Category Archives for "บทความ ทั่วไป"

9 ปัญหาที่คนมักเข้าใจผิดเกี่ยวกับ SEO

9 ปัญหาที่คนมักเข้าใจผิดเกี่ยวกับ SEO

9 ปัญหาที่คนมักเข้าใจผิดเกี่ยวกับ SEO

เคยสงสัยกันหรือไม่ครับว่า สร้างเว็บไซต์ จ้างทำ SEO แต่ทำไมคนเข้าดูไม่ได้ตามเป้า เว็บเรายังมีอันดับใน Google ต่ำอยู่ ทั้งที่ผ่านไป 5-6 เดือนแล้ว แถมพอหยุดทำ คราวนี้เว็บกระเด็นหายไปเลยก็มี

วันนี้ ตั้งหลักออนไลน์จึงรวม 9 ปัญหาที่คนมักเข้าใจผิดเกี่ยวกับ SEO เพื่อที่เราจะได้ไม่ตกหลุมพรางแล้วจะได้ตั้งเป้าหมายกันใหม่ครับ

1.SEO ไม่ได้การันตีอันดับบน Google

อ้าว ถ้าแบบนั้นแล้วจะมีจ้างทำไม ต้องอธิบายก่อนว่า การทำ SEO ไม่ได้ช่วยให้ติดอันดับบน Google Ranking ได้ทันทีครับ โดยส่วนมากแล้วเราพบว่าการแข่งขันที่รุนแรงในบางสินค้าและบริการ กับเว็บเพจจำนวนมากที่มี Content ไม่มากนัก แถมยังมีการอัพเดทค่อนข้างน้อย (แค่ 1-3 ครั้งต่อเดือน) ก็ทำให้โอกาสที่จะมีอันดับสูงมันยากไปด้วย ดังนั้นส่วนใหญ่การทำ SEO จึงต้องการเวลาอย่างน้อย 3-6 เดือน ในการติดอันดับบนหน้าแรก

ที่สำคัญคือ ใครก็ทำได้ ขอเพียงมีเครื่องมือ และมีความรู้ การแข่งขันจึงมากเป็นธรรมดา

2.SEO ไม่ได้การันตียอดขายบนออนไลน์เสมอไป

สำหรับเว็บที่มุ่งทำธุรกิจบนออนไลน์ มีความจำเป็นต้องทำการตลาดด้วยโฆษณาเพื่อให้การเข้าถึงผู้บริโภคเพิ่มมากขึ้นก็จริง แต่สิ่งที่ปรากฏคือ หลายครั้งมันก็ไม่ได้การันตียอดขายเสมอไป เพราะบางครั้งกลายเป็นว่ากลุ่มเป้าหมายที่ต้องการให้เข้ามานั้น ไม่ใช่กลุ่มลูกค้าหลักของสินค้าและบริการที่เรามีอยู่นั่นเอง

3.อัด Keyword มากไป โดนตัดคะแนน

การทำ SEO จะให้ได้ผลหรือไม่นั้น ไม่ได้แปลว่าการใส้ Keyword เข้าไปมากๆคือคำตอบ เพราะตัวจับของ Google ก็ไม่ได้โง่ แถมยังปัดคะแนนให้ลดต่ำลงด้วย ถ้าหากใส่ Keywords มากเกินไปใน Content

สำหรับแนวคิดการแท็กหรือใส่ Keywords หลักเข้าไปมากๆ เรียกว่า Keyword Density” หรือก็คือ “การใช้ความหนาแน่นของคีย์เวิร์ด” เคยเป็นกลยุทธ์หลักข้อหนึ่งที่คนทำ SEO และเจ้าของเว็บไซต์มักนำมาใช้ สาเหตุเพราะมีการคิดกันว่าวิธีนี้จะช่วยดันอันดับของเว็บไซต์หรือเพจให้ขึ้นบนหน้าแรกของ Google ได้อย่างรวดเร็ว

แต่ในเวลานี้โลกเปลี่ยนแปลงไปแล้ว การเน้น Keyword Density” ไม่ได้เป็นตัวการันตีว่าเว็บไซต์ของคุณจะติดหน้าแรกของ Google ได้นานๆหรือยั่งยืนอีกต่อไปแล้วครับ สาเหตุสำคัญมาจากการเปลี่ยนแปลงอัลกอริธึมของ Google และการฟีดหน้าจอของ Facebook ที่มีความสามารถในการจับคำและเนื้อหาได้ดีขึ้น รวมถึงการจำกัดคำหลักต่อเนื้อหา 500 คำ ให้ลดน้อยลงไปด้วยนั่นเอง

           

4.จ่ายมาก ก็ไม่ได้แปลว่าจะช่วยดันให้อยู่อันดับสูงๆ

การจ่ายค่าโฆษณา หรือค่าทำ SEO ก็ไม่ได้การันตีว่าจะช่วยนำความสำเร็จมาให้เสมอไป ขึ้นอยู่กับประเภทของเว็บไซต์และธุรกิจของคุณด้วย ซึ่งก็เกี่ยวข้องกับแบรนด์ของคุณเองเช่นกันว่าเข้มแข็งแค่ไหน ซึ่งสุดท้ายแล้ว มันอยู่ที่ Content ของเว็บเราด้วยว่า น่าสนใจและน่าเชื่อถือขนาดไหน

5.Backlinks ใส่มาก ก็ใช่ว่าจะดี

การมี Backlinks นั้น โดยแท้แล้วจะมีคุณค่าก็ต่อเมื่อเป็น Backlinks แบบธรรมชาติ

แต่ที่พบคือ บางเว็บไซต์พยายามทำทุกอย่างเพื่อให้ได้ Backlinks ไปจนถึงสแปมหรือนำไปแชร์ในกลุ่มและเว็บไซต์ที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับสินค้าและบริการของเราเลย ก็อาจจะทำให้เกิดเป็นกระแสด้านลบกลับมาแทนได้ ซึ่งตัวอย่างของพวกที่ทำด้านนี้แล้วถูกโจมตีมากก็คือเว็บขายเครื่องสำอาง ขายครีมต่างๆ เป็นต้น

6.URL ไม่สื่อความหมายเท่าไหร่

เป็นข้อที่มีขีดจำกัด เพราะเว็บไซด์ส่วนมากจะยิง ID ในแบบ Dynamic Page ซึ่งรูปแบบนี้สำหรับตัวค้นหา Search Engine จะไม่ชอบ

ทางแก้คือ เราสามารถแก้ไข URL ให้มีความสัมพันธ์และมีความหมายได้เช่นกัน

7.Meta Tag เป็นเรื่องดี แต่ถ้าไม่ตรงเนื้อหาก็ไม่ช่วย

Meta Tag หรือการใส่ข้อความด้านล่างจากชื่อของลิ้งก์หรือหัวเรื่องของเราที่จะมองเห็นบน Google เป็นเรื่องที่จำเป็นต้องทำ เพราะช่วยเพิ่มคะแนนสำหรับ SEO ได้ดียิ่งขึ้น

แต่ปัญหาคือ บางครั้ง Meta Tag ที่ทำออกมานั้น ไม่สื่อเนื้อหาตรงกับในเว็บเท่าไหร่ ที่สำคัญคือการฝืนทำมากเกินไป ก็อาจจะทำให้ความน่าเชื่อถือของเว็บเราเสียหายไปด้วยเหมือนกัน

8. ทำเว็บ Flash Site ได้ความสวย แต่ SEO ไม่อ่าน

แน่นอนว่า ทำเว็บ Flash มันช่วยเพิ่มความสวยงามของเว็บ แต่ Search Engine มันอ่านไม่ได้

เพราะฉะนั้นคนที่ชอบทำ เพราะหวังว่าเว็บสวยแล้วจะส่งผล ต้องบอกว่า ไม่เกี่ยวนะครับ

9.เน้นแชร์ทางโซเชียลมากๆ ก็ไม่ได้การันตียอดวิวเสมอไป

ทำเว็บ ทำ Content แล้วแชร์ออกไปบนโซเชียล เช่น Facebook ก็เป็นเรื่องดี และจำเป็นเหมือนกันครับ เพราะช่วยเพิ่ม Engage แต่ในขณะเดียวกัน บางครั้งการแชร์มากๆอาจจะส่งผลลบแทน เพราะเมื่อหลายคนเห็นเนื้อหาเดิมๆซ้ำไปมา คนก็เบื่อ แถมยังมีกรณีที่ตับจับของ Facebook จับการแชร์เหล่านั้นแล้วไปแบนล็อคอินที่แชร์เนื้อหาบ่อยๆไปด้วย

โดยสรุป

อันที่จริงยังมีปัญหาและความเข้าใจผิดอีกจำนวนไม่น้อยทที่พบบ่อยเกี่ยวกับการทำ SEO โดยเฉพาะในยุคนี้ที่การแข่งขันรุนแรง และระบบค้นหาของ Google มีการปรับเปลี่ยนอยู่ประจำ

 ดังนั้นแม้ว่า SEO จะมีความจำเป็น แต่ก็ควรผสมผสานไปกับการทำ Content ที่จะตอบโจทย์ผู้ค้นหา และการทำโฆษณาที่เหมาะสมประกอบไปด้วยครับ

===============================================

สามารถติดตามเรา PSO ( Passive Selling Online ) ได้หลายช่องทางดังนี้

Facebook Page: passivesellingonline

LINE: คลิกที่รูป หรือค้นหา @psocourse (อย่าลืมใส่เครื่องหมาย @)


ปัญหา ทำเว็บขายของ แต่ไม่ขึ้นอันดับบน Google

ปัญหา ทำเว็บขายของ แต่ไม่ขึ้นอันดับบน Google

ปัญหา ทำเว็บขายของ แต่ไม่ขึ้นอันดับบน Google

มีปัญหากันหรือไม่ สำหรับเจ้าของกิจการที่ต้องการขยายธุรกิจมาขายของบนออนไลน์เพิ่ม แล้วเริ่มมาพบว่า คนไม่ค่อยเข้าเว็บไซต์ของเราเท่าไหร่ ซึ่งพอเจาะสาเหตุแล้ว พบว่าเว็บของเราไม่สามารถทำอันดับที่ดีบน Google ได้เลย ทั้งที่บางรายก็พยายามซื้อโฆษณาก็แล้ว ทำ SEO ก็แล้ว

ปัญหาเหล่านี้ พบบ่อยทั้งกับกิจการที่มีเว็บไซต์หลักของตัวเองอยู่แล้ว หรือเพิ่งเริ่มทำขึ้นใหม่ ยิ่งถ้าเป็นกิจการที่พยายามกระตุ้นยอดขายผ่านทางออนไลน์ ท่านอาจจะพบว่ามันไม่รุ่งเท่าที่ควร วันนี้ทางตั้งหลักออนไลน์เลยจะพามาดูว่า ปัญหายอดนิยมที่พบบ่อยสำหรับกรณีนี้ มีอะไรบ้างครับ

เว็บเนื้อหาไม่อัพเดท

ต้องถามย้อนว่า เราอัพเดทเนื้อหาหรือ Content ครั้งล่าสุดเมื่อไหร่

อันที่จริงแล้ว ไม่ได้แปลว่าการไม่อัพเดทเลยจะเป็นปัญหาใหญ่เสมอไป เพราะถ้าเป็นกิจการที่ปั้นขึ้นมาจนมีการค้นหาบนหน้า Google อยู่ในหน้าแรกสุดเป็นเวลาหลายปีอยู่แล้ว หรือว่ากิจการของเราเป็นตัว TOP ในสินค้าและบริการประเภทของตนเอง ต่อให้ไม่ได้มีการขยับอัพเดท Content อะไรเป็นิเศษ แต่เราก็จะพบว่าเว็บของเรายังมีการค้นหาอยู่ในอันดับแรกๆของ Google ซึ่งนั่นก็เพราะเนื้อหาที่มีคุณภาพ มีการอ่านซ้ำบ่อยครั้ง

แต่ในการแข่งขันของเว็บที่ทำเพื่อเชิงพาณิชย์ ต้องยอมรับว่ามีการเบียดแย่งอันดับกันใน Google อยู่ตลอด ซึ่งถ้าเราชะล่าใจ ไม่ยอมอัพเดทอะไรเลย ก็มีสิทธิที่จะเสียอันดับต้นๆที่เราครองอยู่ในหน้าแรกไปได้เหมือนกัน โดยเฉพาะธุรกิจในครัวเรือนที่สินค้ามีคู่แข่งมาก หรือแบรนด์ของคุณยังไม่ได้ติดตลาดมากพอ

เว็บไซต์พัง โหลดช้า

ที่จริงแล้ว นี่เป็นลิสต์ข้อแรกๆที่ต้องดูก่อนเรื่องอื่น

มีบางกรณีที่เว็บไซต์พังหรือโหลดช้า ส่งผลต่อความน่าเชื่อถือของเว็บเองด้วย (Google นำข้อนี้มาคำนวณ) ตัวอย่างเช่น หัวข้อหรือลิ้งก์ในหน้าเว็บไซต์ของคุณพอกดเข้าไปแล้วมันกลับไปต่อไม่ได้ เว็บหาย หรือโหลดช้า โดยสาเหตุมีหลายประการ เช่น เพราะใช้ภาพใหญ่หรือทำกราฟฟิกมากเกินไป มีคลิปวีดีโอเยอะ แต่พื้นที่น้อย ทั้งหมดนี้เป็นปัญหาด้านเทคนิคที่ต้องคำนึงเป็นอันดับแรกสุดเสมอ และควรแก้ไขแต่เนิ่นๆ นั่นเพราะอาจจะทำให้เสียโอกาสทางการตลาดและการขายไปแล้ว

เนื้อหา Content ไม่สอดคล้องกับ Keywords

เราทำเว็บขายอะไร ต้องการสื่ออะไรถึงลูกค้า แต่ถ้า Content ของเว็บเรามันไม่ได้ครอบคลุมหรือมี Keywords ที่เกี่ยวข้องมากพอ ก็อาจจะส่งผลต่อการค้นหาของ Google เช่นกัน

มีบางกรณี บางเว็บพยายามที่จะใช้ Keywords ที่วุ่นวายเกินไปและไม่ได้ตอบโจทย์ความสนใจของผู้คน ก็เป็นไปได้ที่จะไม่พบเว็บของเราอยู่ในอันดับแรกๆ

ถ้าคุณขาดสินค้าอะไร ก็เน้นให้ตอบโจทย์ของสินค้าและบริการนั้น

ลิ้งก์เปลี่ยน หรือลิ้งก์หาย

กรณีนี้ ต้องตรวจสอบว่า เว็บไซต์ของเราได้ Backlink เข้ามาใหม่ หรือมีการเปลี่ยนแปลง หรือถึงขั้นหายไปเลยหรือไม่

สำหรับเครื่องมือของ Google สามารถช่วยตรวจสอบในกรณีเหล่านี้ได้ เช่น การใช้ Google Search Console เป็นต้น

Clickbait มากไป เสียความน่าเชื่อถือ

เป็นความผิดพลาดที่เกิดขึ้น หากว่าคนทำเว็บไซต์หรือคนทำ SEO บางรายจงใจทำพาดหัวเรื่องประเภท Click Bait หรือการเรียกร้องดราม่าและประเด็นแรงๆมากเกินไป แล้วใช้วีแชร์ไปตามกลุ่มต่างๆในโซเชียล เพื่อหวังจะเรียกให้คนเข้ามาอ่านมากๆ บางครั้งมันส่งผลเสียมากกว่าผลดีนั่นเอง

หรือสรุปง่ายๆว่า พอคลิกเข้าไปดูแล้ว มันไม่ได้ให้ข้อมูลหรือสิ่งที่คนค้นหาต้องการ แถมบางครั้งเป็นการ Copy & Paste ข่าวดราม่ามาตัดแปะอีก ซึ่งถ้าทำบ่อยๆ มีสิทธิที่ Google จะตัดคะแนนของเว็บไซต์เราครับ 

===============================================

สามารถติดตามเรา PSO ( Passive Selling Online ) ได้หลายช่องทางดังนี้

Facebook Page: passivesellingonline

LINE: คลิกที่รูป หรือค้นหา @psocourse (อย่าลืมใส่เครื่องหมาย @)


E-Wallet กระเป๋าเงินออนไลน์ ธุรกิจไทยต้องเตรียมพร้อมในปี 2019

E-Wallet กระเป๋าเงินออนไลน์ ธุรกิจไทยต้องเตรียมพร้อมในปี 2019

E-Wallet กระเป๋าเงินออนไลน์ ธุรกิจไทยต้องเตรียมอะไรบ้างในปี 2019

วันนี้ตั้งหลักออนไลน์จะพามาดูกันว่า สำหรับระบบกระเป๋าเงินออนไลน์ E-Wallet ซึ่งเป็นช่องทางสำคัญสำหรับอนาคตและธุรกิจของไทยต่อไปนั้น มีอะไรที่ผู้ประกอบการไทยต้องอัพเดทกันบ้าง

ธนาคารและหน่วยงานเริ่มใช้แอพกระเป๋าเงินออนไลน์ 

หลายคนคงเริ่มรู้จักกระเป๋าเงินออนไลน์ของเจ้าใหญ่อย่าง True-Wallet แต่ทราบหรือไม่ว่า ในเวลานี้มีบริการของทางธนาคารและหน่วยงานหลายแห่ง ที่เปิดแอพของตัวเองเช่นกัน

ตัวอย่างเช่น ธนาคารไทยพาณิชย์ เปิดให้บริการแอพ “แม่มณี” ที่ร่วมกับทาง WeChat Pay สำหรับให้บริการกระเป๋าเงินออนไลน์

หรือ ไปรษณีย์ไทย ที่เปิดบริการ [email protected] ซึ่งเป็นแอพสำหรับสำหรับใช้แทนเงินสด สามารถโอนเงิน ชำระค่าสินค้าหรือบริการไปรษณีย์ รวมถึงบิลต่าง ๆ ได้อย่างรวดเร็ว ปลอดภัย ใช้งานได้ตลอด 24 ชั่วโมง

นอกจากนี้ ยังมีบริการของ Truewallet ซึ่งเชื่อว่าจะถูกออกแบบให้มีการใช้งานที่ครอบคลุมหลากหลายมากขึ้นในเร็วๆนี้เช่นกัน

แอพต่างๆ ใช้งานง่ายๆด้วยมือถือหนึ่งเครื่อง

มีโมเดลของประเทศจีน ที่พยายามทำแพลตฟอร์มสำหรับรองรับการใช้งานบนมือถือให้ได้มากที่สุด โดยเฉพาะในยุคที่ทุกคนในโลกแทบจะติดโซเชียลมีเดียบนมือถือ และต่างก็มีมือถือใช้งานติดตัวกันหมดแล้ว ดังนั้นรูปแบบการทำงานของแอพต่างๆที่จะพัฒนาขึ้นต่อจากนี้ ก็มีแนวโน้มที่จะเน้นการใช้งานได้ง่าย สะดวก รวดเร็ว และเชื่อมต่อกับมือถือได้

เพราะสำหรับหลายคนแล้ว แอพบางประเภทกำลังกลายเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันไปทุกขณะ ไม่ว่าจะเป็นแอพของธนาคาร สำหรับใช้โอนเงิน ชำระเงิน หรือ กระเป๋าเงินออนไลน์ที่เชื่อมต่อกับอีคอมเมิร์ซ เพื่อสั่งซื้อสินค้า เป็นต้น

ใครก็สามารถเปิดร้านค้าออนไลน์ได้

เนื่องจากแม้แต่แพลทฟอร์มใหญ่ที่ผู้คนนิยมใช้งานกัน เช่น Facebook Google ก็มีการเพิ่มฟีเจอร์เพื่อรองรับสำหรับธุรกิจและการค้าขายทางออนไลน์ ให้สะดวกยิ่งขึ้น เช่น Marketplace หรือ การเพิ่มปุ่มสำหรับติดต่อร้านค้าได้โดยตรงกับ Google Map เป็นต้น

ดังนั้นนี่จึงเป็นยุคที่ ใครก็สามารถเปิดหน้าร้านขายของบนอินเทอร์เน็ตได้ ขอเพียงขยันมากพอ

Content ทำได้หลายช่องทาง

มีรายงานว่า คลิปวีดีโอ กำลังเป็น Content ที่ได้รับความนิยมในการรับชมสูงสุดบนโลกโซเชียล ในขณะที่ Content ประเภท ข้อเขียน บทความ มีจำนวนมากที่สุด

แต่ที่น่าสนใจคือ ใครก็สามารถผลิต Content เพื่อการตลาดได้ ไม่จำเป็นต้องมีสถานะของสื่อหรือเป็นนายทุนใหญ่เท่านั้นเสมอไป อยู่ที่ว่าจะสามารถสร้าง Content ที่ดึงดูดและน่าสนใจได้มากน้อยแค่ไหน และใช้ช่องทางไหนที่จะเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้อย่างเหมาะสม

จะเห็นว่า หากเราย้อนกลับไปในช่วงเวลา 5-6 ปีที่ผ่านมา ทิศทางของการทำธุรกิจบนอินเทอร์เน็ต ยังเต็มไปด้วยการตั้งคำถาม แต่เวลานี้มันกลายเป็นสิ่งที่จำเป็นต้องทำ และทุกธุรกิจต้องปรับตัวไปแล้ว

===============================================

สามารถติดตามเรา PSO ( Passive Selling Online ) ได้หลายช่องทางดังนี้

Facebook Page: passivesellingonline

LINE: คลิกที่รูป หรือค้นหา @psocourse (อย่าลืมใส่เครื่องหมาย @)


เคล็ดลับการตลาดออนไลน์ ทำไมควรตั้งกลุ่ม Facebook Group

เคล็ดลับการตลาดออนไลน์-ทำไมควรตั้งกลุ่ม-Facebook-Group

เคล็ดลับการตลาดออนไลน์ ทำไมควรตั้งกลุ่ม Facebook Group

การตั้ง Facebook Group เป็นอีกกลยุทธ์การตลาดออนไลน์ที่เวลานี้หลายคนเริ่มใช้กัน รวมถึงเพจชื่อดังบางแห่งก็เริ่มใช้กันมากขึ้น ทีนี้หลายคนอาจมีคำถามว่า จำเป็นต้องตั้ง Facebook Group จริงหรือไม่ วันนี้ทางตั้งหลักออนไลน์จะมาแนะนำเคล็ดลับให้คนที่เริ่มสนใจกันครับ

ตั้งกลุ่ม Facebook Group เพื่อสร้าง Community

กลยุทธ์ตั้งหลุ่ม หรือการเปิด Group มีหลายเป้าหมาย ซึ่งไม่เพียงแต่เป็นการรวมฐานผู้บริโภค กลุ่มแฟนคลับ ผู้มีความชอบและสนใจในสิ่งคล้ายกัน ยังมีลักษณะการตั้งกลุ่มหลังจากงานอีเวนท์ต่าง ๆ เพื่อสร้าง Connection ที่เชื่อมต่อกันด้วย

ซึ่งเรื่องนี้จะช่วยประโยชน์ให้การตลาดบนโซเชียลได้ดีกว่าแค่การยิงแอดโฆษณา หรือ แค่การแชร์ Content เพื่อทำการตลาดทางออนไลน์เท่านั้น แต่มันมีส่วนช่วยให้เราสามารถเข้าถึงผู้บริโภคและลูกค้า หรือกระทั่งผู้ที่เคยร่วมในงานอีเว้นท์ต่าง ๆ ให้เข้าร่วมในอีเว้นท์ต่อไปได้ นอกจากนี้ยังสามารถใช้สำหรับการแจ้งข่าวสารและโปรโมชั่นต่าง ๆ ได้โดยตรง

ที่สำคัญคือไม่เพียงแต่เป็นการสร้าง Connection ส่วนตัวของเราเองซึ่งก็จะทำให้มีคนได้ประโยชน์เพียงฝ่ายเดียวเท่านั้น แต่เป็นการสร้าง Community เพื่อสร้างความสัมพันธ์ของกลุ่มคนให้แน่นแฟ้นขึ้นอีกด้วยครับ การทำรูปแบบนี้ก็ทำให้คนใน Community รู้สึกอยากจะเข้าร่วม มีการโต้ตอบคอมเม้นท์ การแชร์ และอื่น ๆ โดยไม่ได้รู้สึกว่าในกลุ่มเหล่านั้นมุ่งแต่การขายเสมอไป นี่จึงเป็นอีกรูปแบบการทำตลาดแบบธรรมชาติที่ดีและจำเป็นมาก

ตั้งกลุ่ม Facebook Group มีอิสระในการสร้างแบรนด์ของเราเอง

หลายคนคิดจะเข้าไปในกลุ่มคนอื่นเพียงอย่างเดียว แต่ที่จริงแล้ว เราสามารถสร้างกลุ่มได้เองตามความต้องการ ไม่ว่าจะเพื่อประโยชน์ระยะสั้น หรือเพื่อโจทย์ของแผนธุรกิจในระยะยาว ที่สำคัญคือ กลุ่มเป็นการสะท้อนแนวคิดของเราเองโดยไม่ต้องกลัวว่าจะซ้ำกับแบรนด์อื่นในโลก เพราะเราจะมีอิสระที่จะสามารถทำอะไรก็ได้ในแนวทางของเรา แล้วทดลองการตลาดไปด้วย ที่สำคัญคือสามารถดึงคนจากกลุ่มอื่นเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของเราได้

ช่วยประเมินความเสี่ยงก่อนจะเปิดตัวผลิตภัณฑ์

เป็นรูปแบบหนึ่งที่พวก Start-Up และการระดมทุน Crowd-sourcing ที่นิยมใช้กันมากในต่างประเทศ เพราะในยุคที่การแข่งขันทำตลาดบนโลกออนไลน์รุนแรงขึ้นทุกวันนั้น การพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ ก็มีทั้งความเสี่ยง การหาสปอนเซอร์ และความสนใจของผู้บริโภคด้วย การตั้งกลุ่ม Facebook Group ก็เป็นอีกรูปแบบหนึ่งที่จะช่วยประเมินความเสี่ยงดังกล่าว

ซึ่งอันที่จริง รูปแบบนี้มักจะนิยมเปิดกลุ่มกันก่อนหน้าจะเปิดตัวผลิตภัณฑ์หรือบริการใด ๆ อย่างน้อยชั่วระยะหนึ่งเพื่อให้มีเวลาได้ทดลองทำตลาดและรวมกลุ่มผู้สนใจ ไปจนถึงสร้างฐานแฟนคลับไว้ก่อน หรือเรียกว่าเป็นช่วง Beta Testing ก็ได้

แล้วที่สำคัญก็คือ หลังจากนั้นแล้วยังสามารถเปลี่ยนกลุ่มนี้ให้เป็นกลุ่มที่ช่วยโปรโมทผลิตภัณฑ์ได้อีกด้วยครับ แต่ในกรณีที่ผลิตภัณฑ์นั้นต้องการให้เป็นความลับ อาจจะไม่เหมาะนัก

ทุกคนต่างก็อยู่ในกลุ่ม Facebook Group ที่หลากหลายอยู่แล้ว

เพราะทุกวันนี้ คน ๆ หนึ่งต่างก็กระจายตัวกันอยู่ในกลุ่มต่าง ๆ อยู่แล้ว การตั้ง Facebook Group จึงมีความหลากหลายที่ไม่ได้มีข้อจำกัดตายตัวว่า ในแต่ละกลุ่มจะต้องดึงเฉพาะคนที่มีความชอบหรือสนใจในเฉพาะเรื่องนั้นให้เข้ามาในกลุ่มเท่านั้น แต่ยังสามารถขยายขอบเขตความสนใจออกไปได้ด้วย

ในแง่นี้ เราอาจจะสามารถทำการตลาดบน Facebook Group หรือสามารถขยายฐานลูกค้าออกไปได้อย่างคาดไม่ถึงเช่นกัน

โดยสรุปแล้ว จะเห็นได้ว่าแต่ละข้อไม่ใช่เรื่องยากพิสดารเลย เพราะหลายคนก็ทำอยู่ก่อนแล้ว เช่น การตั้งกลุ่ม Line แต่ปัญหาที่พบบ่อยคือ กลุ่มดังกล่าวมักมีลักษณะที่ คนโพสก็โพสอย่างเดียว แต่ขาดการโต้ตอบ ถ้าไม่ใช่เรื่องที่มีผลประโยชน์ ซึ่งการทำ Facebook Groups ที่มีลักษณะของ Community ที่สามารถดูย้อนหลังได้ไม่ยาก จึงมีประโยชน์มากกว่าครับ

===============================================

สามารถติดตามเรา PSO ( Passive Selling Online ) ได้หลายช่องทางดังนี้

Facebook Page: passivesellingonline

LINE: คลิกที่รูป หรือค้นหา @psocourse (อย่าลืมใส่เครื่องหมาย @)


เมื่อธุรกิจออนไลน์ และ อีคอมเมิร์ซ ยังไงก็ต้องมา ในไทยเติบโตมูลค่า 1.2 แสนล้านบาท

เมื่อธุรกิจออนไลน์-และ-อีคอมเมิร์ซ-ยังไงก็ต้องมา-ในไทยเติบโตมูลค่า-1.2-แสนล้านบาท

เมื่อธุรกิจออนไลน์ และ อีคอมเมิร์ซ ยังไงก็ต้องมา ในไทยเติบโตมูลค่า 1.2 แสนล้านบาท

มีคำถามหนึ่งที่ทีมงาน ตั้งหลักออนไลน์ ได้รับมาบ่อยมากก็คือ

“ยุคนี้ขายของออนไลน์ยังไปรอดไหม”

“จะเริ่มตั้งหลักขายของออนไลน์ยังไงดี” (สมกับชื่อทีมงานเราเลย)

“ธุรกิจอีคอมเมิร์ซจะโตได้ไหม”

คำถามเหล่านี้เป็นเรื่องปกติครับ เพราะในช่วงหลังมานี้เราจะได้ยินคนพูดถึงกันมากขึ้นว่า “เราต้องเปิดขายของออนไลน์ หรือ ถ้ามีธุรกิจก็ต้องขยายช่องทางมาทำอีคอมเมิร์ซเพิ่มเติม”

หรือเรียกง่าย ๆ ว่าควรต้องเปิดหน้าร้านค้าบนโลกออนไลน์เพิ่ม เพราะเวลานี้ต้องยอมรับว่าเราจะขายของหรือบริการของเราแค่หน้าร้านทั่วไปแบบออฟไลน์ มันอาจจะไม่เพียงพอแล้วก็เป็นได้

แต่ถามว่า มันจะรุ่งได้จริงหรือไม่ เพราะหลายคนที่เริ่มเข้ามาจับธุรกิจบนออนไลน์ตรงนี้ก็อาจจะพบว่ามันไม่ง่ายอย่างที่คิด อีกทั้งยังมีการแข่งขันที่รุนแรงด้วย

ก่อนจะกังวล เรามีข้อมูลและสถิติการใช้งานอินเทอร์เน็ตของคนไทย และแนวโน้มในการเติบโตตรงนี้มาให้พิจารณากันครับ แล้วท่านอาจจะพบว่า ถึงเราไม่ทำ คนอื่นเขาก็ทำ แล้วยังไงอีคอมเมิร์ซก็ต้องมาอยู่ดีครับ

ธุรกิจออนไลน์ และ อีคอมเมิร์ซในไทย ยังคงเติบโต

มีรายงานจาก Statita ที่สำรวจว่า จนถึงไตรมาสที่ 3 ของปี 2018 ในประเทศไทย ธุรกิจออนไลน์ หรือ ธุรกิจอีคอมเมิร์ซมีมูลค่าทั้งสิ้นราว 3,757 ล้านเหรียญสหรัฐ

และคาดว่าภายในปี 2018-2023 จะมีการเติบโตขึ้นอีกราว 11.2%

รายงานยังบ่งชี้อีกว่า ภายในสิ้นปี 2023 ธุรกิจออนไลน์ในไทยจะมีมูลค่าไปแตะอยู่ที่ 6,384 ล้านเหรียญ

แล้วยังมีการคาดการณ์ว่า ประเภทของธุรกิจออนไลน์ที่มีส่วนแบ่งการตลาดและการเติบโตมากที่สุด คือกลุ่มสื่อบันเทิง และสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งจะมีมูลค่ากว่า 1,043 ล้านเหรียญสหรัฐ

มีการวิเคราะห์ว่า ปัจจัยหนึ่งมาจากพฤติกรรมของผู้บริโภค ที่มีการเปลี่ยนไปเสพข้อมูลข่าวสาร และ Content ต่าง ๆ บนช่องทางออนไลน์และโซเชียลมีเดียแทน รวมถึงการเลือกซื้อสินค้าประเภทอิเล็กทรอนิกส์ก็มีการใช้จ่ายผ่านทางออนไลน์มากขึ้น

ส่วนอันดับอื่น ๆ ก็ตามมาด้วยกลุ่มเครื่องสำอาง อาหาร ผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับสุขภาพ สกินแคร์ เสื้อผ้า แฟชั่น และ สินค้าประเภทไลพ์สไตล์

คนไทยใช้อินเทอร์เน็ตกว่า 82% จากทั้งประเทศ

มีรายงานจาก wearesocial ระบุว่าประชากรไทยกว่า 69 ล้านคน มีสถิติการใช้งานอินเทอร์เน็ตมากกว่า 57 ล้านคน โดยแบ่งเป็นผู้อยู่อาศัยในเขตเมืองมากกว่า 53% หรือประมาณ 82% ของประชากรทั้งหมด

สำหรับผู้ใช้งาน Active บนแอพลิเคชั่นโซเชียลมีเดียต่าง ๆ นั้น เวลานี้มีอยู่ที่ประมาณ 51 ล้านคน หรือคิดเป็น 74% ของประชากรทั้งหมด

ธุรกิจอีคอมเมิร์ซ ยังไงก็ต้องมา ไทยเติบโต 1.2 แสนล้านบาท

อ้างอิงจาก wearesocial/digital-in-2018

เมื่อชีวิตประจำวันกำลังอยู่บนมือถือ

มีข้อมูลที่ระบุว่า จำนวนผู้ใช้งานบนมือถือของไทยในเวลานี้ สูงกว่า 55.56 ล้านคน หรือคิดเป็น 80% ของประชากรทั้งหมด

สำหรับผู้ใช้งาน Active ของโซเชียลมีเดียผ่านทางมือถือ สูงถึง 46 ล้านคน คิดเป็น 67% ของประชากรทั้งหมด

หลายสำนักวิเคราะห์ว่า มีสองปัจจัยที่เกื้อหนุน คือ คนไทยมีพฤติกรรมในการใช้งานโซเชียลมีเดียที่เปลี่ยนแปลงไป โดยมีการใช้งานบนมือถือมากที่สุด และเริ่มมีความมั่นใจการใช้อินเทอร์เน็ตเพื่อทำธุรกรรมทางออนไลน์กับสถาบันทางการเงินมากขึ้นด้วย ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการที่ธนาคารและสถาบันการเงินเองที่ปรับตัวมาใช้ระบบทางออนไลน์เพิ่มขึ้นนั่นเอง นอกจากนี้ยังรวมถึงร้านค้าต่าง ๆ ที่พยายามดันระบบการขายและการจ่ายเงินให้เข้ามาอยู่ในเว็บไซต์และหน้าแพลตฟอร์มของตัวเองมากขึ้น ซึ่งก็สามารถดาวโหลดมาใช้งานบนมือถือได้อย่างง่าย ๆ ด้วย

ดังนั้น ไม่ใช่ว่าเราต้องปรับตัวเข้ากับธุรกิจออนไลน์หรือแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ แต่สถานการณ์มันกลับกันเลยครับ เพราะไม่ว่าอย่างไร ต่อไปนี้อีคอมเมิร์ซก็จะต้องเข้ามาหาชีวิตประจำวันของคนไทยอยู่ดีครับ

===============================================

สามารถติดตามเรา PSO ( Passive Selling Online ) ได้หลายช่องทางดังนี้

Facebook Page: passivesellingonline

LINE: คลิกที่รูป หรือค้นหา @psocourse (อย่าลืมใส่เครื่องหมาย @)

กรกฎาคม 9, 2019

ข้อควรระวังการทำ Dropship สำหรับผู้เริ่มต้น

ข้อควรระวังการทำ Dropship สำหรับผู้เริ่มต้น

ข้อควรระวังการทำ Dropship สำหรับผู้เริ่มต้น

การทำ Dropship เป็นอีกหนึ่งกระแสที่มาแรง (แบบเงียบ ๆ) ซึ่งทางตั้งหลักออนไลน์เองก็เห็นว่าเป็นเรื่องดีสำหรับผู้เริ่มสนใจธุรกิจทางอินเทอร์เน็ตจะได้ เนื่องจาก Dropship เป็นโอกาสเริ่มต้นที่ดีสำหรับการเริ่นต้นทำตลาดทางออนไลน์ โดยเฉพาะผู้ค้าปลีกรายย่อย ซึ่งส่วนมากแล้วยังไม่ต้องการลงทุนสต็อกสินค้า หรือไม่อยากเสี่ยงเกินไป แล้วยังเป็นโอกาสของคนที่อยากมีรายได้เสริมด้วย

แต่ก็มีข้อควรระวังครับ ซึ่งสามารถพบได้ทั้งมือใหม่และผู้ที่มีประสบการณ์ เพราะการทำ Dropship ก็ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบเสมอไป แต่มีปัญหาและอุปสรรคเช่นกัน มาดูว่ามีอะไรบ้าง 

การทำ Dropship คืออะไร

หลายคนน่าพอจะทราบกันอยู่แล้วว่า การทำ Dropship ก็คือ การนำสินค้าของคนอื่นมาขายต่อ โดยไม่ต้องสต็อกสินค้า

ลักษณะของการขายแบบนี้ก็คือ เรามีสิทธิที่จะนำรูปภาพและรายละเอียดของสินค้าที่ปรากฏอยู่บนหน้าเว็บไซต์ของผู้ผลิตหรือโรงงาน แล้วนำไปเสนอขายต่ออีกที ซึ่งแน่นอนว่าเราในฐานะคนกลางก็สามารถบวกกำไรเข้าไปอยู่ในราคาของสินค้านั้น โดยที่เราไม่จำเป็นต้องส่งสินค้าหรือประกันสินค้านั่นเอง

จึงสรุปได้ว่า การทำ Dropship ก็คือการที่เราทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการนำสินค้าจากผู้ผลิตหรือจากโรงงานนำไปขายต่อโดยไม่จำเป็นต้อง Order สินค้าก่อน แล้วเราสามารถที่จะวางขายในช่องทางใดก็ตามกลุ่มเป้าหมายของลูกค้า โดยเฉพาะช่องทางอีคอมเมิร์ซครับ

ข้อดีของการทำ Dropship

ข้อดีมีหลายด้านครับ เพราะมันเป็นโอกาสให้คุณสามารถตั้งตัวได้ในระยะสั้นถึงปานกลาง โดยที่คุณแทบจะไม่ต้องมีเงินทุนมากนัก ขอแค่มีความตั้งใจและหมั่นศึกษาการทำตลาดด้านนี้เพิ่ม ก็สามารถเป็นเจ้าของร้านค้าได้แล้ว

ข้อดีคือมันไม่เหมือนการซื้อมาขายไปปกติ เราไม่จำเป็นต้องประกันสินค้าด้วยตนเอง สินค้ามักมีความหลากหลาย ถ้าเทียบกับการนำเข้าส่งออกทั่วไป ถือว่ามีความเสี่ยงต่ำ คุณไม่ต้องเสี่ยงสั่งสินค้ามาสต็อกไว้

แล้วอีกอย่างก็คือ เราสามารถเริ่มต้นธุรกิจได้ง่ายๆครับ

สำหรับกรณีของการทำ Dropship จากจีน สินค้าบางประเภทมีความหลากหลายสูงมาก และมีผู้ผลิตมากด้วย ต้องเลือกแต่ละรายให้ดีเช่นกันครับ

มีข้อควรระวังอะไรบ้างครับ

แน่นอนว่าทุกเรื่องมีสองด้านเสมอครับ การทำ Dropship ในหลายประเทศมีการแข่งขันที่รุนแรงมาก จึงต้องพิจารณา และวางแผนไว้ด้วย มาดูว่ามีอะไรบ้าง

1.ระยะยาวแล้วอาจจะไม่มั่นคงเท่าไร

ข้อด้อยหรือจุดที่ควรระวังก็คือ ในระยะยาวยิ่งเราทำไป มันก็คือการช่วยให้ธุรกิจของคนอื่นเติบโตขึ้น ซึ่งฝั่งเราเองอาจจะไม่ยั่งยืน ถ้าหากว่าเราผูกติดกับผู้ผลิตเพียงไม่กี่รายครับ เพราะในยุคนี้ใครก็สามารถเข้าถึงแหล่งผลิตกันได้

นอกจากนี้ ผู้ผลิตเองก็สามารถทำตลาดเองได้โดยไม่ต้องพึ่งพาเรา ถ้าหากว่าสินค้าหรือยี่ห้อของเขาติดตลาดขึ้นมา ในกรณีของการนำเข้าสินค้า ดังนั้นในระยะยาวแล้วอาจจะไม่ยั่งยืนเท่าไรนัก

2.ปัญหาเรื่องคุณภาพสินค้า

ข้อด้อยอีกเรื่องที่ต้องระวังคือ คุณภาพสินค้า ถ้าหากมาตรฐานตก เราก็อาจจะเสียความน่าเชื่อถือและฐานลูกค้าได้เหมือนกัน ซึ่งเป็นปัจจัยที่เราเองก็ควบคุมได้ยากครับ

3.คู่แข่งมาก เพราะทุกคนทำได้

เนื่องจากเป็นการทำตลาดที่ไม่ต้องมีการลงทุนอะไร นั่นก็ยิ่งทำให้มีโอกาสเพิ่มการแข่งขันที่รุนแรงไปด้วย โดยเฉพาะถ้าเจอกับร้านค้าคู่แข้งที่เขาสามารถทำโปรโมชั่น ส่วนลด และเข้าถึงลูกค้าได้ดีกว่าเรา หรือหาแหล่งผลิตสินค้าได้มีคุณภาพดีกว่าในกลุ่มสินค้าประเภทเดียวกัน

4.ควบคุมราคาราคาไม่ได้ 

ปัญหาข้อนี้มีแนวโน้มที่เริ่มพบกันมากขึ้น นั่นคือ การควบคุมราคา เราแทบจะทำไม่ได้เลย เพราะมันขึ้นอยู่กับเจ้าของโรงงานเป็นหลัก ยิ่งถ้าเป็นการทำ Dropship กับสินค้านำเข้าจากต่างประเทศ

แล้วถ้ามีการแข่งขันสูงจนเกิดการกดราคาสินค้าราคาประเภทนั้นให้ถูกลงมาก ในฐานะผู้ค้าปลีกรายย่อยแล้วเราก็แทบจะไม่เหลือกำไรด้วย เรียกว่าทำไปไม่คุ้ม

5.อาจทำให้เสียเวลาและความน่าเชื่อถือ

การทำ Dropship จะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อลูกค้ามี Order เข้ามาแล้วโอนเงินตามสั่ง ซึ่งเราก็จะโอนเงินให้กับผู้ผลิตหรือโรงงานเพื่อสั่งสินค้าอีกที หากว่าฝั่งโรงงานผิดนัดส่งสินค้า หรือสินค้ามีปัญหา เราก็เพียงแค่โอนเงินกลับให้ลูกค้าก็เท่านั้น

แต่ถ้าเจอปัญหาลักษณะนี้มาก ๆ มันก็จะส่งผลต่อความน่าเชื่อถือของเราได้เช่นกัน นอกจากนั้นมันก็เป็นเรื่องของการเสียเวลาด้วยครับ

โดยสรุปแล้ว การทำ Dropship ก็มีข้อควรระวังไม่น้อย เพราะมันแทบจะเป็นเหมือนการจับเสือมือเปล่า และอาจจะไม่เหมาะกับการทำระยะยาว แต่ถ้าหากเรามีช่องทางกระจายสินค้าที่ดี หรือมีฐานลูกค้าในกลุ่มสินค้าประเภทนั้นมาก มันก็ทำกำไรได้เช่นกัน และยังเป็นการเปิดโอกาสให้เราได้เริ่มต้นธุรกิจของตนเอง ไม่ว่าจะเป็นรายได้เสริม หรือธุรกิจส่วนตัว เหมาะสำหรับการรวบรวมเงินทุนระยะสั้นเพื่อใช้ต่อยอดด้วยครับ

===============================================

สามารถติดตามเรา PSO ( Passive Selling Online ) ได้หลายช่องทางดังนี้

Facebook Page: passivesellingonline

LINE: คลิกที่รูป หรือค้นหา @psocourse (อย่าลืมใส่เครื่องหมาย @)

Lazada หัวหอกของอีคอมเมิร์ซจีนในอาเซียน กับเรื่องที่คนไทยควรรู้

alibaba lazada

Lazada เป็นช่องทางธุรกิจอีคอมเมิร์ซ ที่กำลังมาแรงที่สุดในประเทศไทยในเครือของ Alibaba

ซึ่งทาง ตั้งหลักออนไลน์ เองก็ขอรวบรวมข้อมูลที่น่าสนใจว่า มีเรื่องอะไรบ้างที่คนไทยควรทราบครับ

ไทยถูกเล็งว่าจะเป็น Hub ด้านดิจิทัลของอาเซียน

เนื่องจากยุทธศาสตร์ของหลายประเทศ ที่มองว่าประเทศไทยเป็นหนึ่งใน Hub ทางด้านดิจิทัลในภูมิภาคอาเซียน

ในเวลานี้เครือยักษ์ใหญ่ของจีนอย่าง Alibaba ก็ได้เข้ามาตกลงร่วมลงนามใน MOU กับประเทศไทยไว้หลายเรื่อง โดยเฉพาะในด้านการลงทุนระบบ Logistics เพื่อรองรับธุรกิจอีคอมเมิร์ซ ซึ่งกำลังมี Lazada เป็นหัวหอกสำคัญทางด้านนี้

ดังนั้นแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซและการพัฒนาทางด้านดิจิทัลกับตลาดไทยแบบออฟไลน์ดั้งเดิม จึงต้องเผชิญหน้าการเปลี่ยนแปลงและการผสมผสานกับช่องทางออนไลน์ที่ยังไงก็ตามจะเข้ามาในไทยแน่น

Asean, flags, maps, emblems, Island Info Samui

Lazada ยอมขาดทุนเพื่อเจาะตลาด

เรื่องนี้ไม่ต้องแปลกใจ เพราะแบ็กอัพใหญ่ของ Lazada ก็คือเครือ Alibaba ของแจ็คหม่า ซึ่งเข้ามาซื้อกิจการของ Lazada เพื่อให้เป็นหัวหอกด้านอีคอมเมิร์ซในอาเซียนเป็นหลัก

จากการทุ่มทุน Alibaba มากกว่า 2,000 ล้านเหรียญ เป้าหมายหลักจึงอยู่ที่ความต้องการส่งเสริมและผลักดัน Lazada ให้เป็นช่องทางอีคอมเมิร์ซอันดับหนึ่งในไทยและอาเซียนให้ได้ แน่นอนว่าผลประกอบการในช่วง 3-4 ปีหลัง แม้ว่าจะขาดทุนมาโดยตลอด แต่ก็มีจำนวนที่น้อยลงเรื่อย ๆ ซึ่งกลยุทธ์ที่หลายฝ่ายวิเคราะห์ไว้ก็คือ Lazada ถูกทำให้เป็นช่องทางนำเสนอในการดึงจำนวนผู้ใช้งานให้เข้ามามากที่สุดก่อน

แล้วในเวลานี้คงต้องยอมรับว่า Lazada ได้กลายเป็นช่องทางอีคอมเมิร์ซอันดับหนึ่งในประเทศไทยไปแล้ว

อีคอมเมิร์ซจากจีนกำลังขึ้นเป็นเบอร์หนึ่ง

ในเวลานี้ ธุรกิจอีคอมเมิร์ซของจีน กำลังกลายเป็นตลาดใหญ่สุดของโลก ซึ่งในด้านนี้กำลังแซงหน้าสหรัฐอเมริกาไปแล้วด้วย

ซึ่งถ้าอ้างอิงข้อมูลจากนิตยสาร Forbe ระบุว่า ในปี 2015 ผู้ใช้บริการระบบกระเป๋าเงินออนไลน์ E-Wallet ของจีน ซึ่งมีมูลค่าใช้งานอยู่ที่ 340,000 ล้านหยวน แต่ในปี 2017 ตัวเลขก็พุ่งไปแตะที่ 9,000,000 หยวน เลยทีเดียว

นั่นเท่ากับว่า พฤติกรรมการบริโภค การจ่ายเงินซื้อสินค้าของคนจีนและนักท่องเที่ยวจีนที่ออกไปต่างแดน ก็กำลังอยู่บนโลกออนไลน์มากขึ้นทุกที ซึ่งในประเทศไทยเอง จะมีลักษณะที่พบคือ การสแกนกับ QR Code ที่ร้านค้านั้นมีอยู่ แล้วชำระเงินด้วยแพลตฟอร์มอย่าง Alipay และ WeChat Pay ได้ ซึ่งถ้าร้านค้าปลีกหรือผู้ประกอบการไทยมีการเปิดใช้งาน ก็จะเพิ่มโอกาสในการจับตลาดนักท่องเที่ยวจีนได้ด้วย

Lazada เชิญชวน SME และผู้ค้าปลีกท้องถิ่น

เป็นกลยุทธ์ที่ทาง Lazada นำมาใช้ ด้วยการปรับค่าคอมมิชชันให้เหลือเพียง 0% เท่านั้น สำหรับสินค้าประเภทในท้องถิ่นหรือแบบ Local เพื่อเป็นการเชิญชวนผู้ค้าปลีกรายย่อยและท้องถิ่นให้เข้ามานำเสนอขายสินค้าในราคาที่ต่ำลง

แต่ในทางกลับกัน มันก็ส่งผลกระทบที่ทำให้ราคาสินค้าถูกลงมาก จนแทบจะเป็นการฆ่าผู้ค้าปลีกในช่องทางอื่นไปเลยเหมือนกัน

แพลตฟอร์มอื่นก็กำลังเริ่มมา

ในช่วงที่การแข่งขันอยู่ในยุคบุกเบิก จึงเป็นเรื่องของผลประโยชน์ระหว่างผู้ค้าหน้าใหม่และผู้ใช้บริการว่าจะสามารถตอบสนองได้แค่ไหน

สำหรับผู้เล่นรายสำคัญ นอกจาก Lazada ก็มีแพลตฟอร์มอื่นที่กำลังเริ่มสร้างชื่อเสียงและปั้นแบรนด์ของตนเองมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็น Shopee จากสิงคโปร์ และ Chilindo ของคนไทย นอกจากนี้ยังมีช่องทางการค้าออนไลน์ที่โยงกับ Line ก็มี Kamart ที่กำลังมาแรงเช่นกัน

มีระบบเปิดร้านและบริการส่งสินค้าที่รวดเร็ว

เป็นจุดแข็งสำคัญของ Lazada นอกจากใช้เวลารวดเร็ว ภายใน 1-2 วัน ทาง Lazada ยังจะช่วยรับผิดชอบกรณีที่เกิดความผิดพลาดในการส่งสินค้าด้วย

มีเปิดอบรม ระบบชัดเจน

เนื่องจากเป็นเรื่องของการเซ็นข้อตกลงร่วมกันกับรัฐบาลไทย ที่ทำให้อาลีบาบาเข้ามาเปิดโรงเรียนสอนธุรกิจอีคอมเมิร์ซในประเทศไทย โดผ่านทาง Taobao University และยังเปิดอบรมสอนการใช้งานและเปิดร้านสำหรับ Lazada ไปด้วย ยิ่งช่วยเพิ่มผู้ค้าให้มากและหลากหลายขึ้นอีกทางหนึ่งด้วย

สำหรับร้านค้าปลีกที่ต้องการเข้าร่วม ก็สามารถลงทะเบียนเป็นผู้ค้าได้อย่างง่าย ๆ ด้วยการกรอกข้อมูลสั้นๆเพียงแต่หน้าเดียว

สำหรับรายละเอียดอื่น จะนำเสนอในโอกาสต่อไปครับ

 

=============================================

สามารถติดตามเรา PSO ( Passive Selling Online ) ได้หลายช่องทางดังนี้

Facebook Page: passivesellingonline

LINE: @psocourse (อย่าลืมใส่เครื่องหมาย @)

มูลค่าอีคอมเมิร์ซไทย เติบโตขึ้นปีละสามเท่าตลอด 5 ปีหลังสุด

thai e-commerce


ตั้งหลักออนไลน์อยากพูดถึงช่องทางอีคอมเมิร์ซครับว่า ตอนนี้มันเป็นธุรกิจขาขึ้นอย่างมาก ซึ่งมีประเด็นน่าสนใจที่มีการอัพเดทครับ แต่น่าเสียดายว่าสถิติและข้อมูลเหล่านี้ไม่ค่อยมีการเผยแพร่ในวงกว้างเท่าไหร่ ทางตั้งหลักออนไลน์จึงอยากนำมาตีแผ่ให้ทุกท่านทราบ อย่างน้อยก็เพื่อเป็นประโยชน์ให้กับทุกท่านที่กำลังมองหาโอกาสทำธุรกิจบนอินเทอร์เน็ต แล้วอาจมีคำถามตามมาครับว่า มันจะรุ่งได้จริงหรือไม่

ธุรกิจที่กำลังขาขึ้น

ทุกธุรกิจจะมี Circle วงจรของการเติบโต มีช่วงขาขึ้น ก็ต้องมีช่วงขาลง ซึ่งสำหรับอีคอมเมิร์ซในไทยนั้น มีรายงานที่ชี้ว่ากำลังมีมูลค่าเติบโตขึ้นปีละสามเท่าตลอด 5 ปีหลังสุด

สำหรับข้อมูลดังกล่าว อ้างอิงจาก Statista เกี่ยวกับมูลค่า และรายได้ของช่องทางอีคอมเมิร์ซในประเทศไทยตลอด 5 ปีหลัง รวมถึงคาดการณ์มูลค่าที่จะเติบโตขึ้นใน 3 ปีนี้

เรียกง่าย ๆ ว่ามันกำลังอยู่ในช่วงขาขึ้นครับ ซึ่งแค่นี้ก็เป็นเหตุผลสำคัญเพียงพอที่เราจะเข้ามาจับในช่องทางธุรกิจนี้

ยักษ์จีนมาร่วมกับเครือยักษ์ใหญ่ของไทย

เมื่อเดือนกันยายน 2018 ที่ผ่านมา เครือเซ็นทรัลของไทย ได้ร่วมข้อตกลงกับ JD.com (Jingdong) บริษัทผู้ให้บริการด้านอีคอมเมิร์ซยักษ์ใหญ่ของจีน (และยังเป็นคู่แข่งสำคัญของ อาลีบาบา ของแจ็คหม่าด้วย) ซึ่งก็เป็นการเปิดบริการของ JD Central ภายใต้การลงทุนมากกว่า 500 ล้านเหรียญสหรัฐ ตามที่มีการเปิดเผยข้อมูล ซึ่งในระยะแรกก็มีผลิตภัณฑ์มากกว่า 10,000 ชิ้น พร้อมกับโปรโมชั่นต่าง ๆ เพื่อมาดึงดูดลูกค้าให้เข้ามาใช้งานครับ

ในปี 2019 คาดว่าจะมีสินค้ามากกว่า 1 ล้านชิ้น ที่เข้ามาร่วมรายการครับ

Asean, flags, maps, emblems, Island Info Samui

ไทยจะเป็นแหล่งลงทุนใหม่

ไม่ต้องสงสัยเลยว่า อีคอมเมิร์ซในไทยจะกลายเป็นตลาดลงทุนแห่งใหม่ในยุคถัดไป โดยเฉพาะภายใน 2-3 ปีจากนี้ ซึ่งเวลานี้ที่กำลังเข้ามาแรงมาก นอกจาก Lazada ของอาลีบาบาจากจีนแล้ว ยังมี Shopee ของทุนใหญ่จากสิงคโปร์ด้วย ในขณะที่ Amazon และ ebay ก็น่าจับตามองเช่นกัน ซึ่งปัจจัยหลักก็มาจากเรื่องที่ทุนใหญ่จากจีนและหลายประเทศมองว่า ไทยคือฮับทางด้านอีคอมเมิร์ซของอาเซียน

คาดการณ์ว่า ภายในสิ้นปี 2019 จะมีคนไทยลงทะเบียนใช้งานในอีคอมเมิร์ซมากกว่า 25 ล้านคน ในขณะที่พ่อค้าแม่ค้าออนไลน์บนช่องทางนี้จะมีเพิ่มขึ้นราว 10% ภายใน 5 ปีนี้

อย่าเพิ่งรอให้ใครบอก หรือมัวแต่มองคนอื่นทำไปก่อนครับ มาศึกษาแล้วทำไปพร้อมกันครับกับตั้งหลักออนไลน์

=============================================

สามารถติดตามเรา PSO ( Passive Selling Online ) ได้หลายช่องทางดังนี้

Facebook Page: passivesellingonline

LINE: @psocourse (อย่าลืมใส่เครื่องหมาย @)

มิถุนายน 27, 2019

ทำไม Influencers ถึงสำคัญกับการตลาดบนโซเชียล

Influencers

วันนี้เชื่อว่าหลายคนคงเคยได้ยินคำว่า Influencers กันมากขึ้น โดยเฉพาะในการทำตลาดออนไลน์หรือโซเชียลมีเดีย ซึ่งทางตั้งหลักออนไลน์เองก็เห็นว่าเรื่องนี้มีความสำคัญไม่น้อยครับ ถ้าจะทำการตลาดออนไลน์หรือบนอินเทอร์เน็ตให้รุ่ง

ก่อนอื่นมารู้จักก่อนว่า Influencers คืออะไร

หลายคนมักเข้าใจว่าคำนี้คล้ายกับ “เนตไอดอล” ที่พูดกันบ่อย ๆ บนโลกโซเชียลมีเดีย

แต่ที่จริงแล้ว เนตไอดอล เป็นแค่ส่วนย่อย หรือ Subset ของ Influencers เท่านั้นเองครับ

อาจจะไม่ใช่ทุกคนที่สามารถเป็นเนตไอดอลได้เสมอไป แต่สำหรับ Influencers ทุกคนมีสิทธิเป็นได้หมดครับ ซึ่งก็ไม่จำเป็นต้องอยู่บนโลกอินเทอร์เน็ตด้วย

เรียกง่าย ๆ ว่า หมายความถึง ผู้มีชื่อเสียง หรือเป็นผู้ที่มีอิทธิพลสำหรับคนจำนวนหนึ่งหรือหมู่มาก อาจจะตั้งแต่หลักร้อย พัน หรือไปจนถึงคนหลักแสนและหลักล้านคน ซึ่งจะมีผลต่อการตัดสินใจและพฤติกรรมในการลอกเลียนแบบ การทำตามกระแส หรือซื้อของและใช้ของบริโภคและอุปโภคตามการแนะนำของคนเหล่านั้น หรือถ้าแรงมาก ๆ คือคน ๆ นั้นใช้อะไร ชอบอะไร ออกมาพูดอะไร คนก็ทำตาม ก็มีครับ

ที่สำคัญคือ พวกเขาไม่จำเป็นต้องเน้นความสวยหล่อหรือแต่งตัววับแวมเสมอไป แต่เป็นผู้ที่สร้างแรงบันดาลใจ หรือ ทำให้เกิดสาวก แฟนคลับ ผู้ติดตามในด้านต่าง ๆ ในสังคม

Influencers จึงครอบคลุมในทุกวงการ ไม่ว่าจะเป็น นักการตลาด แพทย์ ผู้เชี่ยวชาญ นักวิชาการ ศิลปิน ดารา ทหาร ตำรวจ นักการเมือง ไปจนถึงสาวน้อยหน้าใสธรรมดาสักคน หรือเด็กน้อยในชนบทที่ห่างไกล หรืออาจจะเป็นสุนัขแสนรู้น่ารัก หรือเจ้าแมวน้อยที่สามารถทำให้มีคนติดตามบนโซเชียลเป็นหลักแสนก็ยังได้ครับ

น่าเสียดายว่า ผู้ประกอบการส่วนใหญ่ที่เข้ามารับช่องทางโซเชียลมีเดีย ยังติดภาพกับรูปแบบ Influencers แบบเดิม ๆ ที่จะต้องเป็นดารานักแสดง นักร้อง นักกีฬา แล้วจ้างคนเหล่านี้มาเป็นพรีเซนเตอร์สินค้า

อันที่จริงแล้ว มันก็ไม่ใช่เรื่องผิดครับ เพียงแต่ Influencers ในยุคปัจจุบัน มันมีอะไรมากกว่านั้น

เพราะทุกคนสามารถกลายเป็น Influencers ภายในชั่วข้ามคืนได้

แต่การจะยืนระยะให้ได้ ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง ซึ่งอยู่ที่การวางแผนและความสามารถของแต่ละคนครับ

ตัวอย่างเช่น ในประเทศจีน มีพวกที่เป็น Influencers ซึ่งไม่ได้มีชื่อเสียงอะไรมาก่อน เป็นคนธรรมดาทั่วไป แต่กลับสามารถสร้างกระแสและยอดขายสินค้าได้มหาศาลชนิดเพียงชั่วข้ามคืน แล้วเป็นกระแสได้ดียิ่งกว่าการจ้างดาราหรือนักแสดงทั่วไปเสียอีก

Zhang Dayi

เนตไอดอลสาวน้อยหน้าใสที่มียอดผู้ติดตามมากกว่า 5 ล้านคนบน Weibo และถือว่ามาแรงที่สุดในปี 2018 ที่จริงแล้วก็ไม่ได้มาจากการเป็นดาราหรือนักแสดงมาก่อน แต่เวลานี้ถือว่าเป็นคนที่มีผู้ติดตามบนโซเชียลของจีนเป็นอันดับต้น ๆ นอกจากนี้ยังสามารถทำ Live และรีวิวขายเสื้อผ้าจนมียอดขายเป็นประวัติการณ์มาแล้ว

Viya

บล็อกเกอร์สาวหน้าใสที่สามารถทำยอดขายบนเว็บอีคอมเมิร์ซยอดนิยมของจีนอย่าง Taobao ได้ในชั่วข้ามคืนมากกว่า 300 ล้านหยวน ในช่วงวันคนโสด 11.11.2018 ที่ผ่านมา ซึ่งเธอก็มีอาชีพหลักคือการเป็นบล็อกเกอร์รีวิวสินค้า ซึ่งเธอเคยทำรายได้จากการรีวิวสินค้าแล้วสร้างรายได้จนถึงขนาดซื้อบ้านได้เลยภายในคืนเดียว

แน่นอนว่า ทุกอย่างไม่ได้เกิดขึ้นในเวลาสั้น ๆ เนื่องจากต้องมีการสั่งสมชื่อเสียง หรือง่ายที่สุดคือเป็นการเข้าไปแสดงตัวตนบนโลกโซเชียล ไม่ว่าจะเป็นการอาศัยภาพลักษณ์ที่โดดเด่นของตัวเอง เพื่อดึงความสนใจของผู้คน และที่สำคัญคือ เปลี่ยนพลังของผู้ติดตามให้เป็นยอดขายหรือรายได้กลับมา ซึ่งเป็นเรื่องที่แบรนด์สินค้าหรือผู้ประกอบการต้องมองหา Influencer ที่เหมาะสมกับสินค้าและผลิตภัณฑ์ของตนเองด้วย

ซึ่งทางเพจจะได้นำเรื่องราวดี ๆ ในประเด็นเหล่านี้มานำเสนอต่อไปครับ

 

=============================================

สามารถติดตามเรา PSO ( Passive Selling Online ) ได้หลายช่องทางดังนี้

Facebook Page: passivesellingonline

LINE: @psocourse (อย่าลืมใส่เครื่องหมาย @)

10 สาขาอาชีพที่ A.I. หุ่นยนต์จะทำงานแทนมนุษย์มากที่สุด

AI Robot career work

A.I. ปัญญาประดิษฐ์ หรือ หุ่นยนต์ จะเข้ามาทำงานแทนที่มนุษย์หรือไม่ วันนี้ทางตั้งหลักออนไลน์นำการวิเคราะห์จากสื่อจีนในประเด็นนี้มาเล่าสู้กันฟังครับ

เนื่องจากมีรายงานของ Chinadaily เมื่อปลายปี 2018 ได้วิเคราะห์เกี่ยวกับอนาคตของงาน 10 สาขาอาชีพ ที่พบว่ามีแนวโน้มจะมีการนำ A.I. ปัญญาประดิษฐ์และหุ่นยนต์ มาใช้ทดแทนแรงงานของมนุษย์มากที่สุด ซึ่งในหลายสาขาก็มีการขยายขอบเขตของการใช้งานอยู่แล้วด้วย โดยข้อมูลอ้างอิงจากทางสถาบันอิเล็กทรอนิกส์แห่งประเทศจีน โดยมีหัวข้อคือ การวิเคราะห์สาขาอาชีพและภาคการทำงานที่มีแนวโน้มมากที่สุดว่าจะมีการนำหุ่นยนต์มาใช้งานเพื่อแทนที่แรงงานมนุษย์ 

รายงานดังกล่าว รวบรวมจากการประชุม “งานหุ่นยนต์โลก” World Robotics ปี 2018 ซึ่งจัดขึ้น ณ กรุงปักกิ่งเมื่อวันที่ 15 สิงหาคม ที่ผ่านมา

ในงานได้มีการสรุปเกี่ยวกับ 10 สาขาอาชีพและภาคการทำงานที่หุ่นยนต์จะสามารถนำมาใช้เพื่อทดแทนแรงงานมนุษย์ได้ดีที่สุด ซึ่งทั้งหมดก็ได้เริ่มนำหุ่นยนต์มาใช้งานกันมากขึ้นเรื่อย ๆ แล้วด้วยครับ

มาดูกันว่า มีอะไรบ้าง และตรงกับสาขาอาชีพของท่านใดกันบ้าง

  • งานการผลิต ภาคอุตสาหกรรม
  • งานคลังสินค้าและโลจิสติกส์
  • งานด้านการแพทย์
  • งานขนส่งเอกสารภายในสำนักงาน
  • งานด้านความมั่นคง ป้องกันภัยคุกคาม
  • งานด้านความปลอดภัย
  • งานทำความสะอาด
  • งานถ่ายบันทึกภาพ
  • งานเหมืองแร่
  • งานเพื่อนสัตว์เลี้ยง

สำหรับลักษณะของหุ่นยนต์ที่ถูกผลิตขึ้นสำหรับ 10 สาขาอาชีพเหล่านี้ก็จะมีแนวโน้มมากขึ้น ในขณะที่แรงงานมนุษย์ก็จะถูกลดความสำคัญลง แต่จะมีการปรับให้คนเป็นผู้ทำหน้าที่ดูแลส่วนงานที่มีความสลับซับซ้อน หรือต้องใช้การตัดสินใจสำคัญมากขึ้น และมีหน้าที่ดูแลในส่วนของเครื่องจักรและอุปกรณ์เพื่อการทำงานในภาพรวมแทน

โดยเฉพาะกลุ่มที่น่าจะได้รับผลกระทบมากที่สุดสำหรับแรงงานคนในยุคต่อไปนี้ ก็คือ ภาคอุตสาหกรรมการผลิต การบริการ และงานขนส่ง

ในส่วนที่เราเริ่มเห็นเป็นรูปธรรมแล้วก็เช่น บริษัท Foxconn ผู้ผลิตอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์และสินค้าไฮเทคที่สำคัญของไต้หวัน และยังเป็นผู้ผลิตชิ้นส่วนและอุปกรณ์สำคัญให้กับ Apple สำหรับมือถือสมาร์ทโฟนด้วย เวลานี้มีการลดจำนวนคนงานแล้วกว่า 60,000 คน แล้วใช้แรงงานหุ่นยนต์เข้ามาแทนที่

ซึ่งรวมถึงมีข่าวว่า บริษัทรถยนต์ชื่อดังอย่าง Ford ก็มีการปลดคนงานครั้งใหญ่มากกว่า 1,000 ตำแหน่ง เพื่อลดค่าใช้จ่ายและหวังเพิ่มผลกำไรในทวีปยุโรปด้วย

ดังนั้นแนวโน้มของธุรกิจและภาคอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ทั่วโลก อาจจะมีการลดคนงานลงจำนวนมากในอนาคตอันใกล้ นี่จึงเป็นเรื่องสำคัญที่เรามองข้ามไม่ได้เลยครับ

สำหรับผู้ที่คิดอยากจะให้ลูกหลานได้เข้าเรียนสูง ๆ ในสาขาอาชีพดังกล่าว ก็จำเป็นต้องวางแผนอนาคตให้ดี ๆ ครับ เพราะทุกอย่างมันเปลี่ยนแปลงเร็วมาก และจะแตกต่างจากยุคของพ่อแม่เราและยุคของเราอย่างสิ้นเชิง

 

=============================================

สามารถติดตามเรา PSO ( Passive Selling Online ) ได้หลายช่องทางดังนี้

Facebook Page: passivesellingonline

LINE: @psocourse (อย่าลืมใส่เครื่องหมาย @)

>