตลาดได้ ไม่จำเป็นต้องมีสถานะของสื่อหรือเป็นนายทุนใหญ่เท่านั้นเสมอไป อยู่ที่ว่าจะสามารถสร้าง Content ที่ดึงดูดและน่าสนใจได้มากน้อยแค่ไหน และใช้ช่องทางไหนที่จะเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้อย่างเหมาะสม

จะเห็นว่า หากเราย้อนกลับไปในช่วงเวลา 5-6 ปีที่ผ่านมา ทิศทางของการทำธุรกิจบนอินเทอร์เน็ต ยังเต็มไปด้วยการตั้งคำถาม แต่เวลานี้มันกลายเป็นสิ่งที่จำเป็นต้องทำ และทุกธุรกิจต้องปรับตัวไปแล้ว

===============================================

สามารถติดตามเรา PSO ( Passive Selling Online ) ได้หลายช่องทางดังนี้

Facebook Page: passivesellingonline

LINE: คลิกที่รูป หรือค้นหา @psocourse (อย่าลืมใส่เครื่องหมาย @)


เคล็ดลับการตลาดออนไลน์ ทำไมควรตั้งกลุ่ม Facebook Group

เคล็ดลับการตลาดออนไลน์-ทำไมควรตั้งกลุ่ม-Facebook-Group

เคล็ดลับการตลาดออนไลน์ ทำไมควรตั้งกลุ่ม Facebook Group

การตั้ง Facebook Group เป็นอีกกลยุทธ์การตลาดออนไลน์ที่เวลานี้หลายคนเริ่มใช้กัน รวมถึงเพจชื่อดังบางแห่งก็เริ่มใช้กันมากขึ้น ทีนี้หลายคนอาจมีคำถามว่า จำเป็นต้องตั้ง Facebook Group จริงหรือไม่ วันนี้ทางตั้งหลักออนไลน์จะมาแนะนำเคล็ดลับให้คนที่เริ่มสนใจกันครับ

ตั้งกลุ่ม Facebook Group เพื่อสร้าง Community

กลยุทธ์ตั้งหลุ่ม หรือการเปิด Group มีหลายเป้าหมาย ซึ่งไม่เพียงแต่เป็นการรวมฐานผู้บริโภค กลุ่มแฟนคลับ ผู้มีความชอบและสนใจในสิ่งคล้ายกัน ยังมีลักษณะการตั้งกลุ่มหลังจากงานอีเวนท์ต่าง ๆ เพื่อสร้าง Connection ที่เชื่อมต่อกันด้วย

ซึ่งเรื่องนี้จะช่วยประโยชน์ให้การตลาดบนโซเชียลได้ดีกว่าแค่การยิงแอดโฆษณา หรือ แค่การแชร์ Content เพื่อทำการตลาดทางออนไลน์เท่านั้น แต่มันมีส่วนช่วยให้เราสามารถเข้าถึงผู้บริโภคและลูกค้า หรือกระทั่งผู้ที่เคยร่วมในงานอีเว้นท์ต่าง ๆ ให้เข้าร่วมในอีเว้นท์ต่อไปได้ นอกจากนี้ยังสามารถใช้สำหรับการแจ้งข่าวสารและโปรโมชั่นต่าง ๆ ได้โดยตรง

ที่สำคัญคือไม่เพียงแต่เป็นการสร้าง Connection ส่วนตัวของเราเองซึ่งก็จะทำให้มีคนได้ประโยชน์เพียงฝ่ายเดียวเท่านั้น แต่เป็นการสร้าง Community เพื่อสร้างความสัมพันธ์ของกลุ่มคนให้แน่นแฟ้นขึ้นอีกด้วยครับ การทำรูปแบบนี้ก็ทำให้คนใน Community รู้สึกอยากจะเข้าร่วม มีการโต้ตอบคอมเม้นท์ การแชร์ และอื่น ๆ โดยไม่ได้รู้สึกว่าในกลุ่มเหล่านั้นมุ่งแต่การขายเสมอไป นี่จึงเป็นอีกรูปแบบการทำตลาดแบบธรรมชาติที่ดีและจำเป็นมาก

ตั้งกลุ่ม Facebook Group มีอิสระในการสร้างแบรนด์ของเราเอง

หลายคนคิดจะเข้าไปในกลุ่มคนอื่นเพียงอย่างเดียว แต่ที่จริงแล้ว เราสามารถสร้างกลุ่มได้เองตามความต้องการ ไม่ว่าจะเพื่อประโยชน์ระยะสั้น หรือเพื่อโจทย์ของแผนธุรกิจในระยะยาว ที่สำคัญคือ กลุ่มเป็นการสะท้อนแนวคิดของเราเองโดยไม่ต้องกลัวว่าจะซ้ำกับแบรนด์อื่นในโลก เพราะเราจะมีอิสระที่จะสามารถทำอะไรก็ได้ในแนวทางของเรา แล้วทดลองการตลาดไปด้วย ที่สำคัญคือสามารถดึงคนจากกลุ่มอื่นเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของเราได้

ช่วยประเมินความเสี่ยงก่อนจะเปิดตัวผลิตภัณฑ์

เป็นรูปแบบหนึ่งที่พวก Start-Up และการระดมทุน Crowd-sourcing ที่นิยมใช้กันมากในต่างประเทศ เพราะในยุคที่การแข่งขันทำตลาดบนโลกออนไลน์รุนแรงขึ้นทุกวันนั้น การพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ ก็มีทั้งความเสี่ยง การหาสปอนเซอร์ และความสนใจของผู้บริโภคด้วย การตั้งกลุ่ม Facebook Group ก็เป็นอีกรูปแบบหนึ่งที่จะช่วยประเมินความเสี่ยงดังกล่าว

ซึ่งอันที่จริง รูปแบบนี้มักจะนิยมเปิดกลุ่มกันก่อนหน้าจะเปิดตัวผลิตภัณฑ์หรือบริการใด ๆ อย่างน้อยชั่วระยะหนึ่งเพื่อให้มีเวลาได้ทดลองทำตลาดและรวมกลุ่มผู้สนใจ ไปจนถึงสร้างฐานแฟนคลับไว้ก่อน หรือเรียกว่าเป็นช่วง Beta Testing ก็ได้

แล้วที่สำคัญก็คือ หลังจากนั้นแล้วยังสามารถเปลี่ยนกลุ่มนี้ให้เป็นกลุ่มที่ช่วยโปรโมทผลิตภัณฑ์ได้อีกด้วยครับ แต่ในกรณีที่ผลิตภัณฑ์นั้นต้องการให้เป็นความลับ อาจจะไม่เหมาะนัก

ทุกคนต่างก็อยู่ในกลุ่ม Facebook Group ที่หลากหลายอยู่แล้ว

เพราะทุกวันนี้ คน ๆ หนึ่งต่างก็กระจายตัวกันอยู่ในกลุ่มต่าง ๆ อยู่แล้ว การตั้ง Facebook Group จึงมีความหลากหลายที่ไม่ได้มีข้อจำกัดตายตัวว่า ในแต่ละกลุ่มจะต้องดึงเฉพาะคนที่มีความชอบหรือสนใจในเฉพาะเรื่องนั้นให้เข้ามาในกลุ่มเท่านั้น แต่ยังสามารถขยายขอบเขตความสนใจออกไปได้ด้วย

ในแง่นี้ เราอาจจะสามารถทำการตลาดบน Facebook Group หรือสามารถขยายฐานลูกค้าออกไปได้อย่างคาดไม่ถึงเช่นกัน

โดยสรุปแล้ว จะเห็นได้ว่าแต่ละข้อไม่ใช่เรื่องยากพิสดารเลย เพราะหลายคนก็ทำอยู่ก่อนแล้ว เช่น การตั้งกลุ่ม Line แต่ปัญหาที่พบบ่อยคือ กลุ่มดังกล่าวมักมีลักษณะที่ คนโพสก็โพสอย่างเดียว แต่ขาดการโต้ตอบ ถ้าไม่ใช่เรื่องที่มีผลประโยชน์ ซึ่งการทำ Facebook Groups ที่มีลักษณะของ Community ที่สามารถดูย้อนหลังได้ไม่ยาก จึงมีประโยชน์มากกว่าครับ

===============================================

สามารถติดตามเรา PSO ( Passive Selling Online ) ได้หลายช่องทางดังนี้

Facebook Page: passivesellingonline

LINE: คลิกที่รูป หรือค้นหา @psocourse (อย่าลืมใส่เครื่องหมาย @)


10 สาขาอาชีพที่ A.I. หุ่นยนต์จะทำงานแทนมนุษย์มากที่สุด

AI Robot career work

A.I. ปัญญาประดิษฐ์ หรือ หุ่นยนต์ จะเข้ามาทำงานแทนที่มนุษย์หรือไม่ วันนี้ทางตั้งหลักออนไลน์นำการวิเคราะห์จากสื่อจีนในประเด็นนี้มาเล่าสู้กันฟังครับ

เนื่องจากมีรายงานของ Chinadaily เมื่อปลายปี 2018 ได้วิเคราะห์เกี่ยวกับอนาคตของงาน 10 สาขาอาชีพ ที่พบว่ามีแนวโน้มจะมีการนำ A.I. ปัญญาประดิษฐ์และหุ่นยนต์ มาใช้ทดแทนแรงงานของมนุษย์มากที่สุด ซึ่งในหลายสาขาก็มีการขยายขอบเขตของการใช้งานอยู่แล้วด้วย โดยข้อมูลอ้างอิงจากทางสถาบันอิเล็กทรอนิกส์แห่งประเทศจีน โดยมีหัวข้อคือ การวิเคราะห์สาขาอาชีพและภาคการทำงานที่มีแนวโน้มมากที่สุดว่าจะมีการนำหุ่นยนต์มาใช้งานเพื่อแทนที่แรงงานมนุษย์ 

รายงานดังกล่าว รวบรวมจากการประชุม “งานหุ่นยนต์โลก” World Robotics ปี 2018 ซึ่งจัดขึ้น ณ กรุงปักกิ่งเมื่อวันที่ 15 สิงหาคม ที่ผ่านมา

ในงานได้มีการสรุปเกี่ยวกับ 10 สาขาอาชีพและภาคการทำงานที่หุ่นยนต์จะสามารถนำมาใช้เพื่อทดแทนแรงงานมนุษย์ได้ดีที่สุด ซึ่งทั้งหมดก็ได้เริ่มนำหุ่นยนต์มาใช้งานกันมากขึ้นเรื่อย ๆ แล้วด้วยครับ

มาดูกันว่า มีอะไรบ้าง และตรงกับสาขาอาชีพของท่านใดกันบ้าง

  • งานการผลิต ภาคอุตสาหกรรม
  • งานคลังสินค้าและโลจิสติกส์
  • งานด้านการแพทย์
  • งานขนส่งเอกสารภายในสำนักงาน
  • งานด้านความมั่นคง ป้องกันภัยคุกคาม
  • งานด้านความปลอดภัย
  • งานทำความสะอาด
  • งานถ่ายบันทึกภาพ
  • งานเหมืองแร่
  • งานเพื่อนสัตว์เลี้ยง

สำหรับลักษณะของหุ่นยนต์ที่ถูกผลิตขึ้นสำหรับ 10 สาขาอาชีพเหล่านี้ก็จะมีแนวโน้มมากขึ้น ในขณะที่แรงงานมนุษย์ก็จะถูกลดความสำคัญลง แต่จะมีการปรับให้คนเป็นผู้ทำหน้าที่ดูแลส่วนงานที่มีความสลับซับซ้อน หรือต้องใช้การตัดสินใจสำคัญมากขึ้น และมีหน้าที่ดูแลในส่วนของเครื่องจักรและอุปกรณ์เพื่อการทำงานในภาพรวมแทน

โดยเฉพาะกลุ่มที่น่าจะได้รับผลกระทบมากที่สุดสำหรับแรงงานคนในยุคต่อไปนี้ ก็คือ ภาคอุตสาหกรรมการผลิต การบริการ และงานขนส่ง

ในส่วนที่เราเริ่มเห็นเป็นรูปธรรมแล้วก็เช่น บริษัท Foxconn ผู้ผลิตอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์และสินค้าไฮเทคที่สำคัญของไต้หวัน และยังเป็นผู้ผลิตชิ้นส่วนและอุปกรณ์สำคัญให้กับ Apple สำหรับมือถือสมาร์ทโฟนด้วย เวลานี้มีการลดจำนวนคนงานแล้วกว่า 60,000 คน แล้วใช้แรงงานหุ่นยนต์เข้ามาแทนที่

ซึ่งรวมถึงมีข่าวว่า บริษัทรถยนต์ชื่อดังอย่าง Ford ก็มีการปลดคนงานครั้งใหญ่มากกว่า 1,000 ตำแหน่ง เพื่อลดค่าใช้จ่ายและหวังเพิ่มผลกำไรในทวีปยุโรปด้วย

ดังนั้นแนวโน้มของธุรกิจและภาคอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ทั่วโลก อาจจะมีการลดคนงานลงจำนวนมากในอนาคตอันใกล้ นี่จึงเป็นเรื่องสำคัญที่เรามองข้ามไม่ได้เลยครับ

สำหรับผู้ที่คิดอยากจะให้ลูกหลานได้เข้าเรียนสูง ๆ ในสาขาอาชีพดังกล่าว ก็จำเป็นต้องวางแผนอนาคตให้ดี ๆ ครับ เพราะทุกอย่างมันเปลี่ยนแปลงเร็วมาก และจะแตกต่างจากยุคของพ่อแม่เราและยุคของเราอย่างสิ้นเชิง

 

=============================================

สามารถติดตามเรา PSO ( Passive Selling Online ) ได้หลายช่องทางดังนี้

Facebook Page: passivesellingonline

LINE: @psocourse (อย่าลืมใส่เครื่องหมาย @)

ทำไม Google ถึงยิ่งรวย

Why Google

ที่จริงแล้วคำถามนี้ ทางทีมงานตั้งหลักออนไลน์เชื่อว่าหลายคนคงรู้คำตอบกันดีอยู่แล้ว

แน่นอนว่า ในเมื่อ Google เป็นเว็บไซต์ Search Engine ที่มีผู้ใช้งานสูงสุดของโลก ช่องทางรายได้จากโฆษณาก็ต้องมากที่สุดอยู่แล้วนั่นเอง

แล้วที่สำคัญคือ ต่อให้ไม่ต้องอ้างอิงตัวเลขหรือสถิติอะไร แต่ในเราแทบทุกคนต่างก็ใช้งาน Google กันจนมันจะกลายเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันไปแล้ว

ไม่ว่าจะค้นหา ร้านอาหารอร่อย โรงแรมที่พัก เที่ยวที่ไหนดี ซื้อบ้าน เช็คราคา ตามข่าว ค้นหาเนื้อเพลง ทำการบ้าน หาข้อมูลประวัติศาสตร์ วิทยาศาสตร์ การเมือง แถมยังเชื่อมโยงการค้นหากับคลิป Youtube ได้อีกด้วย

แต่ที่สำคัญคือ Google รวยขึ้นก็จริง แต่มันช่วยเพิ่มโอกาสทางธุรกิจให้เราทุกคนได้เหมือนกันครับ

วันนี้ตั้งหลักออนไลน์ขอมาลองผ่ากันทีละข้อ

บริษัทที่มีกำไรมากที่สุดในโลก

หลายคนอาจจะไม่คุ้นชื่อของ Alphabet แต่นี่คือบริษัทแม่ของ Google ครับ

ในปัจจุบัน มีมูลค่าทางการตลาดราว 23 ล้านล้านบาท นับว่าสูงเป็นอันดับ 2 ของโลก

สำหรับโครงสร้างรายได้ 88% มาจากช่องทางค่าโฆษณา

เอาง่ายๆ ว่าแค่ลงโฆษณาของ Google AdWords และ AdSense รวมถึง YouTube เพียงเท่านี้ก็สร้างรายได้มหาศาลแล้ว

แต่ที่สำคัญคือ เราเองก็มีโอกาสเพิ่มขึ้นทางธุรกิจด้วยเหมือนกัน และก็กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันไปแล้ว

 

แอพที่ครอบคลุมทุกด้าน

ช่องทางการค้นหาผ่านเว็บไซต์ Google หรือก็คือ Search Engine ที่พวกเราใช้งานกันนั้น ในปัจจุบันมีผู้ใช้บริการเพื่อการค้นหาข้อมูลมากกว่า 3,000 ล้านครั้งต่อวัน

นอกจากนี้ยังมีช่องทางแอพลิเคชั่นนับไม่ถ้วน ที่เริ่มเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตของเรามากขึ้น เช่น

Google Chrome ในฐานะของเว็บเบราเซอร์สำหรับท่องโลกอินเตอร์เน็ต ในปัจจุบันมีผู้ใช้งานจำนวนมากกว่า 2,000 ล้านราย มีส่วนแบ่งตลาดสูงที่สุดในโลก ที่ 54%

Google Map เป็นบริการแผนที่และเส้นทางการเดินทางที่หลายคนชอบใช้ ในปัจจุบันมีผู้ใช้งานมากกว่า 1,000 ล้านราย

Gmail อีเมลซึ่งมีผู้ใช้งานมากกว่า 1,000 ล้านบัญชี มีข้อมูลว่า การส่งอีเมล์โดยเฉลี่ยในปีที่ผ่านมาอยู่ที่ 270,000 ล้านอีเมลต่อวัน

Google Play เป็นร้านขายแอปพลิเคชั่นบนระบบ Android ปัจจุบันมีผู้ใช้งานมากกว่า 1,000 ล้านคน

Google Drive เป็นบริการสำหรับพื้นที่จัดเก็บข้อมูลออนไลน์ ซึ่งเพิ่มความสะดวกอย่างมากในการใช้งานให้ผู้คน ในปัจจุบันมีผู้ใช้งานมากกว่า 800 ล้านบัญชี มีข้อมูลที่จัดเก็บในระบบราว 2 ล้านล้านไฟล์ และมีแนวโน้มที่จะมากขึ้นเรื่อย ๆ อีกด้วย

Android ระบบปฏิบัติการบนอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ ในปัจจุบันผู้ใช้งานที่ติดตั้ง Android มากกว่า 2,000 ล้านราย ถือว่าครองส่วนแบ่งสำหรับในตลาดมือถือมากที่สุดถึง 85%

จริงอยู่ว่า บริการของ Google ที่ทำแล้วไม่เกิด ไม่รุ่ง หรือถ้าคุณได้ยินชื่อแล้วจะสงสัยว่า Google เคยทำพวกนี้ด้วยหรือ พวกที่ไม่รุ่งจริง ๆ ก็มีสัดส่วนที่เยอะกว่าที่ทำแล้วรุ่งหลายสิบหลายร้อยเท่า แต่นั่นไม่สำคัญเท่ากับกลุ่มที่ทำออกมาแล้วรุ่ง คนนิยมใช้งาน จนทุกวันนี้แทบจะขาดไม่ได้แล้ว ไม่ใช่แค่การทำงาน แต่ในชีวิตประจำวันด้วยครับ

ช่องทางโฆษณา

เป็นแหล่งที่มาของรายได้หลัก จากค่าโฆษณาของเว็บไซต์ต่าง ๆ ซึ่งหลายคนก็ใช้บริการกันอยู่

ที่สำคัญคือ การแข่งขันก็จะรุนแรงขึ้น และช่องทางโฆษณากระแสหลัก ก็มีแนวโน้มจะมาลงบน Google มากขึ้นเช่นกัน

หรือเรียกง่ายว่า การทำธุรกิจบนอินเทอร์เน็ต จะต้องพึ่งพา Google มากขึ้น

อีกทั้งเวลานี้ Google Chrome ก็เป็น Web Browser ที่ใช้งานเพื่อเข้าสู่โลกอินเตอร์เน็ตสูงสุดของโลก แซงหน้า IE ไปแล้ว นอกจากนี้ยังมีช่องทางอื่น เช่น YouTube ซึ่งทาง Google ซื้อมาตั้งแต่ปี 2006 ในปัจจุบันมีผู้เข้าใช้งานมากกว่า 1,000 ล้านราย การกดดูคลิปวิดีโอมากกว่า 5,000 ล้านชั่วโมงในแต่ละวัน

นอกจากนี้ ในอนาคต Google (และรวมถึง Facebook) ก็จะมุ่งไปเรื่องของ Artificial Intelligence (A.I.) ปัญญาประดิษฐ์มากขึ้น ซึ่งก็จะยิ่งเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานมากขึ้นไปด้วยครับ

ที่ยกมานี้เป็นแค่ตัวอย่างเบื้องต้น แต่เราจะเห็นว่า ความสำเร็จของ Google จึงไม่ใช่แค่เรื่องทางธุรกิจ แต่เพราะมันสามารถแทรกตัวเข้ามาอยู่ในชีวิตประจำวันของเรามากขึ้นทุกขณะนั่นเองครับ แถมมันยังช่วยให้การทำงานและการใช้ชีวิตบางอย่างสะดวกขึ้นจริงเสียด้วย

=============================================

สามารถติดตามเรา PSO ( Passive Selling Online ) ได้หลายช่องทางดังนี้

Facebook Page: passivesellingonline

Youtube Channel: PassiveSellingOnline

LINE: @psocourse (อย่าลืมใส่เครื่องหมาย @)

M-Commerce ตั้งหลักออนไลน์ กับเทรนด์ของธุรกิจบนมือถือ

m commerce

กลับมาอีกครั้งกับตั้งหลักออนไลน์ครับ วันนี้เราอยากจะมาคุยกันถึงเทรนด์ใหม่ของการทำธุรกิจบนอินเทอร์เน็ตผ่านมือถือ หรือที่เรียกว่า M-Commerce (Mobile Commerce)

วันนี้เราจะมาแนะนำเบื้องต้นว่า มีอะไรที่เราควรทราบบ้าง และทำไมเราจึงไม่ควรตกขบวน

M – Commerce คืออะไร

ธุรกิจอีคอมเมิร์ซ E-Commerce กำลังเป็นช่องทางค้าปลีกทางออนไลน์ที่สำคัญ ซึ่งเราเชื่อว่าหลายคนเองก็เริ่มให้ความสนใจและรู้จักเรื่องของ E-Commerce กันในหลายมิติมากขึ้นแล้ว

แต่วันนี้ ตั้งหลักออนไลน์ของเรา ก็อยากแนะนำสิ่งที่สำคัญไม่แพ้กันสำหรับอนาคตของการตลาดทั่วโลกครับ เพราะทุกวันนี้พวกเราก็ใช้งานกันอยู่แล้วโดยที่ไม่รู้ตัว และก็มีแนวโน้มที่จะใช้งานมากขึ้นด้วย

นั่นคือ M-Commerce (Mobile Commerce)

หลายคนอาจมีคำถามว่า แล้วมันคืออะไร

เชื่อหรือไม่ว่า ที่จริงแล้วทุกวันนี้หลายท่านต่างก็ใช้งานเจ้าสิ่งนี้กันอยู่แล้วครับ เรียกง่าย ๆ ว่า มันคือการที่เราทำธุรกรรมทางการเงินต่าง ๆ ผ่านเครือข่ายโทรศัพท์มือถือ ซึ่งก็ครอบคลุมไปถึงการซื้อขายสินค้าด้วยระบบ E-Commerce เช่นกันครับ เพียงแต่เป็นการใช้ผ่านทางมือถือนั่นเอง

ในปัจจุบัน M-Commerce กำลังกลายเป็นรูปแบบของอีคอมเมิร์ซที่กำลังกลายเป็นเทรนด์ใหม่ ซึ่งต่อไปเชื่อว่าจะได้ยินคำนี้ตามสื่อโซเชียลและในหนังสือด้านการตลาดออนไลน์มากขึ้นไปด้วยครับ

 

ทำไมถึงได้รับความนิยม

“เพราะคนเราใช้มือถือกันมากขึ้น”

เรียกง่าย ๆ ว่า มือถือกำลังกลายเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันที่เราแทบจะขาดกันไม่ได้ไปแล้ว เพราะฉะนั้นในเมื่อมีอุปสงค์และอุปทานมากขึ้น ก็ทำให้นักลงทุน และผู้ให้บริการเทคโนโลยีด้านเครือข่ายอินเทอร์เน็ตให้ความสำคัญกับการพัฒนานวัตกรรมเพื่อรองรับช่องทางเหล่านี้เพิ่มขึ้นครับ

 

ระบบขนส่ง Logistics ที่ก้าวหน้ามากขึ้น

ก็ในเมื่อระบบขนส่งในปัจจุบันมีความสะดวกรวดเร็ว และการเชื่อมต่อระหว่างการสั่งซื้อสินค้าบนแพลตฟอร์มต่าง ๆ ได้เชื่อมเข้ากับระบบ Logistics อีกทั้งธุรกิจทั้งขนาดกลางและขนาดใหญ่ก็เข้ามาเล่นในพื้นที่นี้กันมากขึ้น

แล้วปัจจัยสำคัญคือ ค่าใช้จ่ายก็อาจจะถูกกว่าการที่คุณต้องเสียเวลาขับรถออกไปหาซื้อเองด้วยครับ

รูปแบบที่สะดวก เข้ากับไลพ์สไตล์

การสั่งซื้อสินค้าบนมือถือ ผ่านแพลตฟอร์มชื่อดัง เช่น Lazada Shopee หรือร้านค้าบนโซเชียลมีเดีย ทางเพจ Facebook และตามเว็บไซต์ค้าปลีกต่าง ๆ ก็ไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป

ไม่เพียงแค่วัยรุ่น แต่ผู้สูงอายุก็สามารถใช้งานได้สะดวก เพียงแค่คลิกในสิ่งที่ต้องการซื้อ แล้วมีการเปิดบัญชีไว้แล้วเท่านั้น ก็สามารถรับสินค้าจากที่บ้านได้เลย

นอกจากนี้ การทำธุรกรรมของ M-Commerce ยังมีการพัฒนารูปแบบที่ทำให้ใช้งานได้ง่าย สะดวกและไม่ยุ่งยากเท่ากับ E-Commerce โดยทั่วไป เพราะบางครั้งคุณสามารถสั่งซื้อสินค้าผ่านช่องทาง Line หรือ เพจ Facebook และร้านค้าออนไลน์ต่าง ๆ ได้ แค่กดเลือกและสั่งสินค้าที่ต้องการก็พอ

 

แนวโน้มในอนาคต

ปัจจุบัน อุปกรณ์มือถือที่พัฒนาขึ้นเรื่อยๆตามการแข่งขันจากบริษัทดังๆในโลก และการเก็บข้อมูล Big Data ที่มีบริษัทหลายแห่งทั่วโลกเริ่มมีการใช้งานมากขึ้นเพื่อหาความต้องการของผู้บริโภคให้ตรงประเด็นมากขึ้น ก็ส่งผลทำให้ M- Commerce กลายเป็นรูปแบบใหม่ที่มาแรงในเวลานี้ รวมถึงพฤติกรรมของมนุษย์ ที่เมื่อใช้งานครั้งหนึ่งแล้วได้ผลพอใจ ก็มีแนวโน้มที่จะใช้ต่อ

อีกทั้งในเวลานี้ “แทบทุกคนล้วนมีมือถือใช้งาน” นั่นแปลว่าการรับสาร ข้อมูล และ Content ต่างๆจะเป็นการรับผ่านทางมือถือไปด้วย

นั่นหมายความว่า นี่คือโอกาสในการขายและนำเสนอสินค้าไปด้วยเช่นกันครับ

สำหรับรายละเอียดอื่น จะนำเสนอในโอกาสต่อไปครับ

=============================================

สามารถติดตามเรา PSO ( Passive Selling Online ) ได้หลายช่องทางดังนี้ 

Facebook Page: passivesellingonline

LINE: @psocourse (อย่าลืมใส่เครื่องหมาย @)

พฤษภาคม 9, 2019

A.I. กำลังจะทำงานแทนคนจริงหรือ อาชีพไหนต้องปรับตัวบ้าง

ai-business-future

ทางทีมงานตั้งหลักออนไลน์มีความสนใจในประเด็นนี้มาก เพราะจากที่เคยเป็นเรื่องไกลตัวในชีวิตของเราทุกคน แต่ปรากฏว่าภายในเวลาแค่ไม่กี่ปี หุ่นยนต์ หรือ A.I. (ปัญญาประดิษฐ์) ก็กำลังเข้ามาทำงานแทนที่คนมากขึ้นทุกที แถมยังเข้ามาในสายอาชีพที่ใกล้ตัวพวกเราทุกคนมากขึ้นด้วยครับ

คำถามสำคัญคือ แล้ว A.I. จะเข้ามาแทนที่คนได้จริงหรือไม่ ถ้าเช่นนั้นแล้วเราต้องปรับตัวอะไรบ้าง

เพราะสุดท้ายแล้ว ถ้าเราไม่ปรับตัว คนที่จะลำบาก ไม่ใช่แค่คนรุ่นเรานะครับ แต่คือลูกหลานของเรา เด็กรุ่นใหม่ ที่แม้ว่าจะเรียนจบออกมาแล้วก็อาจจะไม่มีงานหรือพบว่าสายอาชีพที่เขาร่ำเรียนมา มันมีการแข่งขันสูงจนไม่สามารถจะเติบโตได้ง่าย ๆ

ทางตั้งหลักออนไลน์เองก็ได้ทำการสำรวจประเด็นนี้ทั้งในแง่สายอาชีพที่เกี่ยวข้อง และความเคลื่อนไหวด้านเทคโนโลยีทั้งในและต่างประเทศ พบว่ามีความสนใจมากครับ เพราะเราอาจจะไม่ทราบมาก่อนเลยว่า ที่จริงแล้วในหลายวงการและสาขาอาชีพ ได้มีการนำ A.I. มาใช้ประโยชน์เรียบร้อยแล้ว เพียงแต่อยู่ในระหว่างการพัฒนาเพื่อให้เหมาะสมกับการทำงานจริงในหลายมิติ และขยายออกไปในอนาคต

ดังนั้นเรื่องที่ว่า หุ่นยนต์ หรือ A.I. จะเข้ามาแทนที่แรงงานมนุษย์ในอนาคตนั้น ไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกแล้วครับโดยเฉพาะในปี 2018 ที่ผ่านมา เราจะได้ยินข่าวว่า องค์กรใหญ่บางแห่งเริ่มมีการลดการจ้างงานและปลดคนงานออกครั้งใหญ่แล้ว

แน่นอนว่า หลายคนกำลังมีความกังวลในเรื่องนี้ แต่ก่อนอื่นเราคงต้องตระหนักว่านวัตกรรมเทคโนโลยีด้าน A.I. เป็นสิ่งที่จะต้องเข้ามาในสังคมโลกมากขึ้นแน่นอน ดังนั้นเราไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ เพราะสังคมโลกจะต้องเปลี่ยนแปลงไปตามความก้าวหน้าของเทคโนโลยี เหมือนในยุคก่อนคงไม่มีใครคาดคิดว่าเราจะสามารถใช้งานอินเทอร์เน็ตและทำธุรกรรมต่าง ๆ ได้บนมือถือเพียงแค่เครื่องเดียว ก็ทำอะไรได้แทบจะทุกเรื่องแล้ว ดังนั้นการเปลี่ยนแปลงจึงเป็นเรื่องปกติ

แต่ก็ไม่ได้แปลว่า จะเข้ามาแทนที่ทั้งหมดครับ เพราะในส่วนของการทำงานและการตัดสินใจที่ต้องการความสลับซับซ้อน และละเอียดอ่อน ไปจนถึงการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า และความคิดสร้างสรรค์ใหม่ ๆ ก็ยังต้องอาศัยความสามารถของมนุษย์ในการทำงานเป็นหลัก เพียงแต่ A.I. จะเข้ามาช่วยลดความยุ่งยากของขั้นตอนในกระบวนการผลิตและการทำงานบางอย่าง รวมถึงเพิ่มศักยภาพในวงกว้างมากขึ้น

สำหรับตั้งหลักออนไลน์ เราจะโฟกัสที่การทำตลาดออนไลน์ และ อีคอมเมิร์ซ ซึ่งเป็นด้านที่ A.I. ได้เข้ามามีบทบาทโดยตรง ดังนั้นเราลองมาดูว่าอาชีพไหนบ้างที่ต้องปรับตัว และ A.I จะเข้ามาแทนที่แรงงานคนอย่างไรบ้างครับ

ร้านค้าปลีก

เป็นช่องทางที่ได้รับผลกระทบมาก ถ้าหากว่าคุณไม่ใช่ Chain Store รายใหญ่ ซึ่งเวลานี้ร้านโชห่วยแบบดั้งเดิมแทบจะไม่เห็นแล้ว นอกจากนี้ธุรกิจค้าปลีกบางแห่งก็เริ่มเปลี่ยนพื้นที่ไปลงบนโซเชียลและอินเทอร์เน็ตมากขึ้น เพราะสามารถลดค่าใช้จ่ายหน้าร้าน ค่าเช่าที่ ค่าจ้างคนงาน และยังสามารถเปิดบริการจัดส่งสินค้าได้เมื่อสั่งออนไลน์ด้วย เรียกว่าเป็นการผสมผสานระหว่างออนไลน์และออฟไลน์เข้าด้วยกันแบบ B2C ซึ่งรับรองได้เลยว่า กระแสนี้จะเติบโตอย่างมากภายใน 4-5 ปีต่อจากนี้

แรงงานในภาคอุตสาหกรรม และสายการผลิต

เนื่องจากทุกวันนี้ หลายโรงงานขนาดใหญ่ทั่วโลกได้ให้ความสำคัญกับเครื่องจักรกล และการใช้หุ่นยนต์ในกระบวนการผลิตมากขึ้น หน้าที่หลักของคนจึงกลายเป็นผู้ดูแลและซ่อมบำรุงเครื่องจักรไปแทน สำหรับอุตสาหกรรมขนาดใหญ่จึงมีแนวโน้มที่จะปลดแรงงานการผลิตออก แต่สำหรับอุตสาหกรรมขนาดย่อม และขนาดกลาง ก็ยังจำเป็นต้องใช้แรงงานคนอยู่

พนักงานเก็บเงิน แคชเชียร์

เรียกว่ามีผลกระทบที่ชัดเจนมาอีกหนึ่งสายอาชีพ เนื่องจากเวลานี้ในบางประเทศเช่น จีน ได้เริ่มให้บริการซุปเปอร์มาร์เก็ตแบบไร้เงินสดเรียบร้อยแล้ว เช่นที่ Hema Supermarket ในเครืออาลีบาบา ที่เราสามารถเดินเข้าไปเลือกซื้อของได้ โดยไม่ต้องพกเงินสด แล้วใช้การสแกนผ่านมือถือด้วยแอพ Alipay ก็สามารถจ่ายเงินได้เลย

สื่อหนังสือพิมพ์ นิตยสาร

เป็นสายอาชีพที่ใกล้ตายไปทุกขณะ แม้ว่าในส่วนของหนังสือเล่ม จะยังมีแนวโน้มที่ไปต่อได้ แต่หนังสือพิมพ์และนิตยสาร กำลังถูกพอร์ตมาขึ้นบนสื่อโซเชียลมีเดียมากขึ้น รวมถึงการเสพข้อมูลของคนเราก็ใช้งานบนมือถือเป็นหลัก และมีแนวโน้มที่การดูโทรทัศน์ก็จะลดลงไปด้วย เพราะสามารถจะกลับไปดูย้อนหลังผ่านยูทูปหรือทีวีออนไลน์บนอินเทอร์เน็ตได้แทน

แต่สำหรับอุปกรณ์การอ่านอิเล็กทรอนิกส์ อาจจะยังไม่ถึงขั้นแทนที่การอ่านแบบดั้งเดิมได้มากนัก

เอเจนซี่ นายหน้าทัวร์

ตัวอย่างเช่น การใช้เว็บไซต์รีวิวสำหรับการท่องเที่ยว จะเข้ามามีบทบาทมากขึ้นเรื่อย ๆ มีตัวอย่างน่าสนใจกรณีที่นักท่องเที่ยวชาวจีนที่เข้ามาในไทยเมื่อปี 2560 ที่ผ่านมา เพิ่มจำนวนขึ้น แต่ในส่วนของกรุ๊ปทัวร์กลับลดลง และก็มีแนวโน้มจะลดลงในปีถัดไป ซึ่งสาเหตุหลักๆ ที่นอกเหนือจากปัญหาเรื่องเศรษฐกิจทั่วโลกที่ชะลอตัวแล้ว ยังมีในแง่ที่นักท่องเที่ยวใช้บริการของเอเจนซี่น้อยลง แต่มาหาข้อมูลการท่องเที่ยวจากเว็บไซต์เองมากขึ้นด้วย

ที่จริงแล้วยังมีอีกหลายสาขาอาชีพที่จะได้รับผลกระทบแน่นอน ซึ่งเราจะได้นำข้อมูลมานำเสนอในโอกาสหน้าครับ

เจาะ 5 ปัญหา ยิงแอดโฆษณาบน Facebook แต่ยังไม่รุ่ง

5-problems-facebook-ads

เชื่อเหลือเกินว่า เวลานี้พ่อค้าแม่ค้าออนไลน์ที่เปิดร้านขายของบนเพจ Facebook คงพบปัญหานี้กันอย่างมากครับ เพราะหลังจาก Facebook มีการปรับระบบการเข้าถึง หรือยอด Reach ลดลงอีกครั้ง ซึ่งก็ส่งผลกระทบอย่างแรง เพราะทำให้การเปิดเพจเพื่อขายของออนไลน์กำลังพบอุปสรรคมากขึ้น โดยผลกระทบที่ว่าก็คือ “ทำให้คนมองเห็นร้านน้อยลง” และที่หนักเลยก็คือ ทั้งที่เราก็จ่ายค่ายิงแอดโฆษณาไปเท่าเดิม (หรืออาจจะมากขึ้นด้วยซ้ำ) คนก็เห็นน้อยอยู่ดี

ดังนั้นวันนี้เรามาเจาะ 5 ปัญหาที่พบบ่อยจากการยิงแอดโฆษณาบน Facebook แล้วไม่สามารถทำให้เกิดยอดขายหรือยิงแอดไปตรงกลุ่มเป้าหมายได้ว่ามาจากสาเหตุอะไรบ้าง และเราควรรับมือหรือหาทางแก้ปัญหาอย่างไรกันครับ

อย่างน้อยที่สุด ก็อาจจะช่วยเซฟค่าใช้จ่าย ให้เราไปทุ่มเรื่องอื่นแทน ดีกว่าจะละลายกับการยิงแอดที่ไม่ได้ผลครับ

1.เปลี่ยนยอดไลค์ให้เป็นยอดขายไม่ได้

ปัญหาสุดคลาสสิกที่ขอยกมาพูดถึงเป็นเรื่องแรกเลยครับ เพราะจากประสบการณ์ส่วนตัว สิ่งที่พบคือเพจของพ่อค้าแม่ค้าออนไลน์หลายคน ที่มีคนเข้ามากดไลค์กันเป็นหลักหลายพันถึงหลักหลายหมื่น กลับไม่ได้การันตียอดขายอย่างที่ควร

ตรงนี้ต้องย้อนกลับไปว่า แล้วที่มาของยอดไลค์ที่คุณได้เยอะๆ มันมาจากไหน

ยิงแอดโฆษณา หรือที่เรียกกันว่า ซื้อไลค์ นั่นแหละครับ ที่จริงวิธีนี้ถือว่าสะดวกมากครับ

2.แชร์เพจออกไปแล้ว แต่คนมองเห็นก็ยังน้อย

ทุกคนเคยเป็นแบบนี้ไหมครับ แชร์เพจของเราออกไปตามกลุ่มต่างๆแล้ว แต่คนก็ยังน้อย ซึ่งที่เราพบบ่อยจนถึงบ่อยมากก็คือ หลายคนแชร์ออกไปในกลุ่มที่ก็มีแต่แม่ค้าออนไลน์เอามาแชร์เพื่อขายของเหมือนกัน

แต่ขอโทษเถอะ ไม่มีคนเข้ามากดไลค์ไม่พอ ยังไม่มีคนซื้อด้วย!!!

กลยุทธ์การแชร์ร้านของเราไปตามกลุ่มต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง เป็นเรื่องที่ใช้กันมากขึ้นทุกที ซึ่งถือว่าเป็นกลยุทธ์ที่ “จำเป็นต้องทำ” ถ้าต้องการเพิ่มยอดการมองเห็นร้านค้าของเรา

แต่ปัญหาข้อหนึ่งที่หลายคนพบคือ เราแชร์ไปตามกลุ่ม แต่ในกลุ่มนั้นก็มีแต่คนที่ “คิดเหมือนกับเรา” แล้วแชร์ร้านของตัวเองกันเต็มไปหมด หลายกลุ่มใน Facebook เลยอยู่ในสภาพที่มีแต่คนแชร์ร้าน แต่กลับไม่มีคนซื้อ แม้กระทั่งยอดไลค์ยังน้อยมาก

3.กลุ่มเป้าหมายไม่ตรงกับการยิงแอดโฆษณา

เป็นอีกปัญหาที่น่ากลัวมาก เพราะมันหมายถึงการจ่ายค่ายิงแอดออกไป แต่เข้าไม่ถึงกลุ่มเป้าหมายที่แท้จริง

เท่านั้นไม่พอ ช่วงหลังมีพ่อค้าแม่ค้าออนไลน์หลายคนที่พบเรื่องแปลกๆว่า คนที่เข้ามาตอบในเพจ กลับเป็นคนต่างชาติ โดยเฉพาะจากในอาเซียน ซึ่งก็ไม่ใช่กลุ่มเป้าหมายของเราเสียอีก

ในช่วงที่ Facebook มีอาการรวนแบบนี้ ทางแก้ไขที่พอทำได้คือ การตรวจสอบกลุ่มเป้าหมายที่เลือกในการยิงแอดครับ โดยเฉพาะช่วงอายุและเมือง รวมถึงความสนใจของกลุ่มเป้าหมายด้วย

4.ภาพไม่น่าสนใจหรือดึงดูดมากพอ

ข้อนี้เป็นเรื่องสำคัญที่หลายคนพลาดไป ไม่ว่าจะเพราะอาจจะไม่ได้เก่งในการเลือกรูปมากนัก

อีกอย่างเรื่องการเลือกรูปก็ไม่ได้มีเทคนิคตายตัวเสมอไป แต่เท่าที่ทำกันมาได้ผล จะสังเกตพบว่ามักเป็นภาพที่ดึงดูดคนในด้านอารมณ์ หรือเป็นภาพผู้คนที่กำลังแสดงอารมณ์ออกมา ก็มีส่วนช่วยเรียกความสนใจของคนดูเพิ่มด้วยครับ

5.กลุ่มเป้าหมายกว้างเกินไป

ตัวอย่างเช่น ร้านขายของเล่นเด็ก กลุ่มลูกค้าส่วนใหญ่ของเราก็มักพ่อแม่ เพราะเป็นคนที่จะต้องซื้อให้ แต่ที่จริงแล้วก็ไม่เสมอไปครับ คือกรณีนี้ต้องดูว่าของเล่นของเราเป็นของสำหรับเด็กเล็กหรือเด็กโต และเป็นของแนวไหนด้วย อีกอย่างคือ บางครั้งแม่ทุกคนก็ไม่ได้สนใจของเล่นเด็กเสมอไปครับ เราเลยต้องกำหนดเป้าหมายให้แคบลง เพื่อให้แอดโฆษณาของเราได้ขึ้นหน้าฟีดเฉพาะคนที่มีโอกาสจะซื้อให้ลูกหลานครับ

ลองไล่เรียงดูว่า การยิงแอดของเราเจอปัญหาเหล่านี้ และยังไม่ได้แก้ไขหรือไม่นะครับ

>