Category Archives for "บทความ ทั่วไป"

สิงหาคม 27, 2019

โอกาสของเครื่องสำอางไทย เป็นที่นิยมสูงสุดของนักท่องเที่ยวจีน

โอกาสของเครื่องสำอางไทย เป็นที่นิยมสูงสุดของนักท่องเที่ยวจีน

นี่อาจจะเป็นโอกาสทองสำหรับผู้ส่งออก และผู้ประกอบการไทยที่ต้องการจับกลุ่มลูกค้าชาวจีนครับ ทางตั้งหลักออนไลน์ได้สำรวจตลาดและพบรายงานที่ชี้ว่า เครื่องสำอางของไทย ถือว่าเป็นสินค้ายอดนิยมสำหรับนักท่องเที่ยวชาวจีน ไม่ว่าจะเป็นการเข้ามาซื้อเพื่อเป็นของฝาก และสินค้าส่งออก

ในส่วนนี้ มีรายงานล่าสุดเกี่ยวกับสินค้ายอดนิยมบนเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซยอดนิยมของจีนหลายแห่ง อาทิ Taobao Tmall ที่บ่งชี้ว่า ผลิตภัณฑ์ในกลุ่มเครื่องสำอาง สกินแคร์ และความสวยงาม ยังคงเป็นสินค้าที่ได้รับความนิยมอันดับต้นๆ และติดอยู่ในลิสต์ของฝากที่นักท่องเที่ยวจีนถือว่าเป็นหนึ่งในของฝากหลักที่จะซื้อกลับจากประเทศไทย

อาจมีคำถามว่า ทำไมเครื่องสำอางถึงมีโอกาสดี

กระแสมาแรง

ที่จริงแล้วไม่ใช่เรื่องแปลกเลยครับ เพราะกระแสรักความสวยงาม การใช้สกินแคร์บำรุงผิว การทำให้ขาวผ่องและผิวเนียน ถือว่าเป็นกระแสที่สาวชาวจีนชื่นชอบกันมาก

แล้วไม่เพียงแต่ผู้หญิงเท่านั้น เพราะในเวลานี้ผลิตภัณฑ์สกินแคร์กลายเป็นกลุ่มสินค้าที่ผู้ชายก็นิยมใช้กันมากขึ้น คาดว่าส่วนหนึ่งยังเป็นผลมาจากกระแสการติดตามไอดอลที่ชื่นชอบทางโซเชียลมีเดีย

ในแง่ของการส่งออก มีการเปิดเผยสถิติการส่งออกเครื่องสำอางไทยจากรายงานของกรมศุลกากรเมื่อสิ้นปี 2017 พบว่ามีมูลค่าสูงกว่า 8.2 หมื่นล้านบาท และยังมีมีอัตราเติบโตอย่างต่อเนื่องมาตลอดทุกปี

สำหรับพื้นที่ของเครื่องสำอาง ยังถือว่าเป็นตลาดขนาดใหญ่ในระดับ Mass ทั้งกลุ่มตลาดล่าง กลาง และระดับสูง ที่ยังสามารถเปิดพื้นที่ให้ผู้เล่นเข้าไปอยู่อีกมาก แม้ว่าการแข่งขันจะรุนแรงเช่นกันก็ตาม

ได้ทั้งออฟไลน์และออนไลน์

ไม่ว่าจะเป็นการซื้อแบบออฟไลน์ และ ออนไลน์ ผลิตภัณฑ์กลุ่มเครื่องสำอางก็ถือวามาแรงเช่นกัน โดยในแพลทฟอร์มยอดนิยมของจีนที่มีการใช้งานเพื่อเป็นการสั่งซื้อทางอีคอมเมิร์ซนั้น ได้แก่ WeChat Pay Alipay ในขณะที่เว็บอีคอมเมิร์ซที่นิยมใช้ก็เช่น Taobao Tmall เป็นต้น

สำหรับการขายทางออฟไลน์ ผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางเป็นกลุ่มสินค้ายอดนิยมที่มียอดขายอันดับต้นๆ สำหรับร้านขายของฝากที่จับกลุ่มนักท่องเที่ยวจีน อาทิ หน้าร้านของ Beauty Buffet หรือร้าน Duty Free ที่ King Power

ผู้ส่งออกต้องทำเรื่องขออนุญาต

ส่วนในกรณีของผู้ที่มองโอกาสส่งออก จะต้องทำเรื่องขออนุญาต ซึ่งมี 3 ประเภท ได้แก่ Safety and Health Quality Tests, Certificate for Imported Cosmetics, Certificate for Labeling of Import and Export

นอกจากนี้ ผู้ที่มองหาโอกาสนำเข้าส่งออกสินค้าไปจีน จำเป็นต้องศึกษาเรื่องโควตาสินค้านำเข้า-ส่งออกอย่างละเอียด เพราะภายใต้ข้อตกลง WTO ทางจีนได้ประกาศลดหย่อนโควตานำเข้าสินค้าบางประเภท และมีการปรับอยู่ทุกปีด้วย

นี่จึงเป็นโอกาสที่ดี สำหรับผู้ผลิตและเจ้าของกิจการรายย่อยที่มองหาโอกาสครับ

===============================================

สามารถติดตามเรา PSO ( Passive Selling Online ) ได้หลายช่องทางดังนี้

Facebook Page: passivesellingonline

LINE: คลิกที่รูป หรือค้นหา @psocourse (อย่าลืมใส่เครื่องหมาย @)


สิงหาคม 7, 2019

ไทยขึ้นแท่นอันดับหนึ่ง ประเทศที่จีนเข้ามาเริ่มต้นลงทุนมากที่สุด

19.ไทยขึ้นแท่นอันดับหนึ่ง ประเทศที่จีนเข้ามาเริ่มต้นลงทุนมากที่สุด

ไทยขึ้นแท่นอันดับหนึ่ง ประเทศที่จีนเข้ามาเริ่มต้นลงทุนมากที่สุด

ตั้งหลักออนไลน์มาอัพเดทข้อมูลน่าสนใจครับ เพราะเวลานี้ ไทยกำลังขึ้นแท่นเป็นประเทศที่จีนเข้ามาเริ่มต้นลงทุนมากที่สุดในโลก จากในปี 2017-2018 ที่ผ่านมา

ก่อนหน้านี้ในบรรดาประเทศทั่วโลก ประเทศที่เข้ามาลงทุนและมีดีลทางธุรกิจร่วมกับหน่วยงานและภาคเอกชนในประเทศไทยมากที่สุด ก็คือ ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งยังคงครองอันดับหนึ่งมาตลอดกว่า 2-3 ทศวรรษที่ผ่านมา

แต่ในเวลานี้ยุคสมัยกำลังเปลี่ยนแปลงไปแล้ว เพราะในปี 2017-2018 ที่ผ่านมา “ประเทศจีน” กลายเป็นประเทศที่มาแรงที่สุดสำหรับประเทศคู่ค้าที่เริ่มต้นลงทุนในประเทศไทย

อ้างอิงจากรายงานผลสรุปตัวเลขการลงทุนในต่างประเทศของจีน ในปี 2017-2018 พบว่า ไทยขึ้นแท่นอันดับหนึ่ง เป็นประเทศที่จีนเข้ามาลงทุนและเริ่มต้นธุรกิจด้วยมากที่สุดในเวลานี้ และมีแนวโน้มที่จะครองอันดับหนึ่งต่อไปด้วย

แม้ว่าที่จริงแล้ว ประเทศจีนมีอัตราการลงทุนในต่างแดนทั่วโลกลดลงจากปีก่อนที่ประมาณ 29% ซึ่งสืบเนื่องมาจากนโยบายการจำกัดและห้ามการลงทุนในต่างแดนที่ทางการจีนเพิ่มมาตรการที่เข้มงวดมากขึ้น โดยเฉพาะในทวีปยุโรปและสหรัฐอเมริกา หลังจากนักลงทุนในจีนได้ออกไปลงทุนในกิจการที่ต่างแดน แล้วพบว่าในบางกลุ่มธุรกิจ เป็นผลประโยชน์ของนักลงทุน โดยที่กิจการไม่สามารถส่งเสริมกิจการในประเทศจีนเองได้มากพอ ตัวอย่างเช่น สโมสรฟุตบอลในยุโรป เป็นต้น

แต่สำหรับประเทศไทย มีรายงานว่า ภาคธุรกิจของจีนให้ความสำคัญในฐานะที่ไทยเป็น Hub ของอาเซียน  โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศสำหรับโครงการเส้นทางสายไหม (Belt and Road Initiative หรือ BRI) และมีแนวโน้มว่าจะมีการเพิ่มการลงทุนในอนาคตด้วย

สำหรับทิศทางของการลงทุนในปัจจุบันนั้น จีนได้ให้ความสำคัญกับด้านโครงสร้างพื้นฐานเพิ่มมากขึ้น เพื่อสนองต่อความต้องการและการยกระดับฐานะของผู้คนในประเทศ รวมถึงยุทธศาสตร์ที่ใช้ช่องทางธุรกิจอีคอมเมิร์ซเพื่อเพิ่มโอกาสให้กับธุรกิจค้าปลีกและธุรกิจท้องถิ่น โดยเฉพาะการร่วมมือจากเครือ Alibaba ของแจ็คหม่า ที่ถือว่าเป็นหัวหอกสำคัญ รวมถึงบริษัท Tencent ผู้พัฒนา WeChat และเป็นผู้นำสำคัญของนวัตกรรมเทคโนโลยีในจีน รวมถึงบริษัท Baidu ซึ่งทั้งหมดถูกเรียกรวมว่า BAT ในฐานะของบริษัทผู้พัฒนานวัตกรรมเทคโนโลยีหัวหอกหลักของจีน

อย่างไรก็ตาม มีโครงการใหญ่ที่จีนได้พยายามจะเข้ามาร่วมกับไทยมากที่สุดก็คือการลงทุนด้านอสังหาฯและภาคการเกษตรในภาคตะวันออกของไทย โดยคิดเป็นมูลค่ามากกว่า 8,000 ล้านเหรียญสหรัฐ

อาจมีคำถามว่า มีความกังวลบ้างหรือไม่ เนื่องจากหลายภาคส่วนก็มีความกังวลว่า การที่จีนเข้ามาลงทุนในภาคตะวันออกของไทย โดยเฉพาะการลงนามร่วม MOU กว่า 10 ฉบับ และการผลักดันการลงทุน EEC โครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออกของไทย (Eastern Economic Corridor : EEC) อาจจะนำไปสู่การเปรียบประโยชน์ในอนาคตหรือไม่ แต่ขณะเดียวกันทางรัฐบาลและภาคเอกชนของไทยก็เล็งที่จะดึงทุนจีนกว่า 400 บริษัทเข้ามาลงทุนเพิ่ม เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน การสร้างงานและรายได้ต่อไป

ทั้งนี้ โครงการ EEC ยังมุ่งส่งเสริม 10 อุตสาหกรรมใหญ่ที่ภาคเอกชนจีนมีความถนัด ซึ่งก็น่าจะผลักดันให้ภาคเอกชนของจีนเข้ามาลงทุนในไทยมากขึ้นไปด้วย โดยในกลุ่ม 10 อุตสาหกรรมดังกล่าว ได้แก่ 5 อุตสาหกรรมที่มีการลงทุนและมีการดำเนินการแล้วในปัจจุบัน (First S-curve) และ 5 อุตสาหกรรมแห่งอนาคต (New S-curve)

สำหรับกลุ่มอุตสาหกรรม First S-curve ได้แก่ อุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่ (next generation automotive) อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ (smart electronics) อุตสาหกรรมการท่องเที่ยว กลุ่มที่สร้างรายได้ดีและการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (affluent, medical and wellness tourism) อุตสาหกรรมการเกษตร และเทคโนโลยีชีวภาพ (agriculture and biotechnology) และอุตสาหกรรมการแปรรูปอาหาร (food for the future)

ส่วนกลุ่มอุตสาหกรรม New S-curve ได้แก่ อุตสาหกรรมหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติ (robotics and automation) อุตสาหกรรมการบินและโลจิสติกส์ (aviation and logistics) อุตสาหกรรมเชื้อเพลิงชีวภาพและเคมีชีวภาพ (biofuels and biochemicals) อุตสาหกรรมดิจิทัล (digital) และอุตสาหกรรมการแพทย์ครบวงจร (medical hub)

สุดท้ายแล้ว โครงการดังกล่าวจะนำไปสู่การพัฒนาประเทศไทยภายใต้แนวทางไทยแลนด์ 4.0 ได้แค่ไหน และจะเป็นผลกระทบในเชิงบวกหรือลบกว่านี้หรือไม่ ทางตั้งหลักออนไลน์จะนำมาอัพเดทต่อไปครับ

===============================================

สามารถติดตามเรา PSO ( Passive Selling Online ) ได้หลายช่องทางดังนี้

Facebook Page: passivesellingonline

LINE: คลิกที่รูป หรือค้นหา @psocourse (อย่าลืมใส่เครื่องหมาย @)


ใส่ Keyword จำนวนมากใน Content ไม่ได้ช่วยให้ SEO ได้คะแนนดีเสมอไป

ใส่ Keyword จำนวนมากใน Content ไม่ได้ช่วยให้ SEO ได้คะแนนดีเสมอไป

ใส่ Keyword จำนวนมากใน Content ไม่ได้ช่วยให้ SEO ได้คะแนนดีเสมอไป

ตั้งหลักออนไลน์อยากแชร์บทเรียนหนึ่งของการทำ Content โดยเฉพาะการเน้นทำ SEO ครับว่า สิ่งที่เราเคยทำ มันอาจจะไม่ได้ผลเสมอไป

กรณีนี้คือ การใช้ “Keyword Density” หมายถึง "การใช้ความหนาแน่นของคีย์เวิร์ด”

เนื่องจากเรื่องนี้เคยเป็นกลยุทธ์อย่างหนึ่งที่คนทำ Content และเจ้าของเว็บไซต์หลายคนชอบใช้กันมาก และเคยเป็นความเชื่อว่า เนื้อหาและบทความนั้นจะต้องทำ Title Tag หรือติด Tag Keyword เยอะๆ

แต่เวลานี้โลกเปลี่ยนแปลงไปแล้ว การใช้ “Keyword Density” ก็ไม่ได้การันตีว่าเว็บไซต์ของคุณจะติดหน้าแรกของ Google ได้นานๆหรือยั่งยืนครับ

นั่นเพราะว่า เมื่อข้อมูลใน Google มีมากขึ้น ผู้ค้นหาฉลาดขึ้น ระบบการค้นหาของ Google เองก็มีการปรับเปลี่ยน และคัดกรองข้อมูลที่มีคุณภาพมากขึ้นเช่นกัน

ตัวอย่างเช่น ถ้าเราทำเว็บไซต์หรือเพจเกี่ยวกับการขายอาหารเสริมช่วยเรื่องภูมิแพ้ หรือทำเพจ ขายสินค้าสำหรับนักกีฬา รองเท้าวิ่ง เครื่องออกกำลังกาย

ทีนี้ ถ้าเป็นกลยุทธ์เก่าๆ หนึ่งในวิธีการที่นำมาใช้เพื่อจะดันเว็บไซต์และเพจให้ขึ้นหน้าแรกของ Google ก็เลยเลือกใช้วิธีติด Tag คำว่าอาหารเสริมและช่วยแก้ภูมิแพ้เอาไว้เยอะๆ ไว้ใน Content

โอเคละครับว่า วิธีการแบบนั้นอาจจะเคยใช้การแล้วได้ผล

แต่มันเมื่อ 10 ปีก่อน ไม่ใช่กับในเวลานี้ ไม่ใช่ปี 2019

สาเหตุข้อหนึ่งเป็นเพราะว่าในเวลานี้ระบบค้นหา Google เองก็ได้อัพเกรดตัวเองขึ้นมา เช่นเดียวกับผู้บริโภคที่ต้องการรับสารและเสพข้อมูลดีๆ มากกว่าจะเข้าไปอ่านเนื้อหาที่บ้าใส่ Keyword ให้มากๆ เพียงเพื่อต้องการขึ้นในหน้าแรกๆของ Google

โอเคว่า ถ้าเป็นสมัยก่อนอาจจะเป็นแบบนั้น แต่การปรับเปลี่ยนระบบของ Google และการค้นหาข้อมูลของผู้คนที่เพิ่มมากขึ้น มีความต้องการเนื้อหาและข้อมูลที่สามารถแก้ไขปัญหาได้จริงมากขึ้น การทำ SEO ด้วยกลยุทธ์โบราณอย่างการเน้น Keyword แต่ปรากฏว่าภายใน Content กลับไม่มีเนื้อหาที่ดีมากพอ หรือเป็นข้อมูลที่ต้องการเรียกดราม่า มันใช้ไม่ได้อีกแล้ว

เวลานี้คือยุคที่เราต้องแข่งขันด้วย “Content ที่มีคุณภาพ” “อยู่ในความสนใจของผู้คน” “ให้ข้อมูลที่แก้ไขปัญหาได้จริง”

จากนั้นค่อยทำการผสมผสานกับวิธีการอื่นๆ เช่น การทำ SEO หรือการหมั่นอัพเดทอย่างต่อเนื่อง แล้วมุ่งปั้น Keyword และการทำ Google Adwords ที่เฉพาะเจาะจงกับกลุ่มผู้อ่านหรือลูกค้าของเรามากขึ้นนั่นเอง

นอกจากนี้ ระบบอัลกอริธึมของ Google ก็ทำให้การประมวลผลสำหรับการค้นหาเว็บไซต์ต่างๆ ทำให้ Keyword ที่เหมาะสมจะนำมาใช้ทำต่อ 1 หน้าของเว็บเพจ จะถูกจำกัดลงไปด้วย ดังนั้นการอัด Keywords จึงอาจจะถูก Google ตัดคะแนนด้วยซ้ำไปครับ

ซึ่งเชื่อเถอะว่า ในระยะยาวแล้ว วิธีนี้ไม่ควรทำครับ

เพราะสุดท้ายแล้ว เราก็ต้องมาทำ Re-Branding ด้วยการสร้าง Content ที่มีคุณภาพอยู่ดีนั่นเอง

===============================================

สามารถติดตามเรา PSO ( Passive Selling Online ) ได้หลายช่องทางดังนี้

Facebook Page: passivesellingonline

LINE: คลิกที่รูป หรือค้นหา @psocourse (อย่าลืมใส่เครื่องหมาย @)


กรกฎาคม 23, 2019

จีนผงาด เมื่อสามแบรนด์จีนติด 50 อันดับค้าปลีกโลก

17.จีนผงาด เมื่อสามแบรนด์จีนติด 50 อันดับค้าปลีกโลก

จีนผงาด เมื่อสามแบรนด์จีนติด 50 อันดับค้าปลีกโลก

ตั้งหลักออนไลน์อยากให้ข้อมูลว่า ร้านค้าปลีกของโลกในเวลานี้ ต้องจับตามองยักษ์ใหญ่จากจีน ซึ่งกำลังรุกมาแรง ไม่ว่าจะทางออนไลน์และออฟไลน์

ซึ่งหากอ้างอิงรายงานของ Chinainternetwatch พบว่า ในปี 2018 ที่ผ่านมา สามแบรนด์ยักษ์ใหญ่ของจีนต่างพากันตบเท้าติดค้าปลีกโลกใน 50 อันดับแรก และน่าจับตามองมากสำหรับในอนาคต ได้แก่

  • Alibaba
  • Jingdong
  • Suning

มาลองดูทีละรายเลยครับว่า น่าสนใจอย่างไรบ้าง

Alibaba

แน่นอนว่าเวลานี้ไม่มีใครที่ไม่รู้จักเครือยักษ์ใหญ่ของจีนอย่าง Alibaba ซึ่งก่อตั้งโดย แจ็คหม่า อภิมหาเศรษฐีของจีนและของโลก

จากปี 2018 ที่ผ่านมา Alibaba ได้ผงาดขึ้นแท่นเป็นแบรนด์ที่มีมูลค่าเพิ่มขึ้นสูงสุดของโลกอย่างน่าทึ่ง โดยใน BrandZ มีรายงานที่ระบุว่า Alibaba มีมูลค่าเพิ่มขึ้นมากกว่า 42% หรือคิดเป็นมูลค่า 150.8 พันล้านเหรียญสหรัฐ นับว่าเป็นแบรนด์ที่มีการเติบโตสูงสุดอันดับ 1 ของโลกในปีที่ผ่านมานี้

สำหรับธุรกิจหลักของ Aliaba ก็คือช่องทางเว็บ E-Commerce ซึ่งมีการผสมผสานทั้งด้านออนไลน์และออฟไลน์ รวมถึงผู้ให้บริการกระเป๋าเงินออนไลน์อย่างแอพลิเคชั่น Alipay

หากเปรียบเทียบกับทั่วโลกในด้านอีคอมเมิร์ซเป็นหลักแล้ว Alibaba ก็ยังคงเติบโตในระดับสูงสุดและเร็วที่สุดเช่นกัน โดยเติบโตที่ 58% คิดเป็นมูลค่า 54.9 พันล้านเหรียญสหรัฐ

ส่วนอันดับ 2 และ 3 ตามมาด้วย Jingdong หรือ JD.com เติบโตที่ 47% คิดเป็นมูลค่า 19.6 พันล้านเหรียญสหรัฐ และ Zalando แบรนด์ใหญ่จากเยอรมัน เติบโตที่ 40% คิดเป็นมูลค่า 3.8 พันล้านเหรียญสหรัฐ

โดยสรุปแล้ว Alibaba จึงเป็นแบรนด์ที่เติบโตเร็วที่สุดสำหรับธุรกิจค้าปลีกในเวลานี้ แล้วยังมีการลงทุนไปกับระบบ Logistics เพื่อพัฒนาระบบการขนส่งของธุรกิจขึ้นมาอีก 15.2 พันล้านเหรียญ ซึ่งเป็นกลยุทธ์ที่ต้องการเจาะเข้าไปในตลาดยุโรป โดยเฉพาะในประเทศอังกฤษ

Jingdong (JD.com)

เป็นอีกแบรนด์ใหญ่ของจีนที่ได้ก้าวขึ้นมาเป็นคู่แข่งอันดับหนึ่งของ Alibaba สำหรับช่องทางเว็บอีคอมเมิร์ซ ปัจจุบันถือว่าเป็นแบรนด์ค้าปลีกที่มาแรงที่สุดแห่งหนึ่งของจีน และสามารถทำมูลค่าสูงสุดติดเข้ามาติดใน Top10 อันดับเป็นครั้งแรก

การเติบโตของ Jingdong ทำให้ได้รับการสนับสนุนจากยักษ์ใหญ่ของจีนอย่าง Tencent หนึ่งในบริษัทที่รวยที่สุดของจีน คู่คี่มากับ Aliaba

สำหรับการลงทุนและขยายธุรกิจของ Jingdong คล้ายคลึงกับ Amazon โดยมุ่งที่การลงทุนในด้านระบบ Logistics การมีคลังสินค้าของตนเอง ไปจนถึงการพัฒนาเทคโนโลยีและการวางแผนทางตลาด โดยเข้าร่วมกับกลุ่มทุนแบบ Third Party ในหลายประเทศทั่วโลก

อย่างไรก็ตามในปีที่ผ่านมาถือว่าเป็นช่วงยากลำบากของ Richard Liu ผู้ก่อตั้งบริษัท ที่ถูกจับกุมตัวจากคดีคุกคามทางเพศในสหรัฐอเมริกา

Suning

อันดับที่สาม ซึ่งมาแรงไม่น้อย Suning เป็นหนึ่งในบริษัทยักษ์หลับของจีนที่สามารถผงาดขึ้นมาอยู่ใน 50 อันดับแรก โดยพุ่งขึ้นมาอยู่ในอันดับที่ 30 ของโลก

ความสำเร็จอย่างหนึ่งของพวกเขาก็คือ การมุ่งพัฒนาการค้าปลีกอัจฉริยะ หรือทางด้าน Smart Retail เพิ่มขึ้น

โดยสรุปแล้ว หากจัดเฉพาะอันดับของแบรนด์จีนทั้งสามที่ผงาดคิด Top 50 อันดับของแบรนด์โลก จะได้แก่

  • Alibaba อันดับ 3
  • JD.com อันดับ 7
  • Suning อันดับ 30

ด้านมูลค่าส่วนแบ่ง ทั้งสามบริษัทรวมกันแล้วคิดเป็น 12.7% ของทั้งหมดจาก 50 แบรนด์ยักษ์ใหญ่ของโลก แม้ว่ายังตามหลังแบรนด์ของสหรัฐอเมริกาที่ครองส่วนแบ่งมากกว่า 66% จากอันดับทั้งหมด

แต่ถึงอย่างนั้น ก็ถือว่าเป็นความสำเร็จที่น่าจับตามองสำหรับแบรนด์ยักษ์ใหญ่ของจีนที่กำลังขยายธุรกิจในด้านนี้ และกำลังรุกเข้ามาในประเทศไทยและอาเซียนมากขึ้นทุกที

===============================================

สามารถติดตามเรา PSO ( Passive Selling Online ) ได้หลายช่องทางดังนี้

Facebook Page: passivesellingonline

LINE: คลิกที่รูป หรือค้นหา @psocourse (อย่าลืมใส่เครื่องหมาย @)


9 ปัญหาที่คนมักเข้าใจผิดเกี่ยวกับ SEO

9 ปัญหาที่คนมักเข้าใจผิดเกี่ยวกับ SEO

9 ปัญหาที่คนมักเข้าใจผิดเกี่ยวกับ SEO

เคยสงสัยกันหรือไม่ครับว่า สร้างเว็บไซต์ จ้างทำ SEO แต่ทำไมคนเข้าดูไม่ได้ตามเป้า เว็บเรายังมีอันดับใน Google ต่ำอยู่ ทั้งที่ผ่านไป 5-6 เดือนแล้ว แถมพอหยุดทำ คราวนี้เว็บกระเด็นหายไปเลยก็มี

วันนี้ ตั้งหลักออนไลน์จึงรวม 9 ปัญหาที่คนมักเข้าใจผิดเกี่ยวกับ SEO เพื่อที่เราจะได้ไม่ตกหลุมพรางแล้วจะได้ตั้งเป้าหมายกันใหม่ครับ

1.SEO ไม่ได้การันตีอันดับบน Google

อ้าว ถ้าแบบนั้นแล้วจะมีจ้างทำไม ต้องอธิบายก่อนว่า การทำ SEO ไม่ได้ช่วยให้ติดอันดับบน Google Ranking ได้ทันทีครับ โดยส่วนมากแล้วเราพบว่าการแข่งขันที่รุนแรงในบางสินค้าและบริการ กับเว็บเพจจำนวนมากที่มี Content ไม่มากนัก แถมยังมีการอัพเดทค่อนข้างน้อย (แค่ 1-3 ครั้งต่อเดือน) ก็ทำให้โอกาสที่จะมีอันดับสูงมันยากไปด้วย ดังนั้นส่วนใหญ่การทำ SEO จึงต้องการเวลาอย่างน้อย 3-6 เดือน ในการติดอันดับบนหน้าแรก

ที่สำคัญคือ ใครก็ทำได้ ขอเพียงมีเครื่องมือ และมีความรู้ การแข่งขันจึงมากเป็นธรรมดา

2.SEO ไม่ได้การันตียอดขายบนออนไลน์เสมอไป

สำหรับเว็บที่มุ่งทำธุรกิจบนออนไลน์ มีความจำเป็นต้องทำการตลาดด้วยโฆษณาเพื่อให้การเข้าถึงผู้บริโภคเพิ่มมากขึ้นก็จริง แต่สิ่งที่ปรากฏคือ หลายครั้งมันก็ไม่ได้การันตียอดขายเสมอไป เพราะบางครั้งกลายเป็นว่ากลุ่มเป้าหมายที่ต้องการให้เข้ามานั้น ไม่ใช่กลุ่มลูกค้าหลักของสินค้าและบริการที่เรามีอยู่นั่นเอง

3.อัด Keyword มากไป โดนตัดคะแนน

การทำ SEO จะให้ได้ผลหรือไม่นั้น ไม่ได้แปลว่าการใส้ Keyword เข้าไปมากๆคือคำตอบ เพราะตัวจับของ Google ก็ไม่ได้โง่ แถมยังปัดคะแนนให้ลดต่ำลงด้วย ถ้าหากใส่ Keywords มากเกินไปใน Content

สำหรับแนวคิดการแท็กหรือใส่ Keywords หลักเข้าไปมากๆ เรียกว่า Keyword Density” หรือก็คือ “การใช้ความหนาแน่นของคีย์เวิร์ด” เคยเป็นกลยุทธ์หลักข้อหนึ่งที่คนทำ SEO และเจ้าของเว็บไซต์มักนำมาใช้ สาเหตุเพราะมีการคิดกันว่าวิธีนี้จะช่วยดันอันดับของเว็บไซต์หรือเพจให้ขึ้นบนหน้าแรกของ Google ได้อย่างรวดเร็ว

แต่ในเวลานี้โลกเปลี่ยนแปลงไปแล้ว การเน้น Keyword Density” ไม่ได้เป็นตัวการันตีว่าเว็บไซต์ของคุณจะติดหน้าแรกของ Google ได้นานๆหรือยั่งยืนอีกต่อไปแล้วครับ สาเหตุสำคัญมาจากการเปลี่ยนแปลงอัลกอริธึมของ Google และการฟีดหน้าจอของ Facebook ที่มีความสามารถในการจับคำและเนื้อหาได้ดีขึ้น รวมถึงการจำกัดคำหลักต่อเนื้อหา 500 คำ ให้ลดน้อยลงไปด้วยนั่นเอง

           

4.จ่ายมาก ก็ไม่ได้แปลว่าจะช่วยดันให้อยู่อันดับสูงๆ

การจ่ายค่าโฆษณา หรือค่าทำ SEO ก็ไม่ได้การันตีว่าจะช่วยนำความสำเร็จมาให้เสมอไป ขึ้นอยู่กับประเภทของเว็บไซต์และธุรกิจของคุณด้วย ซึ่งก็เกี่ยวข้องกับแบรนด์ของคุณเองเช่นกันว่าเข้มแข็งแค่ไหน ซึ่งสุดท้ายแล้ว มันอยู่ที่ Content ของเว็บเราด้วยว่า น่าสนใจและน่าเชื่อถือขนาดไหน

5.Backlinks ใส่มาก ก็ใช่ว่าจะดี

การมี Backlinks นั้น โดยแท้แล้วจะมีคุณค่าก็ต่อเมื่อเป็น Backlinks แบบธรรมชาติ

แต่ที่พบคือ บางเว็บไซต์พยายามทำทุกอย่างเพื่อให้ได้ Backlinks ไปจนถึงสแปมหรือนำไปแชร์ในกลุ่มและเว็บไซต์ที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับสินค้าและบริการของเราเลย ก็อาจจะทำให้เกิดเป็นกระแสด้านลบกลับมาแทนได้ ซึ่งตัวอย่างของพวกที่ทำด้านนี้แล้วถูกโจมตีมากก็คือเว็บขายเครื่องสำอาง ขายครีมต่างๆ เป็นต้น

6.URL ไม่สื่อความหมายเท่าไหร่

เป็นข้อที่มีขีดจำกัด เพราะเว็บไซด์ส่วนมากจะยิง ID ในแบบ Dynamic Page ซึ่งรูปแบบนี้สำหรับตัวค้นหา Search Engine จะไม่ชอบ

ทางแก้คือ เราสามารถแก้ไข URL ให้มีความสัมพันธ์และมีความหมายได้เช่นกัน

7.Meta Tag เป็นเรื่องดี แต่ถ้าไม่ตรงเนื้อหาก็ไม่ช่วย

Meta Tag หรือการใส่ข้อความด้านล่างจากชื่อของลิ้งก์หรือหัวเรื่องของเราที่จะมองเห็นบน Google เป็นเรื่องที่จำเป็นต้องทำ เพราะช่วยเพิ่มคะแนนสำหรับ SEO ได้ดียิ่งขึ้น

แต่ปัญหาคือ บางครั้ง Meta Tag ที่ทำออกมานั้น ไม่สื่อเนื้อหาตรงกับในเว็บเท่าไหร่ ที่สำคัญคือการฝืนทำมากเกินไป ก็อาจจะทำให้ความน่าเชื่อถือของเว็บเราเสียหายไปด้วยเหมือนกัน

8. ทำเว็บ Flash Site ได้ความสวย แต่ SEO ไม่อ่าน

แน่นอนว่า ทำเว็บ Flash มันช่วยเพิ่มความสวยงามของเว็บ แต่ Search Engine มันอ่านไม่ได้

เพราะฉะนั้นคนที่ชอบทำ เพราะหวังว่าเว็บสวยแล้วจะส่งผล ต้องบอกว่า ไม่เกี่ยวนะครับ

9.เน้นแชร์ทางโซเชียลมากๆ ก็ไม่ได้การันตียอดวิวเสมอไป

ทำเว็บ ทำ Content แล้วแชร์ออกไปบนโซเชียล เช่น Facebook ก็เป็นเรื่องดี และจำเป็นเหมือนกันครับ เพราะช่วยเพิ่ม Engage แต่ในขณะเดียวกัน บางครั้งการแชร์มากๆอาจจะส่งผลลบแทน เพราะเมื่อหลายคนเห็นเนื้อหาเดิมๆซ้ำไปมา คนก็เบื่อ แถมยังมีกรณีที่ตับจับของ Facebook จับการแชร์เหล่านั้นแล้วไปแบนล็อคอินที่แชร์เนื้อหาบ่อยๆไปด้วย

โดยสรุป

อันที่จริงยังมีปัญหาและความเข้าใจผิดอีกจำนวนไม่น้อยทที่พบบ่อยเกี่ยวกับการทำ SEO โดยเฉพาะในยุคนี้ที่การแข่งขันรุนแรง และระบบค้นหาของ Google มีการปรับเปลี่ยนอยู่ประจำ

 ดังนั้นแม้ว่า SEO จะมีความจำเป็น แต่ก็ควรผสมผสานไปกับการทำ Content ที่จะตอบโจทย์ผู้ค้นหา และการทำโฆษณาที่เหมาะสมประกอบไปด้วยครับ

===============================================

สามารถติดตามเรา PSO ( Passive Selling Online ) ได้หลายช่องทางดังนี้

Facebook Page: passivesellingonline

LINE: คลิกที่รูป หรือค้นหา @psocourse (อย่าลืมใส่เครื่องหมาย @)


ปัญหา ทำเว็บขายของ แต่ไม่ขึ้นอันดับบน Google

ปัญหา ทำเว็บขายของ แต่ไม่ขึ้นอันดับบน Google

ปัญหา ทำเว็บขายของ แต่ไม่ขึ้นอันดับบน Google

มีปัญหากันหรือไม่ สำหรับเจ้าของกิจการที่ต้องการขยายธุรกิจมาขายของบนออนไลน์เพิ่ม แล้วเริ่มมาพบว่า คนไม่ค่อยเข้าเว็บไซต์ของเราเท่าไหร่ ซึ่งพอเจาะสาเหตุแล้ว พบว่าเว็บของเราไม่สามารถทำอันดับที่ดีบน Google ได้เลย ทั้งที่บางรายก็พยายามซื้อโฆษณาก็แล้ว ทำ SEO ก็แล้ว

ปัญหาเหล่านี้ พบบ่อยทั้งกับกิจการที่มีเว็บไซต์หลักของตัวเองอยู่แล้ว หรือเพิ่งเริ่มทำขึ้นใหม่ ยิ่งถ้าเป็นกิจการที่พยายามกระตุ้นยอดขายผ่านทางออนไลน์ ท่านอาจจะพบว่ามันไม่รุ่งเท่าที่ควร วันนี้ทางตั้งหลักออนไลน์เลยจะพามาดูว่า ปัญหายอดนิยมที่พบบ่อยสำหรับกรณีนี้ มีอะไรบ้างครับ

เว็บเนื้อหาไม่อัพเดท

ต้องถามย้อนว่า เราอัพเดทเนื้อหาหรือ Content ครั้งล่าสุดเมื่อไหร่

อันที่จริงแล้ว ไม่ได้แปลว่าการไม่อัพเดทเลยจะเป็นปัญหาใหญ่เสมอไป เพราะถ้าเป็นกิจการที่ปั้นขึ้นมาจนมีการค้นหาบนหน้า Google อยู่ในหน้าแรกสุดเป็นเวลาหลายปีอยู่แล้ว หรือว่ากิจการของเราเป็นตัว TOP ในสินค้าและบริการประเภทของตนเอง ต่อให้ไม่ได้มีการขยับอัพเดท Content อะไรเป็นิเศษ แต่เราก็จะพบว่าเว็บของเรายังมีการค้นหาอยู่ในอันดับแรกๆของ Google ซึ่งนั่นก็เพราะเนื้อหาที่มีคุณภาพ มีการอ่านซ้ำบ่อยครั้ง

แต่ในการแข่งขันของเว็บที่ทำเพื่อเชิงพาณิชย์ ต้องยอมรับว่ามีการเบียดแย่งอันดับกันใน Google อยู่ตลอด ซึ่งถ้าเราชะล่าใจ ไม่ยอมอัพเดทอะไรเลย ก็มีสิทธิที่จะเสียอันดับต้นๆที่เราครองอยู่ในหน้าแรกไปได้เหมือนกัน โดยเฉพาะธุรกิจในครัวเรือนที่สินค้ามีคู่แข่งมาก หรือแบรนด์ของคุณยังไม่ได้ติดตลาดมากพอ

เว็บไซต์พัง โหลดช้า

ที่จริงแล้ว นี่เป็นลิสต์ข้อแรกๆที่ต้องดูก่อนเรื่องอื่น

มีบางกรณีที่เว็บไซต์พังหรือโหลดช้า ส่งผลต่อความน่าเชื่อถือของเว็บเองด้วย (Google นำข้อนี้มาคำนวณ) ตัวอย่างเช่น หัวข้อหรือลิ้งก์ในหน้าเว็บไซต์ของคุณพอกดเข้าไปแล้วมันกลับไปต่อไม่ได้ เว็บหาย หรือโหลดช้า โดยสาเหตุมีหลายประการ เช่น เพราะใช้ภาพใหญ่หรือทำกราฟฟิกมากเกินไป มีคลิปวีดีโอเยอะ แต่พื้นที่น้อย ทั้งหมดนี้เป็นปัญหาด้านเทคนิคที่ต้องคำนึงเป็นอันดับแรกสุดเสมอ และควรแก้ไขแต่เนิ่นๆ นั่นเพราะอาจจะทำให้เสียโอกาสทางการตลาดและการขายไปแล้ว

เนื้อหา Content ไม่สอดคล้องกับ Keywords

เราทำเว็บขายอะไร ต้องการสื่ออะไรถึงลูกค้า แต่ถ้า Content ของเว็บเรามันไม่ได้ครอบคลุมหรือมี Keywords ที่เกี่ยวข้องมากพอ ก็อาจจะส่งผลต่อการค้นหาของ Google เช่นกัน

มีบางกรณี บางเว็บพยายามที่จะใช้ Keywords ที่วุ่นวายเกินไปและไม่ได้ตอบโจทย์ความสนใจของผู้คน ก็เป็นไปได้ที่จะไม่พบเว็บของเราอยู่ในอันดับแรกๆ

ถ้าคุณขาดสินค้าอะไร ก็เน้นให้ตอบโจทย์ของสินค้าและบริการนั้น

ลิ้งก์เปลี่ยน หรือลิ้งก์หาย

กรณีนี้ ต้องตรวจสอบว่า เว็บไซต์ของเราได้ Backlink เข้ามาใหม่ หรือมีการเปลี่ยนแปลง หรือถึงขั้นหายไปเลยหรือไม่

สำหรับเครื่องมือของ Google สามารถช่วยตรวจสอบในกรณีเหล่านี้ได้ เช่น การใช้ Google Search Console เป็นต้น

Clickbait มากไป เสียความน่าเชื่อถือ

เป็นความผิดพลาดที่เกิดขึ้น หากว่าคนทำเว็บไซต์หรือคนทำ SEO บางรายจงใจทำพาดหัวเรื่องประเภท Click Bait หรือการเรียกร้องดราม่าและประเด็นแรงๆมากเกินไป แล้วใช้วีแชร์ไปตามกลุ่มต่างๆในโซเชียล เพื่อหวังจะเรียกให้คนเข้ามาอ่านมากๆ บางครั้งมันส่งผลเสียมากกว่าผลดีนั่นเอง

หรือสรุปง่ายๆว่า พอคลิกเข้าไปดูแล้ว มันไม่ได้ให้ข้อมูลหรือสิ่งที่คนค้นหาต้องการ แถมบางครั้งเป็นการ Copy & Paste ข่าวดราม่ามาตัดแปะอีก ซึ่งถ้าทำบ่อยๆ มีสิทธิที่ Google จะตัดคะแนนของเว็บไซต์เราครับ 

===============================================

สามารถติดตามเรา PSO ( Passive Selling Online ) ได้หลายช่องทางดังนี้

Facebook Page: passivesellingonline

LINE: คลิกที่รูป หรือค้นหา @psocourse (อย่าลืมใส่เครื่องหมาย @)


E-Wallet กระเป๋าเงินออนไลน์ ธุรกิจไทยต้องเตรียมพร้อมในปี 2019

E-Wallet กระเป๋าเงินออนไลน์ ธุรกิจไทยต้องเตรียมพร้อมในปี 2019

E-Wallet กระเป๋าเงินออนไลน์ ธุรกิจไทยต้องเตรียมอะไรบ้างในปี 2019

วันนี้ตั้งหลักออนไลน์จะพามาดูกันว่า สำหรับระบบกระเป๋าเงินออนไลน์ E-Wallet ซึ่งเป็นช่องทางสำคัญสำหรับอนาคตและธุรกิจของไทยต่อไปนั้น มีอะไรที่ผู้ประกอบการไทยต้องอัพเดทกันบ้าง

ธนาคารและหน่วยงานเริ่มใช้แอพกระเป๋าเงินออนไลน์ 

หลายคนคงเริ่มรู้จักกระเป๋าเงินออนไลน์ของเจ้าใหญ่อย่าง True-Wallet แต่ทราบหรือไม่ว่า ในเวลานี้มีบริการของทางธนาคารและหน่วยงานหลายแห่ง ที่เปิดแอพของตัวเองเช่นกัน

ตัวอย่างเช่น ธนาคารไทยพาณิชย์ เปิดให้บริการแอพ “แม่มณี” ที่ร่วมกับทาง WeChat Pay สำหรับให้บริการกระเป๋าเงินออนไลน์

หรือ ไปรษณีย์ไทย ที่เปิดบริการ [email protected] ซึ่งเป็นแอพสำหรับสำหรับใช้แทนเงินสด สามารถโอนเงิน ชำระค่าสินค้าหรือบริการไปรษณีย์ รวมถึงบิลต่าง ๆ ได้อย่างรวดเร็ว ปลอดภัย ใช้งานได้ตลอด 24 ชั่วโมง

นอกจากนี้ ยังมีบริการของ Truewallet ซึ่งเชื่อว่าจะถูกออกแบบให้มีการใช้งานที่ครอบคลุมหลากหลายมากขึ้นในเร็วๆนี้เช่นกัน

แอพต่างๆ ใช้งานง่ายๆด้วยมือถือหนึ่งเครื่อง

มีโมเดลของประเทศจีน ที่พยายามทำแพลตฟอร์มสำหรับรองรับการใช้งานบนมือถือให้ได้มากที่สุด โดยเฉพาะในยุคที่ทุกคนในโลกแทบจะติดโซเชียลมีเดียบนมือถือ และต่างก็มีมือถือใช้งานติดตัวกันหมดแล้ว ดังนั้นรูปแบบการทำงานของแอพต่างๆที่จะพัฒนาขึ้นต่อจากนี้ ก็มีแนวโน้มที่จะเน้นการใช้งานได้ง่าย สะดวก รวดเร็ว และเชื่อมต่อกับมือถือได้

เพราะสำหรับหลายคนแล้ว แอพบางประเภทกำลังกลายเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันไปทุกขณะ ไม่ว่าจะเป็นแอพของธนาคาร สำหรับใช้โอนเงิน ชำระเงิน หรือ กระเป๋าเงินออนไลน์ที่เชื่อมต่อกับอีคอมเมิร์ซ เพื่อสั่งซื้อสินค้า เป็นต้น

ใครก็สามารถเปิดร้านค้าออนไลน์ได้

เนื่องจากแม้แต่แพลทฟอร์มใหญ่ที่ผู้คนนิยมใช้งานกัน เช่น Facebook Google ก็มีการเพิ่มฟีเจอร์เพื่อรองรับสำหรับธุรกิจและการค้าขายทางออนไลน์ ให้สะดวกยิ่งขึ้น เช่น Marketplace หรือ การเพิ่มปุ่มสำหรับติดต่อร้านค้าได้โดยตรงกับ Google Map เป็นต้น

ดังนั้นนี่จึงเป็นยุคที่ ใครก็สามารถเปิดหน้าร้านขายของบนอินเทอร์เน็ตได้ ขอเพียงขยันมากพอ

Content ทำได้หลายช่องทาง

มีรายงานว่า คลิปวีดีโอ กำลังเป็น Content ที่ได้รับความนิยมในการรับชมสูงสุดบนโลกโซเชียล ในขณะที่ Content ประเภท ข้อเขียน บทความ มีจำนวนมากที่สุด

แต่ที่น่าสนใจคือ ใครก็สามารถผลิต Content เพื่อการตลาดได้ ไม่จำเป็นต้องมีสถานะของสื่อหรือเป็นนายทุนใหญ่เท่านั้นเสมอไป อยู่ที่ว่าจะสามารถสร้าง Content ที่ดึงดูดและน่าสนใจได้มากน้อยแค่ไหน และใช้ช่องทางไหนที่จะเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้อย่างเหมาะสม

จะเห็นว่า หากเราย้อนกลับไปในช่วงเวลา 5-6 ปีที่ผ่านมา ทิศทางของการทำธุรกิจบนอินเทอร์เน็ต ยังเต็มไปด้วยการตั้งคำถาม แต่เวลานี้มันกลายเป็นสิ่งที่จำเป็นต้องทำ และทุกธุรกิจต้องปรับตัวไปแล้ว

===============================================

สามารถติดตามเรา PSO ( Passive Selling Online ) ได้หลายช่องทางดังนี้

Facebook Page: passivesellingonline

LINE: คลิกที่รูป หรือค้นหา @psocourse (อย่าลืมใส่เครื่องหมาย @)


เคล็ดลับการตลาดออนไลน์ ทำไมควรตั้งกลุ่ม Facebook Group

เคล็ดลับการตลาดออนไลน์-ทำไมควรตั้งกลุ่ม-Facebook-Group

เคล็ดลับการตลาดออนไลน์ ทำไมควรตั้งกลุ่ม Facebook Group

การตั้ง Facebook Group เป็นอีกกลยุทธ์การตลาดออนไลน์ที่เวลานี้หลายคนเริ่มใช้กัน รวมถึงเพจชื่อดังบางแห่งก็เริ่มใช้กันมากขึ้น ทีนี้หลายคนอาจมีคำถามว่า จำเป็นต้องตั้ง Facebook Group จริงหรือไม่ วันนี้ทางตั้งหลักออนไลน์จะมาแนะนำเคล็ดลับให้คนที่เริ่มสนใจกันครับ

ตั้งกลุ่ม Facebook Group เพื่อสร้าง Community

กลยุทธ์ตั้งหลุ่ม หรือการเปิด Group มีหลายเป้าหมาย ซึ่งไม่เพียงแต่เป็นการรวมฐานผู้บริโภค กลุ่มแฟนคลับ ผู้มีความชอบและสนใจในสิ่งคล้ายกัน ยังมีลักษณะการตั้งกลุ่มหลังจากงานอีเวนท์ต่าง ๆ เพื่อสร้าง Connection ที่เชื่อมต่อกันด้วย

ซึ่งเรื่องนี้จะช่วยประโยชน์ให้การตลาดบนโซเชียลได้ดีกว่าแค่การยิงแอดโฆษณา หรือ แค่การแชร์ Content เพื่อทำการตลาดทางออนไลน์เท่านั้น แต่มันมีส่วนช่วยให้เราสามารถเข้าถึงผู้บริโภคและลูกค้า หรือกระทั่งผู้ที่เคยร่วมในงานอีเว้นท์ต่าง ๆ ให้เข้าร่วมในอีเว้นท์ต่อไปได้ นอกจากนี้ยังสามารถใช้สำหรับการแจ้งข่าวสารและโปรโมชั่นต่าง ๆ ได้โดยตรง

ที่สำคัญคือไม่เพียงแต่เป็นการสร้าง Connection ส่วนตัวของเราเองซึ่งก็จะทำให้มีคนได้ประโยชน์เพียงฝ่ายเดียวเท่านั้น แต่เป็นการสร้าง Community เพื่อสร้างความสัมพันธ์ของกลุ่มคนให้แน่นแฟ้นขึ้นอีกด้วยครับ การทำรูปแบบนี้ก็ทำให้คนใน Community รู้สึกอยากจะเข้าร่วม มีการโต้ตอบคอมเม้นท์ การแชร์ และอื่น ๆ โดยไม่ได้รู้สึกว่าในกลุ่มเหล่านั้นมุ่งแต่การขายเสมอไป นี่จึงเป็นอีกรูปแบบการทำตลาดแบบธรรมชาติที่ดีและจำเป็นมาก

ตั้งกลุ่ม Facebook Group มีอิสระในการสร้างแบรนด์ของเราเอง

หลายคนคิดจะเข้าไปในกลุ่มคนอื่นเพียงอย่างเดียว แต่ที่จริงแล้ว เราสามารถสร้างกลุ่มได้เองตามความต้องการ ไม่ว่าจะเพื่อประโยชน์ระยะสั้น หรือเพื่อโจทย์ของแผนธุรกิจในระยะยาว ที่สำคัญคือ กลุ่มเป็นการสะท้อนแนวคิดของเราเองโดยไม่ต้องกลัวว่าจะซ้ำกับแบรนด์อื่นในโลก เพราะเราจะมีอิสระที่จะสามารถทำอะไรก็ได้ในแนวทางของเรา แล้วทดลองการตลาดไปด้วย ที่สำคัญคือสามารถดึงคนจากกลุ่มอื่นเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของเราได้

ช่วยประเมินความเสี่ยงก่อนจะเปิดตัวผลิตภัณฑ์

เป็นรูปแบบหนึ่งที่พวก Start-Up และการระดมทุน Crowd-sourcing ที่นิยมใช้กันมากในต่างประเทศ เพราะในยุคที่การแข่งขันทำตลาดบนโลกออนไลน์รุนแรงขึ้นทุกวันนั้น การพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ ก็มีทั้งความเสี่ยง การหาสปอนเซอร์ และความสนใจของผู้บริโภคด้วย การตั้งกลุ่ม Facebook Group ก็เป็นอีกรูปแบบหนึ่งที่จะช่วยประเมินความเสี่ยงดังกล่าว

ซึ่งอันที่จริง รูปแบบนี้มักจะนิยมเปิดกลุ่มกันก่อนหน้าจะเปิดตัวผลิตภัณฑ์หรือบริการใด ๆ อย่างน้อยชั่วระยะหนึ่งเพื่อให้มีเวลาได้ทดลองทำตลาดและรวมกลุ่มผู้สนใจ ไปจนถึงสร้างฐานแฟนคลับไว้ก่อน หรือเรียกว่าเป็นช่วง Beta Testing ก็ได้

แล้วที่สำคัญก็คือ หลังจากนั้นแล้วยังสามารถเปลี่ยนกลุ่มนี้ให้เป็นกลุ่มที่ช่วยโปรโมทผลิตภัณฑ์ได้อีกด้วยครับ แต่ในกรณีที่ผลิตภัณฑ์นั้นต้องการให้เป็นความลับ อาจจะไม่เหมาะนัก

ทุกคนต่างก็อยู่ในกลุ่ม Facebook Group ที่หลากหลายอยู่แล้ว

เพราะทุกวันนี้ คน ๆ หนึ่งต่างก็กระจายตัวกันอยู่ในกลุ่มต่าง ๆ อยู่แล้ว การตั้ง Facebook Group จึงมีความหลากหลายที่ไม่ได้มีข้อจำกัดตายตัวว่า ในแต่ละกลุ่มจะต้องดึงเฉพาะคนที่มีความชอบหรือสนใจในเฉพาะเรื่องนั้นให้เข้ามาในกลุ่มเท่านั้น แต่ยังสามารถขยายขอบเขตความสนใจออกไปได้ด้วย

ในแง่นี้ เราอาจจะสามารถทำการตลาดบน Facebook Group หรือสามารถขยายฐานลูกค้าออกไปได้อย่างคาดไม่ถึงเช่นกัน

โดยสรุปแล้ว จะเห็นได้ว่าแต่ละข้อไม่ใช่เรื่องยากพิสดารเลย เพราะหลายคนก็ทำอยู่ก่อนแล้ว เช่น การตั้งกลุ่ม Line แต่ปัญหาที่พบบ่อยคือ กลุ่มดังกล่าวมักมีลักษณะที่ คนโพสก็โพสอย่างเดียว แต่ขาดการโต้ตอบ ถ้าไม่ใช่เรื่องที่มีผลประโยชน์ ซึ่งการทำ Facebook Groups ที่มีลักษณะของ Community ที่สามารถดูย้อนหลังได้ไม่ยาก จึงมีประโยชน์มากกว่าครับ

===============================================

สามารถติดตามเรา PSO ( Passive Selling Online ) ได้หลายช่องทางดังนี้

Facebook Page: passivesellingonline

LINE: คลิกที่รูป หรือค้นหา @psocourse (อย่าลืมใส่เครื่องหมาย @)


เมื่อธุรกิจออนไลน์ และ อีคอมเมิร์ซ ยังไงก็ต้องมา ในไทยเติบโตมูลค่า 1.2 แสนล้านบาท

เมื่อธุรกิจออนไลน์-และ-อีคอมเมิร์ซ-ยังไงก็ต้องมา-ในไทยเติบโตมูลค่า-1.2-แสนล้านบาท

เมื่อธุรกิจออนไลน์ และ อีคอมเมิร์ซ ยังไงก็ต้องมา ในไทยเติบโตมูลค่า 1.2 แสนล้านบาท

มีคำถามหนึ่งที่ทีมงาน ตั้งหลักออนไลน์ ได้รับมาบ่อยมากก็คือ

“ยุคนี้ขายของออนไลน์ยังไปรอดไหม”

“จะเริ่มตั้งหลักขายของออนไลน์ยังไงดี” (สมกับชื่อทีมงานเราเลย)

“ธุรกิจอีคอมเมิร์ซจะโตได้ไหม”

คำถามเหล่านี้เป็นเรื่องปกติครับ เพราะในช่วงหลังมานี้เราจะได้ยินคนพูดถึงกันมากขึ้นว่า “เราต้องเปิดขายของออนไลน์ หรือ ถ้ามีธุรกิจก็ต้องขยายช่องทางมาทำอีคอมเมิร์ซเพิ่มเติม”

หรือเรียกง่าย ๆ ว่าควรต้องเปิดหน้าร้านค้าบนโลกออนไลน์เพิ่ม เพราะเวลานี้ต้องยอมรับว่าเราจะขายของหรือบริการของเราแค่หน้าร้านทั่วไปแบบออฟไลน์ มันอาจจะไม่เพียงพอแล้วก็เป็นได้

แต่ถามว่า มันจะรุ่งได้จริงหรือไม่ เพราะหลายคนที่เริ่มเข้ามาจับธุรกิจบนออนไลน์ตรงนี้ก็อาจจะพบว่ามันไม่ง่ายอย่างที่คิด อีกทั้งยังมีการแข่งขันที่รุนแรงด้วย

ก่อนจะกังวล เรามีข้อมูลและสถิติการใช้งานอินเทอร์เน็ตของคนไทย และแนวโน้มในการเติบโตตรงนี้มาให้พิจารณากันครับ แล้วท่านอาจจะพบว่า ถึงเราไม่ทำ คนอื่นเขาก็ทำ แล้วยังไงอีคอมเมิร์ซก็ต้องมาอยู่ดีครับ

ธุรกิจออนไลน์ และ อีคอมเมิร์ซในไทย ยังคงเติบโต

มีรายงานจาก Statita ที่สำรวจว่า จนถึงไตรมาสที่ 3 ของปี 2018 ในประเทศไทย ธุรกิจออนไลน์ หรือ ธุรกิจอีคอมเมิร์ซมีมูลค่าทั้งสิ้นราว 3,757 ล้านเหรียญสหรัฐ

และคาดว่าภายในปี 2018-2023 จะมีการเติบโตขึ้นอีกราว 11.2%

รายงานยังบ่งชี้อีกว่า ภายในสิ้นปี 2023 ธุรกิจออนไลน์ในไทยจะมีมูลค่าไปแตะอยู่ที่ 6,384 ล้านเหรียญ

แล้วยังมีการคาดการณ์ว่า ประเภทของธุรกิจออนไลน์ที่มีส่วนแบ่งการตลาดและการเติบโตมากที่สุด คือกลุ่มสื่อบันเทิง และสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งจะมีมูลค่ากว่า 1,043 ล้านเหรียญสหรัฐ

มีการวิเคราะห์ว่า ปัจจัยหนึ่งมาจากพฤติกรรมของผู้บริโภค ที่มีการเปลี่ยนไปเสพข้อมูลข่าวสาร และ Content ต่าง ๆ บนช่องทางออนไลน์และโซเชียลมีเดียแทน รวมถึงการเลือกซื้อสินค้าประเภทอิเล็กทรอนิกส์ก็มีการใช้จ่ายผ่านทางออนไลน์มากขึ้น

ส่วนอันดับอื่น ๆ ก็ตามมาด้วยกลุ่มเครื่องสำอาง อาหาร ผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับสุขภาพ สกินแคร์ เสื้อผ้า แฟชั่น และ สินค้าประเภทไลพ์สไตล์

คนไทยใช้อินเทอร์เน็ตกว่า 82% จากทั้งประเทศ

มีรายงานจาก wearesocial ระบุว่าประชากรไทยกว่า 69 ล้านคน มีสถิติการใช้งานอินเทอร์เน็ตมากกว่า 57 ล้านคน โดยแบ่งเป็นผู้อยู่อาศัยในเขตเมืองมากกว่า 53% หรือประมาณ 82% ของประชากรทั้งหมด

สำหรับผู้ใช้งาน Active บนแอพลิเคชั่นโซเชียลมีเดียต่าง ๆ นั้น เวลานี้มีอยู่ที่ประมาณ 51 ล้านคน หรือคิดเป็น 74% ของประชากรทั้งหมด

ธุรกิจอีคอมเมิร์ซ ยังไงก็ต้องมา ไทยเติบโต 1.2 แสนล้านบาท

อ้างอิงจาก wearesocial/digital-in-2018

เมื่อชีวิตประจำวันกำลังอยู่บนมือถือ

มีข้อมูลที่ระบุว่า จำนวนผู้ใช้งานบนมือถือของไทยในเวลานี้ สูงกว่า 55.56 ล้านคน หรือคิดเป็น 80% ของประชากรทั้งหมด

สำหรับผู้ใช้งาน Active ของโซเชียลมีเดียผ่านทางมือถือ สูงถึง 46 ล้านคน คิดเป็น 67% ของประชากรทั้งหมด

หลายสำนักวิเคราะห์ว่า มีสองปัจจัยที่เกื้อหนุน คือ คนไทยมีพฤติกรรมในการใช้งานโซเชียลมีเดียที่เปลี่ยนแปลงไป โดยมีการใช้งานบนมือถือมากที่สุด และเริ่มมีความมั่นใจการใช้อินเทอร์เน็ตเพื่อทำธุรกรรมทางออนไลน์กับสถาบันทางการเงินมากขึ้นด้วย ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการที่ธนาคารและสถาบันการเงินเองที่ปรับตัวมาใช้ระบบทางออนไลน์เพิ่มขึ้นนั่นเอง นอกจากนี้ยังรวมถึงร้านค้าต่าง ๆ ที่พยายามดันระบบการขายและการจ่ายเงินให้เข้ามาอยู่ในเว็บไซต์และหน้าแพลตฟอร์มของตัวเองมากขึ้น ซึ่งก็สามารถดาวโหลดมาใช้งานบนมือถือได้อย่างง่าย ๆ ด้วย

ดังนั้น ไม่ใช่ว่าเราต้องปรับตัวเข้ากับธุรกิจออนไลน์หรือแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ แต่สถานการณ์มันกลับกันเลยครับ เพราะไม่ว่าอย่างไร ต่อไปนี้อีคอมเมิร์ซก็จะต้องเข้ามาหาชีวิตประจำวันของคนไทยอยู่ดีครับ

===============================================

สามารถติดตามเรา PSO ( Passive Selling Online ) ได้หลายช่องทางดังนี้

Facebook Page: passivesellingonline

LINE: คลิกที่รูป หรือค้นหา @psocourse (อย่าลืมใส่เครื่องหมาย @)

กรกฎาคม 9, 2019

ข้อควรระวังการทำ Dropship สำหรับผู้เริ่มต้น

ข้อควรระวังการทำ Dropship สำหรับผู้เริ่มต้น

ข้อควรระวังการทำ Dropship สำหรับผู้เริ่มต้น

การทำ Dropship เป็นอีกหนึ่งกระแสที่มาแรง (แบบเงียบ ๆ) ซึ่งทางตั้งหลักออนไลน์เองก็เห็นว่าเป็นเรื่องดีสำหรับผู้เริ่มสนใจธุรกิจทางอินเทอร์เน็ตจะได้ เนื่องจาก Dropship เป็นโอกาสเริ่มต้นที่ดีสำหรับการเริ่นต้นทำตลาดทางออนไลน์ โดยเฉพาะผู้ค้าปลีกรายย่อย ซึ่งส่วนมากแล้วยังไม่ต้องการลงทุนสต็อกสินค้า หรือไม่อยากเสี่ยงเกินไป แล้วยังเป็นโอกาสของคนที่อยากมีรายได้เสริมด้วย

แต่ก็มีข้อควรระวังครับ ซึ่งสามารถพบได้ทั้งมือใหม่และผู้ที่มีประสบการณ์ เพราะการทำ Dropship ก็ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบเสมอไป แต่มีปัญหาและอุปสรรคเช่นกัน มาดูว่ามีอะไรบ้าง 

การทำ Dropship คืออะไร

หลายคนน่าพอจะทราบกันอยู่แล้วว่า การทำ Dropship ก็คือ การนำสินค้าของคนอื่นมาขายต่อ โดยไม่ต้องสต็อกสินค้า

ลักษณะของการขายแบบนี้ก็คือ เรามีสิทธิที่จะนำรูปภาพและรายละเอียดของสินค้าที่ปรากฏอยู่บนหน้าเว็บไซต์ของผู้ผลิตหรือโรงงาน แล้วนำไปเสนอขายต่ออีกที ซึ่งแน่นอนว่าเราในฐานะคนกลางก็สามารถบวกกำไรเข้าไปอยู่ในราคาของสินค้านั้น โดยที่เราไม่จำเป็นต้องส่งสินค้าหรือประกันสินค้านั่นเอง

จึงสรุปได้ว่า การทำ Dropship ก็คือการที่เราทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการนำสินค้าจากผู้ผลิตหรือจากโรงงานนำไปขายต่อโดยไม่จำเป็นต้อง Order สินค้าก่อน แล้วเราสามารถที่จะวางขายในช่องทางใดก็ตามกลุ่มเป้าหมายของลูกค้า โดยเฉพาะช่องทางอีคอมเมิร์ซครับ

ข้อดีของการทำ Dropship

ข้อดีมีหลายด้านครับ เพราะมันเป็นโอกาสให้คุณสามารถตั้งตัวได้ในระยะสั้นถึงปานกลาง โดยที่คุณแทบจะไม่ต้องมีเงินทุนมากนัก ขอแค่มีความตั้งใจและหมั่นศึกษาการทำตลาดด้านนี้เพิ่ม ก็สามารถเป็นเจ้าของร้านค้าได้แล้ว

ข้อดีคือมันไม่เหมือนการซื้อมาขายไปปกติ เราไม่จำเป็นต้องประกันสินค้าด้วยตนเอง สินค้ามักมีความหลากหลาย ถ้าเทียบกับการนำเข้าส่งออกทั่วไป ถือว่ามีความเสี่ยงต่ำ คุณไม่ต้องเสี่ยงสั่งสินค้ามาสต็อกไว้

แล้วอีกอย่างก็คือ เราสามารถเริ่มต้นธุรกิจได้ง่ายๆครับ

สำหรับกรณีของการทำ Dropship จากจีน สินค้าบางประเภทมีความหลากหลายสูงมาก และมีผู้ผลิตมากด้วย ต้องเลือกแต่ละรายให้ดีเช่นกันครับ

มีข้อควรระวังอะไรบ้างครับ

แน่นอนว่าทุกเรื่องมีสองด้านเสมอครับ การทำ Dropship ในหลายประเทศมีการแข่งขันที่รุนแรงมาก จึงต้องพิจารณา และวางแผนไว้ด้วย มาดูว่ามีอะไรบ้าง

1.ระยะยาวแล้วอาจจะไม่มั่นคงเท่าไร

ข้อด้อยหรือจุดที่ควรระวังก็คือ ในระยะยาวยิ่งเราทำไป มันก็คือการช่วยให้ธุรกิจของคนอื่นเติบโตขึ้น ซึ่งฝั่งเราเองอาจจะไม่ยั่งยืน ถ้าหากว่าเราผูกติดกับผู้ผลิตเพียงไม่กี่รายครับ เพราะในยุคนี้ใครก็สามารถเข้าถึงแหล่งผลิตกันได้

นอกจากนี้ ผู้ผลิตเองก็สามารถทำตลาดเองได้โดยไม่ต้องพึ่งพาเรา ถ้าหากว่าสินค้าหรือยี่ห้อของเขาติดตลาดขึ้นมา ในกรณีของการนำเข้าสินค้า ดังนั้นในระยะยาวแล้วอาจจะไม่ยั่งยืนเท่าไรนัก

2.ปัญหาเรื่องคุณภาพสินค้า

ข้อด้อยอีกเรื่องที่ต้องระวังคือ คุณภาพสินค้า ถ้าหากมาตรฐานตก เราก็อาจจะเสียความน่าเชื่อถือและฐานลูกค้าได้เหมือนกัน ซึ่งเป็นปัจจัยที่เราเองก็ควบคุมได้ยากครับ

3.คู่แข่งมาก เพราะทุกคนทำได้

เนื่องจากเป็นการทำตลาดที่ไม่ต้องมีการลงทุนอะไร นั่นก็ยิ่งทำให้มีโอกาสเพิ่มการแข่งขันที่รุนแรงไปด้วย โดยเฉพาะถ้าเจอกับร้านค้าคู่แข้งที่เขาสามารถทำโปรโมชั่น ส่วนลด และเข้าถึงลูกค้าได้ดีกว่าเรา หรือหาแหล่งผลิตสินค้าได้มีคุณภาพดีกว่าในกลุ่มสินค้าประเภทเดียวกัน

4.ควบคุมราคาราคาไม่ได้ 

ปัญหาข้อนี้มีแนวโน้มที่เริ่มพบกันมากขึ้น นั่นคือ การควบคุมราคา เราแทบจะทำไม่ได้เลย เพราะมันขึ้นอยู่กับเจ้าของโรงงานเป็นหลัก ยิ่งถ้าเป็นการทำ Dropship กับสินค้านำเข้าจากต่างประเทศ

แล้วถ้ามีการแข่งขันสูงจนเกิดการกดราคาสินค้าราคาประเภทนั้นให้ถูกลงมาก ในฐานะผู้ค้าปลีกรายย่อยแล้วเราก็แทบจะไม่เหลือกำไรด้วย เรียกว่าทำไปไม่คุ้ม

5.อาจทำให้เสียเวลาและความน่าเชื่อถือ

การทำ Dropship จะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อลูกค้ามี Order เข้ามาแล้วโอนเงินตามสั่ง ซึ่งเราก็จะโอนเงินให้กับผู้ผลิตหรือโรงงานเพื่อสั่งสินค้าอีกที หากว่าฝั่งโรงงานผิดนัดส่งสินค้า หรือสินค้ามีปัญหา เราก็เพียงแค่โอนเงินกลับให้ลูกค้าก็เท่านั้น

แต่ถ้าเจอปัญหาลักษณะนี้มาก ๆ มันก็จะส่งผลต่อความน่าเชื่อถือของเราได้เช่นกัน นอกจากนั้นมันก็เป็นเรื่องของการเสียเวลาด้วยครับ

โดยสรุปแล้ว การทำ Dropship ก็มีข้อควรระวังไม่น้อย เพราะมันแทบจะเป็นเหมือนการจับเสือมือเปล่า และอาจจะไม่เหมาะกับการทำระยะยาว แต่ถ้าหากเรามีช่องทางกระจายสินค้าที่ดี หรือมีฐานลูกค้าในกลุ่มสินค้าประเภทนั้นมาก มันก็ทำกำไรได้เช่นกัน และยังเป็นการเปิดโอกาสให้เราได้เริ่มต้นธุรกิจของตนเอง ไม่ว่าจะเป็นรายได้เสริม หรือธุรกิจส่วนตัว เหมาะสำหรับการรวบรวมเงินทุนระยะสั้นเพื่อใช้ต่อยอดด้วยครับ

===============================================

สามารถติดตามเรา PSO ( Passive Selling Online ) ได้หลายช่องทางดังนี้

Facebook Page: passivesellingonline

LINE: คลิกที่รูป หรือค้นหา @psocourse (อย่าลืมใส่เครื่องหมาย @)

>