Category Archives for "บทความ ทั่วไป"

โพสบนเพจ Facebook เพื่อเพิ่ม Engagement กี่ครั้งดี

โพสบนเพจ Facebook เพื่อเพิ่ม Engagement 

     การโพสบนเพจ Facebook เป็นหนึ่งในกลยุทธ์การปั้น Content เพื่อเพิ่มการมองเห็น หรือ Engagement ซึ่งเป็นวิธีที่ใช้กันทั่วไป แต่ก็ไม่ได้แปลว่าจะได้ผลที่ดีเสมอตลอด ตั้งหลักออนไลน์ จึงจะมาอัพเดทเรื่องของการโพสบนเพจว่า ควรใช้กี่ครั้งหรือโพสลักษณะไหนจึงจะช่วยเพิ่มการมองเห็นได้ดีที่สุด อย่างน้อยก็จากการอัพเดทข้อมูลล่าสุดครับ

     มีการอ้างอิงบทความจาก buffer.com เกี่ยวกับการสำรวจและวิเคราะห์ทางการตลาดบนโซเชียลมีเดีย และสถิติที่น่าสนใจ เกี่ยวกับการโพส Content บนเพจ Facebook ของบรรดาแบรนด์ชื่อดังมากกว่า 20,000 บริษัท ที่มีข้อมูลน่าสนใจเกี่ยวกับการโพสประจำวัน และ ประเภทของการโพส ที่จะช่วยเพิ่มการมองเห็นมากขึ้น ในยุคที่การแข่งขันบนโซเชียลกำลังรุนแรง และ Content บนโลกออนไลน์กำลังล้นตลาด
     จุดที่น่าสนใจคือ จำนวนการโพสต่อวันที่แนะนำ ซึ่งจากรายงานชี้ว่า Facebook Page ที่มีการโพสต์อยู่ที่ประมาณ 5 ครั้งต่อ 1 วัน มีส่วนช่วยเพิ่มการเข้าถึง Engagement ต่อโพสต์โดยเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 2,466 หรือ ถ้าคิดเป็นรวมทั้ง 5 โพสต์ต่อวัน จะเท่ากับว่าสามารถเพิ่ม Engagement ได้ที่ประมาณ 12,330  สำหรับอัตราการเข้าถึงจากการโพสต์ในส่วนนี้เป็น Content Organic ที่ไม่ใช่การยิงแอดโฆษณา

     อย่างไรก็ตาม มีข้อมูลน่าสนใจว่า ถ้ามีการโพสต์ในเพจเกินกว่า 10 ครั้ง ต่อวัน การได้รับ Engagement ต่อโพสต์โดยเฉลี่ยจะมีน้อยกว่า นั่นคือมี Engagement อยู่ที่ประมาณ 1,202 หรือถ้ารวม 10 โพสต์ ก็จะได้ประมาณ 12,020 ซึ่งนั่นแปลว่าการโพสต์ 10 ครั้ง ไม่ได้แปลว่าดีกว่าการโพสต์ 5 ครั้ง ต่อ 1 วัน จากข้อมูลล่าสุด
     นอกจากนี้ยังมีเรื่องที่ควรระวังคือ การไม่โพสต์เลยในแต่ละวัน หรืออย่างน้อยไม่มีการเคลื่อนไหวเลยภายใน 18 ชั่วโมง มันจะเป็นการลดการมองเห็นลง ไปจนถึงเพิ่มความถี่ของการมองเห็นที่ลดลง ซึ่งอาจส่งผลมากกว่า 50% ของการเข้าถึงในเพจได้เลยทีเดียว
     ในบางเพจ อาจจะมีปัญหาคือ การโพสต์ถี่ ๆ ทำได้ยาก วิธีหนึ่งที่ช่วยได้คือการซอยโพสต์ให้แยกออกมาเป็น 2-3 โพสต์ เพื่อเพิ่มความถี่ในการโพสต์มากขึ้น เป็น Content ย่อย ๆ หรืออาจใช้ วีดีโอ และการเน้นที่ภาพเข้ามาช่วยก็ได้ ซึ่งวิธีนี้จะเป็นการรักษาความถี่ของการมองเห็นได้ดีมากขึ้นครับ แต่ในขณะเดียวกัน เพจที่โพสต์มาก ๆ 10 ครั้งขึ้นไป ก็ควรจะต้องลดจำนวนลงเช่นกัน
     โดยสรุปแล้ว การอย่างน้อยโพสต์ 5 ครั้งต่อวัน ช่วยเพิ่มอัตราของ Engagement ได้ดีกว่าการโพสต์แบบบ้าพลังเยอะ ๆ ถึง 10 ครั้งต่อวัน ที่สำคัญคือในแง่ของความเป็นจริงแล้ว การเข้าถึงโพสต์ของแต่ละคนในแต่ละวันก็มีจำกัดด้วย

===============================================

สามารถติดตามเรา PSO ( Passive Selling Online ) ได้หลายช่องทางดังนี้

Facebook Page: passivesellingonline

LINE: @psocourse (อย่าลืมใส่เครื่องหมาย @ ด้วยนะครับ)

จีนกำลังเข้าสู่ “สังคมไร้เงินสด”

จีนเข้าสู่ “สังคมไร้เงินสด”

     จีนกำลังเข้าสู่สังคมไร้เงินสดแบบเต็มตัว เมื่อมีรายงานว่า ยอดการชะรเงินแบบไร้เงินสดของจีนกำลังขยายตัวเพิ่มขึ้นในไตรมาสที่ 2 ของปี 2019 ซึ่งเป็นเครื่องยืนยันถึงพฤติกรรมที่เปลี่ยนแปลงไปของคนจีนเกี่ยวกับการชำระเงินและทำธุรกรรมบนอินเทอร์เน็ต และการใช้กระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์

     ธนาคารกลางจีน (PBOC) เปิดเผยรายงานระบุว่ายอดการชำระเงินแบบไร้เงินสดของจีนในช่วงไตรมาสที่ 2 ของปี 2019 ขยายตัวร้อยละ 0.05 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว ซึ่งก็มีการระบุว่าในช่วงไตรมาสที่ 2 ปริมาณการชำระเงินแบบไร้เงินสด อาทิ ตราสารหนี้ บัตรธนาคาร และการชำระเงินออนไลน์ อยู่ที่ 952.23 ล้านล้านหยวน (หรือประมาณ 4.07 พันล้านล้านบาท)
     ในปัจจุบัน ประเทศจีนมีการใช้งานบัตรธนาคารราว 7.98 ล้านใบจากข้อมูลเมื่อปลายเดือนมิถุนายน เพิ่มขึ้นร้อยละ 2.64 จากไตรมาสก่อน โดยจำนวนบัตรธนาคารยังคงเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว เฉลี่ยแล้วชาวจีนหนึ่งคนถือครองบัตรธนาคาร 5.72 ใบ สำหรับการใช้ตราสารหนี้ภาคเอกชนระยะสั้น (commercial paper) ซึ่งพบบ่อยในองค์กรขนาดเล็กและขนาดกลาง ลดลงร้อยละ 8.88 อยู่ที่ 32.41 ล้านล้านหยวน (ประมาณ 138.75 ล้านล้านบาท) ในช่วงไตรมาสที่ 2
     ข้อมูลจากธนาคารกลางจีนระบุว่าการชำระเงินผ่านโทรศัพท์มือถือขยายตัวอย่างมั่งคงในไตรมาสที่ 2 โดยธนาคารและสถาบันทางการเงินทำธุรกรรมผ่านโทรศัพท์มือถืออยู่ที่ 79.46 ล้านล้านหยวน (ประมาณ 340.18 ล้านล้านบาท) เพิ่มขึ้นร้อยละ 26.37 เมื่อเทียบปีต่อปี 

     ในช่วงเดียวกัน จีนมีการทำธุรกรรมผ่านผู้ให้บริการที่ไม่ใช่สถาบันการเงิน (non-bank) อยู่ที่ 59.32 ล้านล้านหยวน (ประมาณ 253.96 ล้านล้านบาท) เพิ่มขึ้นร้อยละ 22.84 เมื่อเทียบกับไตรมาสที่ 2 ของปี 2018
ไม่เพียงเท่านั้น การใช้บริการผ่านทาง Mobile Banking ของคนจีนก็เป็นกระแสหลักของยุคสังคมไร้เงินสด และทำให้เกิดการแข่งขันที่รุนแรงมากขึ้นในจีน ซึ่งก็เป็นปัจจัยที่ส่งผลให้แอบพลิเคชั่นยอดนิยมของคนจีน เช่น WeChatPay และ Alipay ได้มีการใช้งานกันทั่วไปด้วย โดยในเวลานี้มีข้อมูลของการเข้าถึงสำหรับการใช้งานที่ผ่านมาราว 326 ล้านคนในจีน ซึ่งถือว่าเพิ่มขึ้นร้อยละ 10.9 จากปีก่อน
สำหรับผู้ใช้บริการต่อเดือน พบว่าอยู่ที่ประมาณ 74 ล้านคน และมีมากถึงร้อยละ 80 ที่ดาวโหลดแอบพลิเคชั่นของธนาคารเพียงแห่งเดียวไว้ใช้งานสำหรับตัวเอง
     นอกจากนี้ หากย้อนไปในในเดือน ธันวาคม 2018 ที่ผ่านมา มีข้อมูลชี้ว่า สัดส่วนผู้ใช้งานเมื่อสิ้นปีอยู่ที่ร้อยละ 24.2 ตลาดนี้เริ่มขยายตัวมากขึ้นตั้งแต่เดือนเมษายน ปี 2017 ซึ่งปัจจัยสำคัญมาจากกที่บริการอินเทอร์เน็ตได้มีการให้บริการเครือข่ายเพิ่มขึ้น และเข้าถึงในเมืองชั้นรองและในชนบทเพิ่มขึ้น โดยภาพรวมแล้วมีการเข้าถึงผู้ใช้งานอีกราว 100 ล้านคนภายในเวลา 8 เดือน
     นอกจาก การให้อัตราดอกเบี้ยเงินฝากของทาง Alipay ที่สูงกว่าให้จากธนาคาร ก็มีส่วนทำให้ผู้ฝากเงินนิยมเอาเงินของตัวเองเข้าในบัญชีของ Alipay มากกว่านั่นเอง
ปัจจัยดังกล่าวที่ว่ามา จึงมีส่วนกระตุ้นให้จีนกำลังเข้าสู่สังคมไร้เงินสดอย่างจริงจัง และเป็นประเด็นที่ต้องอัพเดทกันต่อไปครับ

===============================================

สามารถติดตามเรา PSO ( Passive Selling Online ) ได้หลายช่องทางดังนี้

Facebook Page: passivesellingonline

LINE: @psocourse (อย่าลืมใส่เครื่องหมาย @ ด้วยนะครับ)

กรณีของจีนกับแบรนด์ Versace บทเรียนเรื่อง Content ที่ละเอียดอ่อน

จีนกับแบรนด์ Versace บทเรียนเรื่อง Content ที่ละเอียดอ่อน

     ตั้งหลักออนไลน์ ขออัพเดทเกี่ยวกับเรื่องของ Content ที่มีความเกี่ยวข้องกับเรื่องของชาติพันธุ์ ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ เพราะมันเป็นประเด็นละเอียดอ่อนอย่างมาก ซึ่งถือว่าเป็นบทเรียนที่สำคัญ และต้องควรระวังอย่างยิ่งครับ ซึ่งในเพจขออัพเดทประเด็นนี้ด้วย

     ประเด็นนี้ เริ่มต้นมาจากการที่แบรนด์เวอร์ซาเช่ (Versace) ได้ทำเสื้อยืด แล้วลงลายที่เขียนถึงชื่อของเมืองทั่วโลก ซึ่งในนั้นมีการเขียนถึง ฮ่องกง และ มาเก๊า ว่าเป็นประเทศ แล้วเรื่องนี้ก็กลายเป็นประเด็นที่ทำให้ถูกชาวจีนในโลกโซเชียลมีเดียโจมตีอย่างหนัก เนื่องจากในทางกฎหมายของจีนแล้ว ทั้งสองเมืองถูกนับเป็นส่วนหนึ่งในเขตปกครองพิเศษของจีน
     ผลกระทบจากเรื่องนี้ก็คือ หยางมี่ ซุปเปอร์สตาร์สาวชาวจีน และทางสตูดิโอ Jaywalk studio ต้นสังกัดของหยางมี่ ได้ออกมาประกาศยุติการร่วมงานกับแบรนด์เวอร์ซาเช่และความเกี่ยวข้องทั้งหมด โดยทางสตูดิโอได้ออกมาทำการลบโพสต์ทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับแบรนด์ทิ้ง ซึ่งสตูดิโอของหยางมี่ก็ได้ทำการออกมายกเลิกสัญญาทั้งหมด
     ซึ่งเรื่องนี้ส่งผลเสียหายต่อแบรนด์มาก เพราะหยางมี่ถือว่าเป็นซุปเปอร์สตาร์สาวอันดับหนึ่งของจีนในเวลานี้ ที่มีผู้ติดตามบน Weibo โซเชียลหลักของจีน มากที่สุดเป็นอันดับหนึ่ง
     สำหรับความเชื่อมโยงระหว่างดราม่าดังกล่าว เกิดจากเหตุการณ์ที่จีนและฮ่องกงกำลังเกิดข้อพิพาทและการประท้วงขึ้นอย่างรุนแรง มีการชุมนุมประท้วงที่หนักจนถึงขั้นม็อบปิดสนามบิน ซึ่งทำให้รัฐบาลจีนออกมาเตือนและทางตำรวจฮ่องกงก็เริ่มส่งกำลังเข้าปราบปรามแล้ว จนกระทั่งกลายเป็นข่าวใหญ่ไปทั่วโลกในเวลานี้

     ในคำแถลงการณ์ของสตูดิโอ และ หยางมี่ ชี้ถึงจุดยืนของ คนจีน ในฐานะที่เป็น พลเมืองของสาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่งรู้สึกไม่พอใจกับเรื่องดังกล่าว จึงนำไปสู่การยกเลิกสัญญาร่วมมือกับแบรนด์เวอร์ซาเช่ ในทุกทาง เพราะจีนมีความยึดมั่นในหลักการ “หนึ่งเดียว” ของจีนเอง รวมถึงการปกป้องมาตุภูมิอย่างเด่นชัด
     นอกจากนี้ การแสดงจุดยืนของสตูดิโอและหยางมี่ก็ทำให้แบรนด์เวอร์ซ่าเช่ต้องออกมาแถลงการณ์ ขอโทษ ที่แสดงความดูหมิ่นต่อความเป็นอธิปไตยของจีน รวมถึงความสะเพร่าในประเด็นดังกล่าว แล้วหลังจากนั้นทางแบรนด์จึงได้เรียกเก็บเสื้อผ้าทั้งหมดมาทำลายทิ้งหมดแล้ว
     อย่างไรก็ตาม ไม่เพียงแค่หยางมี่เท่านั้น เรื่องนี้ยังทำให้ศิลปินและเซเล็บหลายคนของจีนเริ่มออกมาต่อต้านกันมากด้วย อันที่จริงแล้ว ในกรณีของเวอร์ซาเช่ถือว่าไม่ใช่ครั้งแรก ก่อนหน้านี้ยังมีกรณีของแบรนด์อื่น ๆ อีกไม่น้อยที่ดูเหมือนจะเริ่มถูกเพ่งเล็งมากขึ้น ซึ่งก็สืบเนื่องมาจากประเด็นทางการเมืองที่ฮ่องกงในเวลานี้ ดังนั้นแบรนด์ที่จะร่วมงานกับจีน จำเป็นต้องระมัดระวังมากขึ้น และก็ถือว่าเป็นกรณีตัวอย่างของการทำ Content ที่ต้องระวังในประเด็นที่เกี่ยวกับชาติพันธุ์ การเมือง และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ แม้จะเป็นเพียงแค่การพิมพ์ชื่อก็ตามครับ

===============================================

สามารถติดตามเรา PSO ( Passive Selling Online ) ได้หลายช่องทางดังนี้

Facebook Page: passivesellingonline

LINE: @psocourse (อย่าลืมใส่เครื่องหมาย @ ด้วยนะครับ)

วีดีโอคอนเท็นต์ กับกลยุทธ์ KOL

วีดีโอคอนเท็นต์ กับ KOL

      การใช้ วีดีโอคอนเท็นต์ เป็นอีกหนึ่งรูปแบบที่กำลังได้รับความนิยมในโลกโซเชียล ตั้งหลักออนไลน์ จึงพามาอัพเดทกลยุทธ์กันเล็กน้อย โดยเฉพาะการใช้วีดีโอ ผสมผสานกับ กลยุทธ์ KOL (Key Opinion Leader) เพราะเวลานี้กำลังเป็นรูปแบบที่ได้รับความนิยม ย่อยง่าย และใครก็ทำได้ไม่ยาก

เมื่อ Video Content กำลังจำเป็นต่อ KOL

      มีข้อมูลของบางเว็บไซต์เช่น Jingdaily ชี้ว่า การสร้างสรรค์ Video Content กำลังเป็นการนำเสนอรูปแบบที่สำคัญอันดับต้น ๆ ของกลุ่ม KOL หรือเรียกง่าย ๆ ว่าบรรดาเนตไอดอล เพราะเป็นวิธีการที่เข้าถึงง่ายที่สุด และสามารถดันจุดเด่นของ KOL ออกมาได้ง่ายที่สุดด้วยนั่นคือเรื่องของ รูปร่างหน้าตา บุคลิกและการรีวิวสินค้านั้น ๆ
      ที่สำคัญคือ รูปแบบของวีดีโอ มีการใช้เผยแพร่ผ่านทางโซเชียลต่าง ๆ ที่นอกเหนือจากกระแสหลักอย่างเช่น Facebook, Youtube และ IG แต่เราจะพบว่า หลายแพลทฟอร์มกำลังเปิดให้บริการทำวีดีโอหรือ Live สดได้ด้วย ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยเพิ่ม Users ผู้ใช้บริการเพื่อนำเสนอสินค้า รีวิวสินค้า และการตลาดให้มากขึ้น เช่น บนเว็บอีคอมเมิร์ซยอดนิยมของจีนอย่าง Taobao ก็มีบริการ Taobao Live หรือ บนโซเชียลของจีน เช่น Tik Tok เป็นต้น
      นี่จึงเป็นยุคที่ “ใครก็ทำวีดีโอได้” แต่จะทำให้รุ่ง น่าติดตาม จำเป็นต้องมีกลยุทธ์สำหรับทำ Content ดึงดูดด้วยครับ

KOL ต้องมีเอกลักษณ์

      ไม่ได้แปลว่า เราจะทำ Video Content แล้วจะดึงดูดคนดูได้ดีเสมอไป บางครั้งต่อให้เป็นคนทั่วไปที่ไม่ใช่ KOL ก็สามารถทำคลิปหรือ Live ที่ดึงดูดคนดูได้ ถ้าหากทำ Content หรือเรื่องราวที่น่าสนใจมากกว่าแค่การโชว์ตัวของ KOL
      แต่ KOL ก็ยังมีข้อได้เปรียบคือ มักสร้างฐานผู้ติดตามเอาไว้มากพอสมควร ซึ่งก็จะช่วยเพิ่ม Engagement สำหรับการมองเห็นบนโลกโซเชียลหรือบนแพลทฟอร์มที่เลือกใช้ได้ด้วย
      ซึ่งก็มีการพบว่า บางกลุ่มสินค้าหรือผลิตภัณฑ์บางประเภท การใช้ KOL สามารถทำให้เกิดการติดตามได้ง่ายกว่าถ้าเปรียบเทียบกับการเขียน Article Content เพราะโดยธรรมชาติแล้ว สินค้าบางประเภทต้องการพลังดึงดูดทั้งหน้าตาและรูปร่างของ KOL เหล่านั้นเป็นตัวดึงความสนใจ เช่น กลุ่มสกินแคร์ Luxury เครื่องสำอาง เป็นต้น แม้แต่การทำคอสเพลย์ ก็สามารถสร้าง Follower ที่เป็นกลุ่มผู้ชายให้ติดตามมากขึ้นได้เช่นกัน
      สำหรับระยะเวลาของการทำคลิป พบว่าคลิปวีดีโอสั้น ๆ ที่มีเวลาเพียงแค่ 1-3 นาที สามารถดึงดูดความสนใจได้มากกว่า เพราะด้วยความที่เป็นภาพเคลื่อนไหว ช่วยเพิ่มความมีชีวิต แล้วยังสามารถแชร์เป็นภาพเคลื่อนไหวออกไปได้ง่าย แล้วไม่เป็นเรื่องราวไกลตัวเกินไป แม้แต่การทำคลิปเพื่อรีวิวสินค้าอย่างง่าย ๆ โดยไม่ต้องบรรยายสรรพคุณ ก็สามารถช่วยเพิ่มยอดขายได้ ถ้าทำได้ถูกกลุ่มเป้าหมาย หรือมี Foolwer มากเพียงพอ

===============================================

สามารถติดตามเรา PSO ( Passive Selling Online ) ได้หลายช่องทางดังนี้

Facebook Page: passivesellingonline

LINE: @psocourse (อย่าลืมใส่เครื่องหมาย @ ด้วยนะครับ)

ค่าโฆษณาพุ่ง รายได้หลักของ Google บนโลกอินเทอร์เน็ต

ค่าโฆษณาพุ่ง รายได้หลักของ Google 

       รายได้ของ Google มาจากไหน หลายท่านสงสัยหรือไม่ ตั้งหลักออนไลน์เลยพามาเจาะลึกข้อมูลครับ เพราะเนื่องจากทุกวันนี้ พวกเราทุกคนต่างก็ต้องใช้งาน Google จนแทบจะกลายเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันอยู่แล้วด้วย

ค่าโฆษณาพุ่ง

     เป็นรายได้และบริการหลักของ Google ที่มาจากช่องทางการค้นหาผ่านทางเว็บไซต์หลักของ Google หรือก็คือระบบค้นหา Search Engine ที่เราใช้งานกันอยู่ทุกวันนี้
     ในปัจจุบันมีผู้ใช้บริการเพื่อการค้นหาข้อมูลมากกว่า 3,000 ล้านครั้งต่อวัน ดังนั้นนี่จึงที่เป็นแหล่งที่มาของรายได้หลักของ Google โดยมาจากค่าโฆษณาของเว็บไซต์ต่าง ๆ และนับวันก็มีแต่จะสูงขึ้นเรื่อย ๆ เพราะกลายเป็นช่องทางหลักของโลกไปแล้ว
     โดยเฉพาะการเลือกใช้ Keywords ที่มีการแข่งขันหรือการค้นหาสูง ราคาก็ยิ่งสูงตาม ยิ่งถ้าหากว่าเกี่ยวข้องกับสินค้าหรือบริการที่ผู้คนต้องการ ค่าโฆษณาก็ยิ่งสูงตาม ซึ่งรายรับของ Google จะมาจากตรงนี้ครับ

โครงสร้างของรายได้ที่มีการเปิดเผย

     สำหรับโครงสร้างหลักของรายได้ สามารถแบ่งเป็นแหล่งที่มา คือ 88% จากช่องทางค่าโฆษณา Google Ads, AdSense และ YouTube เป็นช่องทางที่สร้างรายได้สูงสุด 11% มาจาก Android, Google Play มือถือ Pixel 1% มาจาก ธุรกิจอื่น ๆ เป็นต้น ทั้งหมดนี้เลยทำให้ Google คือบริษัทที่มี “กำไรสูงสุดของโลก” ซึ่งก็มีข้อมูลว่า Alphabet ซึ่งเป็นบริษัทแม่ของ Google ในปัจจุบัน มีมูลค่าทางการตลาดราว 23 ล้านล้านบาท และสูงเป็นอันดับ 2 ของโลก
     แล้วยังมีข้อมูลว่า Google Chrome ได้ผงาดกลายเป็น Web Browser ที่ใช้งานเพื่อเข้าสู่โลกอินเตอร์เน็ตสูงสุดของโลก แซงหน้า IE ที่แทบจะตกยุคสมัยไปแล้ว โดยปัจจุบันมีส่วนแบ่งการตลาดสูงถึง 54% มากที่สุดในโลก จากผู้ใช้งานทั่วโลกมากกว่า 2,000 ล้านราย
     อีกบริการที่สำคัญไม่แพ้กันคือ Google Map บริการแผนที่และค้นหาเส้นทางการเดินทาง ซึ่งเวลานี้มีผู้ใช้งานราว 1,000 ล้านคนทั่วโลกแล้ว ที่สำคัญคือ ใช้งานได้สะดวกบนแอพมือถือ และยังมีการเพิ่มปุ่มสำหรับติดต่อกับร้านค้าได้อีกด้วย
     นอกจากนี้ ในงานวิจัยทางการตลาดของ Phillipe Cotler ก็จัดให้ Google อยู่ในกลุ่มบริษัทประเภท 1 ที่มีความมั่นคงและรายได้ ผลกำไรสูงสุดของโลกเช่นกัน

การทำ Backlink

     เป็นปัญหาที่มาจากการเปลี่ยนแปลงอัลกอริทึมของ Google ซึ่งเวลานี้ถ้ามีมากเกินไปจะถูกมองว่าเป็น SPAM และอันดับอาจจะตกได้ครับ

ปัญหาลิ้งค์ล่ม

      ตัวอย่างที่พบบ่อย เช่น ตัวลิ้งค์มีการเปลี่ยนแปลง ลิ้งค์หาย ถูกโจมตีจากโฆษณา ติด Spam ในแง่นี้ เราสามารถตรวจสอบได้ว่า เว็บไซต์ของเราได้มีการทำ Backlink เข้ามาใหม่หรือมีการเปลี่ยนแปลง หรือลิ้งค์หาย โดยใช้เครื่องมือของ Google เช่น Google Search Console เป็นต้น ขณะเดียวกันถ้าต้องการป้องกัน Spam ก็สามารถใช้ SSL เพื่อติดตั้งกับเว็บนั้นได้ครับ

===============================================

สามารถติดตามเรา PSO ( Passive Selling Online ) ได้หลายช่องทางดังนี้

Facebook Page: passivesellingonline

LINE: @psocourse (อย่าลืมใส่เครื่องหมาย @ ด้วยนะครับ)

รวมปัญหา ทำเว็บขายของออนไลน์ แต่ไม่ติดอันดับ Google

ทำเว็บขายออนไลน์ ปัญหาไม่ติด Google

       ทำเว็บขายออนไลน์ แต่เว็บไม่ติดอันดับ Google แล้วจะทำอย่างไรดี ตั้งหลักออนไลน์ มาแนะนำวิธีแก้ไขครับ

Content ที่ขาด Focus Keywords

     นี่เป็นหนึ่งในปัญหาที่พบบ่อยมาก โดยเฉพาะการขาด Content ที่มี Keywords ที่จำเป็น เพราะโดยโครงสร้างและอัลกอริทึม กับการค้นหาของ Google สิ่งที่จำเป็นไม่แพ้การยิงแอพ Google Ads ก็คือการทำ Content ที่ต้องมี Focus Keyword
     เนื่องจาก Focus Keywords เป็นคำหลัก เพื่อโฟกัสสำหรับการค้นหาบน Search Engine จึงมีความสำคัญมาก เพราะต้องเป็นคำที่มีการค้นหาจริง ๆ ในระดับหนึ่ง ซึ่งความสำคัญคือ ไม่ควรเป็นอะไรที่นามธรรมหรือไม่ใช่สิ่งที่คนจะไม่พิมพ์ค้นหา แน่นอนว่าถ้าขาดในส่วนนี้สำหรับ Content การค้นหาก็จะทำได้ยาก และปั้นให้ติดบน Google ได้ยากด้วย
     สำหรับการทำเป็น Sale Content ก็ควรต้องมีให้ชัดเจนเพื่อบอกว่า เว็บของเราเกี่ยวกับอะไร ทำอะไร ขายอะไร ต้องการสื่ออะไรถึงลูกค้า โดยปัญหาที่พบคือ มีหลายครั้งที่ Content ของเว็บเราไม่ได้ครอบคลุมหรือมี Keywords ที่เกี่ยวข้องมากพอ ก็อาจจะส่งผลต่อการค้นหาของ Google เช่นกัน

เว็บของเราอัพเดทเมื่อไหร่

     การอัพเดทน้อยเกินไป จนถึงแทบจะไม่อัพเดทเลย ก็ทำให้เว็บไม่ติดอันดับอยู่แล้ว โดยเฉพาะในบาง Keyword ที่มีการแข่งขันสูง
     แต่อันที่จริงแล้ว ไม่ได้แปลว่าการไม่อัพเดทเลยจะเป็นปัญหาเสมอไป เพราะถ้าเป็นเว็บที่ปั้นจนติดตลาด หรือปั้นขึ้นมาจนมีการค้นหาบนหน้า Google อยู่ในหน้าแรกสุดเป็นเวลาหลายปี มีการเข้าซ้ำบ่อยครั้ง หรือมีการเข้าไปแล้วทำธุรกรรมกับหน้าเพจอื่น ๆ หรือแบรนด์ของเรามีความเข้มแข็งอยู่แล้ว ถึงแม้ว่าจะไม่ได้อัพเดทมากนัก แต่หากมีการค้นหาผ่านเข้ามาจากลิ้งก์อื่น ก็มีส่วนทำให้เว็บติดอันดับในหน้าแรกได้เหมือนกัน
     คำแนะนำคือ เว็บที่ทำในเชิงพาณิชย์ มีการแข่งขันสูง ต้องยอมรับว่ามีการเบียดแย่งอันดับกันใน Google อยู่ตลอด จึงควรต้องอัพเดทอย่างน้อย 10-20 ครั้งในแต่ละเดือน เพราะหากเราประมาท ไม่ยอมอัพเดทอะไรเลย ก็มีสิทธิที่จะเสียอันดับต้น ๆ ที่เราครองอยู่ในหน้าแรกไปได้เหมือนกัน โดยเฉพาะธุรกิจขนาดย่อม
     มีบางกรณี การใช้ Keywords มากเกินไป แต่ขาดความ “แน่น” ของเนื้อหา และไม่ได้ตอบโจทย์ความสนใจของผู้คนที่แท้จริง ก็จะส่งผลเสียได้เหมือนกัน

การทำ Backlink

     เป็นปัญหาที่มาจากการเปลี่ยนแปลงอัลกอริทึมของ Google ซึ่งเวลานี้ถ้ามีมากเกินไปจะถูกมองว่าเป็น SPAM และอันดับอาจจะตกได้ครับ

ปัญหาลิ้งค์ล่ม

      ตัวอย่างที่พบบ่อย เช่น ตัวลิ้งค์มีการเปลี่ยนแปลง ลิ้งค์หาย ถูกโจมตีจากโฆษณา ติด Spam ในแง่นี้ เราสามารถตรวจสอบได้ว่า เว็บไซต์ของเราได้มีการทำ Backlink เข้ามาใหม่หรือมีการเปลี่ยนแปลง หรือลิ้งค์หาย โดยใช้เครื่องมือของ Google เช่น Google Search Console เป็นต้น ขณะเดียวกันถ้าต้องการป้องกัน Spam ก็สามารถใช้ SSL เพื่อติดตั้งกับเว็บนั้นได้ครับ

===============================================

สามารถติดตามเรา PSO ( Passive Selling Online ) ได้หลายช่องทางดังนี้

Facebook Page: passivesellingonline

LINE: @psocourse (อย่าลืมใส่เครื่องหมาย @ ด้วยนะครับ)

4 เหตุผลที่ เว็บไซต์ จำเป็นสำหรับทุกธุรกิจบนออนไลน์

เว็บไซต์จำเป็นสำหรับทุกธุรกิจบนออนไลน์

       ตั้งหลักออนไลน์ ขออัพเดทเรื่องของการทำเว็บไซต์ สำหรับธุรกิจอีคอมเมิร์ซ เพราะเวลานี้กำลังมาแรงและเป็นเทรนด์ใหญ่ทั่วโลก โดยเฉพาะในทวีปเอเชีย ซึ่งต้องยอมรับว่าเครือ Alibaba ของจีน มีส่วนอย่างมากในการผลักดันอีคอมเมิร์ซให้เข้ามาสู่อาเซียน โดยมีช่องทางหลักอย่าง Lazada เป็นหัวหอกเข้ามา รวมถึงเว็บในเครือยอดนิยมในจีนอย่าง Taobao Tmall และคู่แข่งอย่าง JD.com ที่เข้ามาจับมือกับเครือเซ็นทรัลด้วย
       งานนี้เลยเรียกว่า เริ่มเข้าสู่ยุคที่นายทุนใหญ่เข้าครองตลาดนี้ และจะมีผลทำให้การขายของออนไลน์แบบเดิมที่เคยทำกันบนเพจ Facebook อาจจะต้องมีการเปลี่ยนแปลง ไม่ว่าจะเพราะการแข่งขันที่รุนแรง หรือการแข่งขันโฆษณาและลดราคาอย่างหนัก
       แล้วสำหรับผู้ประกอบการรายย่อย จะแก้ปัญหาอย่างไรดี หนึ่งในทางออกที่สำคัญ ก็คือ ควรมีเว็บไซต์ เป็นของตัวเองครับ หรือเรียกง่าย ๆ ว่ามีหน้าร้านของตัวเอง มากกว่าจะยึดติดกับแพลตฟอร์มใดเพียงช่องทางเดียว
เราจึงได้รวบรวมเหตุผลใหญ่ ๆ ที่ธุรกิจอีคอมเมิร์ซควรมีเว็บไซต์ของตัวเอง ดังนี้ครับ

1. เว็บไซต์ คือบ้านและหน้าร้านของเราเอง

     แน่นอนว่า คนเปิดร้านทุกคน ย่อมอยากมีหน้าร้านหรือพื้นที่เป็นของตัวเอง จะดีกว่าไหมครับ มีหน้าร้านของตัวเอง ซึ่งเราสามารถเลือกได้ว่าต้องการอะไรบ้าง ไม่ว่าจะการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงธีมของเว็บ เราทำได้เต็มที่เลย
     อีกอย่างคือเวลานี้ก็มีเครื่องมือทำเว็บสำเร็จที่สามารถใช้งานได้ไม่ยาก ถึงไม่ต้องเป็นโปรแกรมเมอร์ก็ทำได้ด้วยตัวเองครับ หากสนใจเครื่องมือทำเว็บไซต์สำเร็จรูป คลิก ที่นี่

2. ลูกค้าของเราค้นหาจากไหน Google หรือ โซเชียลมีเดีย 

     Google เป็นระบบค้นหา Search Engine อันดับหนึ่งของโลก หลายคนทราบกันดีอยู่แล้ว มีช่วงหนึ่งที่การทำเว็บไซต์ถูกมองว่าตกสมัย และร้านค้ารายย่อยทำขึ้นมาแล้วไม่คุ้ม เพราะต้องหาแอดมินมาอัพเดท อีกทั้งสมัยก่อนเครื่องมือทำเว็บสำเร็จรูปก็ยังยุ่งยากกว่าตอนนี้
     ในขณะที่โซเชียลกำลังดังขึ้นมา คนใช้งาน Facebook กันทั่วโลก อีกทั้งตัว Facebook เองก็พัฒนาช่องทางที่ทำให้เราขายของออนไลน์ได้ง่าย ๆ ด้วย
     แต่บางครั้งเราต้องมาตีโจทย์ว่า แท้จริงแล้วลูกค้าของเรานั้นมาจากช่องทางไหนมากกว่า ลองสังเกตว่า ทำร้านขายของออนไลน์ขึ้นไว้บนเพจหรือในโซเชียล แต่คนไลค์น้อย ยอดวิวน้อย นั่นแสดงว่า อาจจะไม่ถูกกับกลุ่มเป้าหมายก็เป็นได้ครับ
     ที่สำคัญคือ เวลาคนต้องการค้นหาข้อมูล กัยงต้องใช้ Google เป็นอันดับแรกนั่นเอง ซึ่งในระยะยาวแล้ว เราสามารถทำ SEO หรือสร้าง Content เพื่อดึงดูดให้คนเข้ามาเว็บของเราได้ง่ายกว่าทำบนโซเชียลอีกด้วย 

3. โซเชียลช่วยเชื่อมต่อผู้คน แต่การค้นหาก็ยังต้องเป็นเว็บไซต์

     โลกโซเชียลก็มีประโยชน์ของมันเอง ถ้าเราใช้งานได้ถูกจุด และเป็นประโยชน์กับ ธุรกิจอีคอมเมิร์ซ อย่างมากด้วย แต่เราพบว่า มีพ่อค้าแม่ค้าออนไลน์หลายคนเลยที่ไปทุ่มให้กับหน้าร้านบนโซเชียลมาก รวมถึงทุ่มเงินสำหรับยิงแอดด้วย แต่หลายคนอาจจะลืมไปว่า ที่จริงแล้วประโยชน์สูงสุดของโซเชียลไม่ใช่การเป็นหน้าร้านครับ เป้าหมายแท้จริงของ นายมาร์ค ซัคเกอร์เบิร์ก ที่ทำ Facebook ขึ้นมาก็คือการเชื่อมต่อกับคนอื่น ๆ ในโลกได้อย่างง่าย ๆ
สุดท้ายแล้ว การจะค้นหาสินค้าของคุณให้พบ ก็ยังคงต้องอาศัยเว็บไซต์เป็นอันดับหนึ่งอยู่ดี
     อีกทั้งการค้นหาบนโซเชียลและการค้นหาเว็บไซต์ก็แตกต่างกันมาก เพราะคนเล่นโซเชียลเพื่อบริโภคข้อมูลข่าวสาร ไลพ์สไตล์ บันเทิง ไปจนถึงพูดคุยในกลุ่ม หรือเพจต่าง ๆ ที่เขาชื่นชอบ และการแชร์เรื่องราว หรือติดตามดราม่าต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น
     ที่สำคัญคือ ถ้าจะทำให้การค้นหาบนโซเชียลมีความเข้มข้น เราต้องจ่ายเงินมากกว่าการสร้างเว็บไซต์ดี ๆ ที่จะเป็นหน้าร้านของเราขึ้นอีกเยอะมากเลยครับ

4. สามารถใช้กลยุทธ์ เชื่อมต่อกับแพลตฟอร์มอื่นอย่างไรก็ได้

      เป็นอีกหนึ่งกลยุทธ์ที่คนทำตลาดออนไลน์นิยมใช้กันมาก คือการเอาเว็บไซต์ที่เป็นหน้าร้านไปเชื่อมต่อกับแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียอื่น ๆ เช่น การแชร์ลง Facebook, Line, IG แล้วแต่กลุ่มเป้าหมายของเรา
      วิธีนี้ได้ผลมาเยอะมากครับ เรียกว่าเป็นการใช้ช่องทางโซเชียลในการกระจาย แต่ฐานที่มั่นของอีคอมเมิร์ซ ก็ยังเป็นที่เว็บของเราเป็นหลัก

===============================================

สามารถติดตามเรา PSO ( Passive Selling Online ) ได้หลายช่องทางดังนี้

Facebook Page: passivesellingonline

LINE: @psocourse (อย่าลืมใส่เครื่องหมาย @ ด้วยนะครับ)

เว็บอีคอมเมิร์ซ ขายของออนไลน์ กับการเติบโตในเมืองไทย

เว็บอีคอมเมิร์ซ กับการเติบโตในเมืองไทย

       ตั้งหลักออนไลน์ ขออัพเดท เว็บอีคอมเมิร์ซ ซึ่งเวลานี้กำลังเป็นกระแสหลักในเมืองไทยมากขึ้นเรื่อย ๆ และในเวลานี้ก็กำลังเป็นช่องทางค้าหลักในระดับโลก หรืออย่างน้อยก็เป็นการผสมผสานกับช่องทางออฟไลน์แบบดั้งเดิมด้วย
       ซึ่งในปีที่ผ่านมา สถานการณ์ของสงครามธุรกิจออนไลน์และเว็บอีคอมเมิร์ซในประเทศไทยก็กำลังดุเดือดมาก มาลองดูกันว่า เวลานี้เว็บอีคอมเมิร์ซที่เข้ามาเจาะตลาดในไทย ใครคือเจ้าตลาด และใครที่กำลังมาแรง หรือมีข้อดีและข้อด้อยในภาพรวมอย่างไรบ้างครับ เพื่อเป็นประโยชน์ทั้งในส่วนของผู้ค้าและผู้บริโภคครับ

คนไทยใช้งานอินเทอร์เน็ตเกินครึ่งประเทศ 

     มีข้อมูลจากต้นปี 2019 ที่ผ่านมาว่า ประเทศไทยที่มีประชากรราว 69 ล้านคน มีสถิติการใช้งานอินเทอร์เน็ตมากกว่า 57 ล้านคน
     โดยแจงเป็นผู้อยู่อาศัยในเขตเมืองมากกว่า 53% หรือประมาณ 82% ของประชากรทั้งหมด สำหรับผู้ใช้งาน Active บนแอพลิเคชั่นบนมือถือ หรือผ่านช่องทางโซเชียลมีเดียต่าง ๆ ในเวลานี้มีสัดส่วนการใช้งานอยู่ที่ประมาณ 51 ล้านคน หรือคิดเป็น 74% ของประชากรทั้งหมด และยังมีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้นในปีถัดไปอีกด้วย

อีคอมเมิร์ซแบบ B2C กำลังเติบโต 

     เนื่องจากในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยถือว่าเป็นหนึ่งในประเทศที่มีอัตราการเติบโตของธุรกิจแบบ B2C (Business to Consumer) สูงเป็นอันดับที่ 1 ในอาเซียน เมื่อเปรียบเทียบมูลค่าระหว่างปี 2559 และ2560 พบว่า มีมูลค่าเพิ่มมากกว่า 1.6 แสนล้านบาท และคาดว่าแนวโน้มจะยังเพิ่มขึ้น
     สำหรับรูปแบบ B2C คือช่องทางอีคอมเมิร์ซที่ผู้ประกอบการหรือเจ้าของธุรกิจเป็นผู้ค้าให้กับผู้บริโภค
ปัจจัยที่ทำให้รูปแบบนี้เติบโตขึ้น นอกเหนือจากพฤติกรรมการใช้งานอินเทอร์เน็ตของคนไทยแล้ว ยังมาจากการพัฒนาระบบให้บริการของเว็บอีคอมเมิร์ซเองด้วยที่ทำให้เกิดความเชื่อมั่นของผู้บริโภคมากขึ้น ทั้งในเรื่องความปลอดภัยในการโอนเงิน การใช้งาน ไปจนถึงความสะดวกรวดเร็ว ในการขนส่ง แล้วยังมีการออกโปรโมชั่นทั้งเรื่องราคาและบริการต่าง ๆ อีกด้วย
     สำหรับสินค้าที่ได้รับความนิยมในช่องทางนี้ เช่น อาหาร เครื่องสำอาง สกินแคร์ อาหารเสริม ไลพ์สไตล์ อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ หนังสือ เป็นต้น
อีกจุดที่ช่วยเพิ่มและกระตุ้นตลาดช่องทางนี้คือ การเพิ่มขึ้นของ Influencer และ YouTuber ที่เข้ามากระตุ้นการตลาด ช่วยดึงดูดผู้ซื้อ
     นอกจากนี้ ช่องทางอีคอมเมิร์ซยังสามารถเชื่อมต่อกับโซเชียลมีเดียเช่น Facbbook ซึ่งสามารถเริ่มทดลองตลาดผ่านช่องทางนี้ก่อนที่จะขยายออกไปก็ได้ 

Lazada ครองแชมป์

     เวลานี้ เว็บอีคอมเมิร์ซอันดับหนึ่งที่ครองตลาดในประเทศไทย ก็ไม่พ้น Lazada ซึ่งปัจจุบันถือว่าเป็นหัวหอกใหญ่สำหรับธุรกิจอีคอมเมิร์ซของบริษัท Alibaba หรือ อาลีบาบา ซึ่งผู้ให้บริการอีคอมเมิร์ซยักษ์ใหญ่อันดับหนึ่งของจีน และยังเป็นช่องทางหลักที่ใช้สำหรับเจาะเข้าประเทศไทยและในภูมิภาคอาเซียนด้วย
     จากข้อมูลในปีที่ผ่านมา อาลีบาบายังลงทุนใน Lazada เป็นเงินมากกว่า 2,000 ล้านเหรียญสหรัฐ เพื่อทุ่มให้ Lazada ครองตลาดและเข้าถึงการใช้งานของผู้คนในไทยและอาเซียนโดยเฉพาะ เรียกว่ายอมขาดทุนเลย ขอเพียงทำให้คนไทยใช้งาน Lazada มากขึ้นก็พอ ทั้งคนขายและคนซื้อด้วย

Shopee ช่องทางที่กำลังมาแรง

      อีกหนึ่งช่องทางที่มาแรงมาก สำหรับเว็บอีคอมเมิร์ซอย่าง Shopee เว็บชื่อดังจากสิงคโปร์ ซึ่งในเวลานี้มีบริษัท Tencent เข้ามาเป็นแบ็กอัพใหญ่ แล้วที่สำคัญคือในปี 2018 ที่ผ่านมา Shoppe สามารถทำยอดดาวโหลดผ่านทาง App Store สูงสุดเป็นอันดับหนึ่งในประเทศไทย และกำลังตี Lazada มากขึ้นทุกที
      ด้วยความที่เป็นเว็บอีคอมเมิร์ซที่เข้ามาในไทยหลังจาก Lazada ที่กำลังจับตลาดอยู่ ทำให้กลยุทธ์ของ Shopee ในช่วงแรกเน้นที่การอออกโปรโมชั่นลดราคากันอย่างเต็มที่สำหรับร้านค้าบนเว็บแต่ละแห่ง
      มีข้อดีมากคือ สามารถหาสินค้าที่มีราคาถูกสุด ๆ ได้ โปรโมชั่นแรง และหากเทียบกับ Lazada แล้ว ไม่ต้องเจอชาร์จค่าจัดส่งมาก

      สรุปในภาพรวม ในแง่ของผู้ค้าเอง ก็ต้องมีการปรับตัว ซึ่งอีคอมเมิร์ซในไทยกำลังเติบโตขึ้นเรื่อย ๆ และไม่ควรตกขบวนครับ

===============================================

สามารถติดตามเรา PSO ( Passive Selling Online ) ได้หลายช่องทางดังนี้

Facebook Page: passivesellingonline

LINE: @psocourse (อย่าลืมใส่เครื่องหมาย @ ด้วยนะครับ)

Taobao เว็บอีคอมเมิร์ซที่คนจีนใช้แทบทุกระดับ

Taobao เว็บอีคอมเมิร์ซที่คนจีนใช้

       แน่นอนว่าสำหรับเว็บไซต์ Taobao.com ในเวลานี้คนทำตลาดจีนไม่มีใครที่ไม่รู้จักครับ เพราะเป็นเว็บไซต์ยอดนิยมด้าน E-Commerce จากเครือ Alibaba โดยเปิดตัวมาตั้งแต่ในปี 2003 ซึ่งได้รับความนิยมถึงปัจจุบันนี้
       แต่เนื่องจาก Taobao.com เป็นเว็บไซต์สำหรับร้านค้าปลีกที่มุ่งภายในประเทศจีน และเน้นสำหรับขายสินค้าประเภท SMEs และให้คนทั่วไป ดังนั้นพวกสินค้าที่เป็นแบรนด์เนมจากต่างประเทศ ก็เลยไม่ได้วางขายที่นี่นั่นเอง ซึ่งกลุ่มแบรนด์เนมจะไปอยู่ใน Tmall แต่เราพบว่าก็มีการสั่งสินค้าจาก Taobao ไปนอกประเทศได้ครับ และกำลังได้รับความสนใจมากด้วย
       แต่ร้านค้าใน Taobao จะเป็นค้าปลีก ไม่ใช่ค้าส่ง ดังนั้นจึงเหมาะกับการสั่งจำนวนน้อย หรือสั่งมาทดลองตลาดมากกว่าจะสั่งเพื่อนำมาขายต่อจริงจังครับ ซึ่งถ้าต้องการมองหาสินค้าเพื่อนำมาขายต่อจำนวนมาก ควรไปดูในเว็บไซต์สำหรับขายส่งอย่าง Aliexpress และ 1168 หรือจะบินไปดูในงานนำแสดงสินค้าที่จัดขึ้นในกว่างโจวเองเลยก็ได้ 

จุดเด่นของ Taobao คืออะไร

     คอนเซปต์ของเว็บไซต์เอง คือ ไม่ว่าจะเป็นใครก็สามารถนำสินค้ามาเปิดร้านขายบนเว็บได้ ซึ่งนี่ก็เลยทำให้กลายจุดเด่นที่สุดไปด้วย นั่นก็คือทำให้สินค้าบนเว็บจะมีราคาถูกมาก เพราะเป็นการซื้อโดยตรงจากผู้ผลิต เจ้าของโรงงาน หรือร้านค้าท้องถิ่นโดยตรงครับ
     ดังนั้นในปัจจุบัน Taobao กลายเป็นเว็บ E-Commerce ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศจีน เพราะมีพ่อค้าแม่ค้าและผู้ผลิตจากทั่วประเทศนำของมาขายอยู่ในนี้ ใครๆก็สามารถนำของมาขายได้ด้วย
ส่วนการชำระเงินก็สามารถทำได้ง่ายๆผ่านแอพของ Alipay 

จริงหรือไม่ที่ว่า Taobao ได้รับความนิยมสูงมาก และเพราะอะไรครับ

     ส่วนตัวมองว่ามีหลายปัจจัยครอบคลุมครับ ถ้าให้ลองสรุป ก็จะมี

  • สินค้าราคาถูกมาก ข้อนี้อย่างที่บอกไปก่อนหน้านี้แล้ว เพราะสินค้าส่วนใหญ่มาจากเจ้าของ โรงงาน หรือผู้ผลิตโดยตรง แต่ก็ทำให้การแข่งขันรุนแรงด้วยเหมือนกัน
  • ใช้งานง่าย ซื้อและจ่ายได้ด้วยมือถือเครื่องเดียว นั่นคือการจ่ายทาง Alipay
  • การขนส่งทั่วประเทศ เป็นสาเหตุข้อหนึ่งที่ทำให้ Taobao ประสบความสำเร็จมากก็คือการยกระดับระบบขนส่งไปทั่วประเทศในเวลารวดเร็ว จากที่เริ่มต้นให้บริการส่งภายในเมืองเซี่ยงไฮ้โดยใช้เวลาเพียงวันเดียว ซึ่งวิสัยทัศน์ตรงนี้คล้ายกับ Amazon ของสหรัฐอเมริกาครับ
  • เข้าถึงร้านท้องถิ่นและ SME อย่างที่กล่าวมาคือ เป็นเว็บสำหรับค้าปลีกออนไลน์ ซึ่งไม่ได้มุ่งจับสินค้าแบรนด์เนม แต่ยังมีความพยายามที่จะให้เข้าถึงเมืองต่างๆและในชนบท ไปจนถึงเกษตรกร ร้านท้องถิ่น เจ้าของกิจการรายย่อย
  • รัฐบาลจีนมีส่วนช่วยสนับสนุนเต็มที่ ซึ่งข้อนี้ปฏิเสธไม่ได้ เพราะมีผลทำให้เว็บไซต์ E-Commerce จากตะวันตกเจาะในตลาดจีนไม่ได้ แต่ก็มีข้อดีคือ ทำให้เราสามารถสำรวจได้เลยว่า พฤติกรรมและรสนิยม ความชอบ ของคนจีนที่มีต่อการซื้อสินค้าออนไลน์เป็นแบบไหน

ปัจจัยเหล่านี้มีส่วนทำให้คนจีนใช้งาน Taobao แทบจะทั่วประเทศครับ 

TMall and Taobao เป็นสองผู้เล่นหลักในตลาด E-commerce

     The Alibaba Group, ถือหุ้นที่ใหญ่ที่สุดในอีคอมเมิร์สของจีน กับหุ้นใน Taobao and Tmall ที่ทั้งสองถือได้ว่าครองตลาดอีคอมเมิร์สของจีนก็ว่าได้ มันเป็น 80% ของทั้งตลาดและมีกิจกรรมทางธุรกิจเกิดขึ้นกว่า 100,000,000 ครั้งต่อวัน

ความแตกต่างระหว่าง Taobao และ Tmall

      Taobao เป็นแหล่งค้าขายออนไลน์ขนาดใหญ่ที่คนสามารถซื้อขายสินค้า ลูกค้า หรือแม้กนระทั่งธุรกิจได้ แต่แพลตฟอร์มนี้ขับเคลื่อนด้วยเงิน ถ้าคุณเลือก Taobao,คุณจะต้องสู้กับธุรกิจท้องถิ่นเล็กๆมากมายที่เสนอราคาต่างกันออกไป คุณอาจจะเป็นที่โดดเด่นได้ยาก
      TMall ตรงข้ามกับ Taobao, Tmall เฉพาะเจาะจงสำหรับผู้เชี่ยวชาญและคุณจะต้องมีใบอนุญาตผู้ถือลิขสิทธิ์ในการขายสินค้าของคุณ นอกจากนี้คุณจะต้องมีบริษัทของในพื้นที่ท้องถิ่นต่างๆของคุณเองหรือไม่ก็ต้องทำงานกับบุคคลที่สามในการบริการในท้องถิ่นนั้นๆ คุณต้องมีเอกสารราชการในการขายสินค้าและสิทธิ์ในการขายสินค้านั้นในประเทศจีนด้วย
      Tmall ขับเคลื่อนด้วยแบรนด์ มันมีช่องสำหรับบริษัทต่างชาติให้เข้ามามีบทบาทในจีนได้ เพราะฉะนั้น TMall เป็นแพลตฟอร์มที่ค่อยข้างแพง ถ้าคุณอยากจะขายของใน Tmall คุณต้องลงเงินค่อนข้างสูง มันอาจจะยากหน่อยที่คุณจะแพลนกลยุทธฺ์และทุนในการทำกลยุทธ์นั้นๆไว้เลย คุณต้องรู้ก่อนว่าใครคือกลุ่มเป้าหมายของคุณ เป้าหมายระยะยาวคืออะไร แล้วคุณอยากจะโปรโมท โฆษณาแบรนด์ของคุณยังไง คุณจะสามารถเลือกแพลตฟอร์มที่เหาะสมได้จากการวางกลยุทธ์ของคุณ
      JD.com Jindong เป็นคู่แข่งตัวสำคัญในจีน มันเป็นแพลตฟอร์มที่ใหญ่ที่สุดเป็นอันดับสอง มีส่วนแบ่งการตลาดอยู่ที่, 25% แต่มันลิงค์กับเครื่องใช้ไฟฟ้าและเครื่องใช้ภายในบ้านสะมากกว่า

หาผู้ร่วมทุน

     หาช่องทางให้สินค้าตัวหนึ่งเข้าสู่ตลาดอีคอมเมิร์สและทำให้มันมีอิทธิพลนั้นก็เป็นที่รู้กันอยู่แล้วว่าเป็นเรื่องต้องผ่านหลายขั้นตอนและต้องใช้เวลา มันอาจจะใช้เวลานาน โดยเฉพาะสำหรับบริษัทชาวต่างชาติ(Wholly Foreign Owned Enterprise/WFOE) มากกว่านั้นถ้าสมมติคุณอยากขายของใน TMall คุณอาจต้องร่วมกับสื่อกลางต่างๆเพื่อจะเข้าไปปรากฏในตลาดอีคอมเมิร์ส การหาผู้ร่วมทุนสามารถช่วยคุณได้

     วิธีนี้ช่วยซื้อเวลาในการพัฒนากลยุทธ์และเงินทุนที่จำเป็นต้องใช้ได้ส่วนหนึ่ง แต่อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงคือคุณต้องเสียการควบคุมส่วนหนึ่งไปให้ผู้ร่วมทุนนั้นเอง เพราะฉะนั้นคุณต้องรู้ว่าอะไรที่สำคัญที่สุดและกลยุทธ์ไหนที่คุณอยากใช้ ถ้าคุณอยากจะหลีกเลี่ยงสื่อกลางนี้ คุณต้องอาจต้องเซ็นสัญญาเกี่ยวกับกฏหมายข้อบังคับของจีน คุณอาจต้องให้เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นช่วย และทำสัญญาภาษาอังกฤษออกมาด้วยเพื่อดูให้แน่ชัดว่าเหมือนกับในเวอร์ชั่นภาษาจีนที่คุณกำลังจะเซ็น นอกจากนั้น คุณต้องรู้ว่าคุณจะส่งเสริมแบรนด์ของคุณยังไง จะทำยังไงให้เข้าตลาดอีคอมเมิร์สให้ได้
(ไม่ว่าจจะเป็นการเลือกใช้ TMall, Taobao หรือแพลตฟอร์มอื่นๆ), คุณจะจัดการปัญหาการขนส่งได้ยังไง และนโยบายการคืนสินค้า เป็นต้น

TMALL, แพลตฟอร์มที่ดีที่สุดสำหรับบริษัทชาวต่างชาติ

     TMall ดึงดูดลูกค้าที่ฉลาดและค่อนข้างมีฐานะมากกว่าและนั่นเป็นกลุ่มเป้าหมายสำคัญของบริษัทชาวต่างแต่เพราะวัฒนธรรมที่คนจีนมี อาจทำให้ยากขึ้นในการเข้าหาพวกเขา พวกเขาใจเย็นและค่อนข้างทำอะไรอย่างช้าๆ และคุณก็ต้องปรับให้เข้ากับสิ่งนี้ให้ได้ด้วย เพราะเวลาซื้อของพวกเขาก็จะระวัง ทำทุกขั้นตอนช้าๆ เช่นกัน นี่เป็นเหตุผลว่าทำไมคุณถึงเห็นวันที่ส่งของมักช้าออกไปหลายวันสำหรับการส่งออเดอร์ในTMall
จริงๆแล้ว TMall อนุญาตให้ลูกค้าซื้อสินค้าผ่านบริษัทนั้นๆได้โดยตรงถ้าบริษัทนั้นมีลิขสิทธิ์ที่น่าเชื่อถือและมากพอ อันนี้จึงเป็นโอกาสหนึ่งที่บริษัทชาวต่างชาติสามารถนำไปใช้เพื่อเข้าสู่ตลาดจีนได้เหมือนกัน
TMall ยังเป็นแหล่งที่คุณได้โอกาสในการโปรโมทแบรนด์ ชื่อเสียงออนไลน์ และสินค้าของคุณในตลาดจีนได้ แต่มันคุณต้องมีต้นทุนค่อนข้างสูงสำหรับการโปรโมทแบรนด์คุณใน TMall แต่มันเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าและสำคัญมาก
     เป็นที่กล่าวถึงกันมาเกือบทศวรรษแล้ว สำหรับโมเดลที่มาจากความร่วมมือระหว่างภาครัฐของจีนและเครือ Alibaba ในการใช้ช่องทาง E-Commerce เข้ามาช่วยเพิ่มโอกาสในการทำตลาด ยอดขาย และการยกระดับและขยายกิจการในระดับท้องถิ่นของจีนให้ไปสู่ความเป็น Smart City มากขึ้น ซึ่งในกรณีนี้เป็นการใช้ในระดับท้องถิ่นเป็นหลัก แนวทางนี้เรียกว่า “หมู่บ้าน Taobao”
     นับตั้งแต่เริ่มโครงการในปี 2009 ผลปรากฏว่าโมเดลนี้ได้กลายเป็นหนึ่งในแรงบันดาลใจที่ส่งอิทธิพลและผลกระทบต่อธุรกิจ E-Commerce ในจีน โดยเฉพาะกับผู้ประกอบการรายย่อยและขนาดกลางที่มีอยู่เป็นจำนวนมาก ทีนี้เราลองมาดูสถิติตัวเลขที่รายงานใน Chinainternetwatch จากในไตรมาสแรกของต้นปี 2018 กันดูว่า มีอะไรน่าสนใจบ้าง

เติบโตในสามมณฑลทางภาคตะวันออกติดชายฝั่งทะเล

     จำนวนของหมู่บ้าน Taobao เริ่มเพิ่มมากขึ้นนับตั้งแต่ปี 2009 เป็นต้นมา โดยเฉพาะในสามมณฑลสำคัญทางภาคตะวันออกติดทะเล ได้แก่ เจ้อเจียง กวางตุ้ง เจียงซู ตามด้วย ซานตง ฟูเจี้ยน ใน 1-2 ปีที่ผ่านมา จำนวนหมู่บ้านที่เข้าร่วมโครงการนี้ได้เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ โดยการสำรวจในปี 2017 พบว่ามีมากกว่า 2,118 แห่ง จากใน 24 จังหวัดที่เข้าร่วม
     ซึ่งเฉพาะในสามมณฑลทางภาคตะวันออก มีการเติบโตมากกว่าร้อยละ 69 จากปีที่ผ่านมา แล้วในจำนวนหมู่บ้าน Taobao กว่าร้อยละ 95 พบว่ามียอดการซื้อขายสินค้าสูงถึง 600 ล้านรายการ 

สินค้ากลุ่มไหนบ้างที่ขายดี

     สำหรับกลุ่มของสินค้าหลักที่ได้รับความนิยมในการซื้อขาย จะเป็นพวกผลิตภัณฑ์ในท้องถิ่น หรือสามารถผลิตได้ในครัวเรือน หรือกับกิจการขนาดย่อม อาทิ อาหารและผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพอนามัย เฟอร์นิเจอร์ กลุ่มของใช้ในครัวเรือ ของตกแต่งในบ้าน กระเป๋า หนังสือ เป็นต้น 

ช่วยให้ชาวบ้านในชนบทฐานะดีขึ้นจริงหรือ

     เรื่องนี้คงต้องว่ากันด้วยสถิติและรายงานที่มีการระบุว่า ในปี 2017 หมู่บ้าน Taobao ทั้งหมดที่เข้าร่วมโครงการสามารถสร้างยอดขายเป็นมูลค่ากว่า 120 พันล้านหยวน ซึ่งก็น่าจะช่วยเพิ่มและยกระดับฐานะทางเศรษฐกิจและรายได้ให้กับคนในท้องถิ่นและชนบทของจีนได้ไม่น้อย
     มีกรณีตัวอย่างเช่น หมู่บ้าน Dinglou ในอำเภอ Cao เป็นหนึ่งในโครงการหมู่บ้าน Taobao มีประชากรราว 1,100 คน เวลานี้พวกเขามีคนที่มีฐานะมากขึ้นจนสามารถซื้อรถยนต์มาใช้ได้มากกว่า 240 คัน หรือเท่ากับร้อยละ 21.8 ต่อประชากร 100 คน ซึ่งมากกว่าพื้นที่อื่นๆในจังหวัดเดียวกัน
     หรือตัวอย่างที่อำเภอก่วนเถา มณฑลเหอเป่ย หลังจากเริ่มเป็นหนึ่งในต้นแบบของโครงการ พวกเขาใช้เวลาเพียง 3 ปี ก็สามารถยกระดับการจำหน่ายสินค้าในระบบออนไลน์ให้เพิ่มมากขึ้นได้ กระทั่งได้รับเงินทุน 15 ล้านหยวนจากรัฐบาลจีนเพื่อตั้งศูนย์บริการสำหรับ E-Commerce และศูนย์การแสดงสินค้า O2O ในปัจจุบันที่นี่มียอดจำหน่ายสั่งซื้อสินค้าทาง Taobao มากกว่า 4 แสนรายการ เป็นมูลค่ารวมมากกว่า 29.8 ล้านหยวน

Taobao จะไม่สามารถใช้ wechat จ่ายเงินได้จ้า

     ต้องผ่าน Alipay ในการจ่ายหรือบัตรธนาคารจีนจ้า แต่ถ้าอยากใช้ กระเป๋าเงินของ wechat ระบบจะบังคับดังนี้
กฎวีแชท

  • กรณีที่ไม่ได้ทำการผูกบัตรธนาคารจีนกับวีแชท จะสามารถส่งเป็น อั่งเปา ได้เดือนละ1000หยวน/วัน/เดือน เท่านั้น และไม่สามารถเอาเงินออกมาเข้าบัตร หรือ โอนให้ใครได้ นอกจากการส่งอั่งเปา เท่านั้น
  • ในกรณีที่ทำการผูกบัตรธนาคารไว้ จะสามารถทำการ โอนมาเป็น อั่งเปาได้ครั้งละ 200 หยวน เดือนละ 100 ครั้ง เท่านั้น หรือสามารถทำการโอนได้ 50,000หยวนต่อเดือนเท่านั้น

วีแชท สามารถผูกบัตรธนาคารได้เฉพาะในจีนเท่านั้น Alipay ก็เช่นกันจ้า
     แต่ alipay ถ้าคุณไม่ได้ทำการยืนยันตัวตน การใช้จ่ายจะมีข้อจำกัด เมื่อถึงระดับนึงคุณจะโดนระบบล็อก เงินจะโดนอายัด ไม่สามารถรับได้ โอนมาได้ หรือใช้จ่ายได้ จ้า
     ถ้าทางร้านบอกว่าให้ไปจ่ายใน wechat ได้เช่นนั้นไม่ใช่ อาจจะโดนหลอกได้จ้า นอกจากสั่งของจากทางพวกขายของทาง wechat หรือ จากทางอื่นที่ไม่ใช่เวบไซต์ที่เป็นระบบ จ้า แต่ไม่แนะนำเท่าไรนอกจากเป็นลูกค้าประจำหรือสั่งอยู่ประจำอยุ่แล้วจะเสี่ยงต่อการโดนโกงเงินจ้า
     ทางคุณสามารถใช้ไอดี Alipay เพื่อนคนจีนเพื่อทำการจ่ายเงินได้จ้า เพียงแค่แลกเงินกับที่รับแลก และให้เขาโอนเข้า alipay ของเพื่อน เพื่อทำการจ่าย แต่ alipay นี้ต้องผูกกับ Taobao ด้วย

Q: แล้วทำไมการบุกตลาดจีน จำเป็นต้องใช้ WeChat ครับ
     Levelupthailand: ให้สามเหตุผลหลัก อันดับแรก และเรียบง่ายที่สุดคือเป็นแอพที่คนจีนใช้งานมากที่สุดในเวลานี้ครับ มีรายงานจากบริษัท Tencent เปิดเผยว่า จำนวน User ล่าสุดเมื่อต้นปี 2018 อยู่ที่ 1,000 ล้านคน และ ใช้งาน Activate เฉลี่ยเดือนละ 600 ล้านคน จากประชากรจีนทั้งหมด 1,300 ล้านคน
     อันดับสองคือ เพราะ WeChat เป็น All-in-One Platform หมายถึงว่า ทุกวันนี้คนจีนไม่ได้ใช้ WeChat แค่เพื่อการแชทส่งข้อความหากันเป็นหลักอย่างเดียว แต่ใช้งานในหลายมิติ เช่น โอนเงิน ทำธุรกรรมการเงิน ซื้อสินค้าออนไลน์ แชร์คลิปวีดีโอ ส่งภาพ และมี WeChat -Miniprogram ที่ทำให้เข้าใช้งานแอพอื่นๆได้โดยไม่ต้องไปเสียเวลาดาวโหลดอีก เช่น เรียกแท็กซี่ ดูหนัง ฟังเพลง เข้าร้านออนไลน์ของ JD.com เป็นต้น
     อันดับสาม ก็จากคำถามแรกครับ เพราะเวลานี้จีนกำลังเข้าสู่สังคมไร้เงินสดมากขึ้นทุกที คนจีนพกแค่มือถือเครื่องเดียว ก็ทำธุระต่างๆ หรือจ่ายเงินได้เลยโดยไม่ต้องพกเงินสดเท่าไรแล้ว แค่มี WeChat, Alipay และแอพอื่นๆที่จำเป็นติดเครื่อง

Q. แล้ว WeChat Pay คืออะไรครับ
     Levelupthailand: WeChat Pay จะเป็นส่วนของการชำระเงินออนไลน์โดยผ่านทางแอพของ WeChat ซึ่งมีลักษณะเป็น All-in-One Platform คือเป็นการจ่ายแบบเสร็จกระบวนการทั้งหมดภายในแอพเดียวครับ ซึ่งปกติแล้วในมือถือของคนจีนจะมีดาวโหลด WeChat มาใช้งานติดเครื่องกันตั้งแต่แรก

Q: ในประเทศไทย ร้านค้าประเภทไหนที่นิยมใช้ WeChat เพื่อชำระค่าบริการครับ
     Levelupthailand: สำหรับในประเทศไทย ต้องยอมรับว่ายังมีเครื่องและอุปกรณ์ที่ให้บริการรองรับการชำระเงินผ่าน WeChat Pay ไม่มากนัก แต่จากในปี 2017-2018 ที่ผ่านมา ธนาคารกสิกรไทยก็กำลังเร่งวางเครื่องกระจายไปตามร้านค้าปลีกทั่วประเทศเพื่อรองรับบริการนี้ประมาณ 200,000 เครื่อง
สำหรับร้านค้าใหญ่ที่มีกลุ่มนักท่องเที่ยวจีนเป็นหนึ่งในลูกค้าหลักเวลานี้อย่างเช่นร้านของฝาก Duty Fee ของ King Power ก็ได้นำร่องจ่ายด้วย WeChat Pay เรียบร้อยแล้วครับ เช่นเดียวกับกลุ่มร้านอาหารและร้านค้าบางประเภทที่นักท่องเที่ยวจีนชอบไปใช้บริการ หรือร้านในสนามบิน เป็นต้น

Q: ขายได้แล้ว จะเอาเงินออกจาก WeChat Pay อย่างไร
     Levelupthailand: ต้องเปิดบัญชีซึ่งจะผูกอยู่กับ WeChat Pay หรือใช้วิธีโอนเงินผ่านทางเอเจนซี่แล้วให้โอนกลับมา ซึ่งจะมีค่าบริการอยู่ โดยที่เราสามารถหาเอเจนซี่เหล่านี้เพื่อใช้บริการได้ครับ
     สำหรับข้อควรระวังคือ ความน่าเชื่อถือของเอเจนซี่ ทั้งนี้ ทางบริษัท Levelupthailand ก็พร้อมที่จะให้คำปรึกษาแก่ผู้สนใจบุกตลาดจีน และต้องการตัวแทนที่มีความน่าเชื่อถือครับ

===============================================

สามารถติดตามเรา PSO ( Passive Selling Online ) ได้หลายช่องทางดังนี้

Facebook Page: passivesellingonline

LINE: @psocourse (อย่าลืมใส่เครื่องหมาย @ ด้วยนะครับ)

เว็บโดนแบนจาก Google จะตรวจสอบได้อย่างไรบ้าง

ตรวจสอบเว็บโดนแบนจาก Google 

       เว็บโดนแบนจาก Google คำถามคือ แล้วเราจะตรวจสอบได้อย่างไรบ้าง เพราะบางครั้งเราไม่รู้ตัวเลยว่าเว็บไซต์ของเรากำลังโดน Google แบนไปแล้ว รวมถึงองค์ประกอบที่ทำให้มีความเสี่ยงที่จะโดนแบนด้วย
ปัจจุบัน การทำ SEO ยังถือว่าเป็นหนึ่งในกลยุทธ์สำหรับการทำอันดับของเว็บไซต์ให้ขึ้นมาอยู่บน Ranking ที่ดี บน Google แต่เนื่องจาก Google ก็มีการเปลี่ยนแปลงระบบการทำงานของอัลกอริธึมที่บ่อยมากขึ้น และส่งผลต่อคนทำ SEO เข้าจังๆเลยก็หลายครั้ง
       วันนี้ทางทางเราจึงได้รวมเรื่องอะไรบ้างที่เป็น ข้อห้าม ในการทำ SEO ที่ควรระวัง แล้วควรรีบแก้ไขโดยเร็ว เพราะไม่อย่างนั้น Google อาจจะแบนเว็บไซต์ของเราได้ครับ
       โดยปกติแล้ว เว็บไซต์ที่โดนลดอันดับ Index ในหน้าค้นหาของ Google จะไม่ค่อยบอกเหตุผลมาโดยตรงว่าเพราะอะไร เราอาจจะต้องตรวจสอบปัญหาเอง ซึ่งถ้าเป็นเว็บไซต์ที่มีความเสี่ยงอยู่แล้ว เช่น เกี่ยวข้องกับการพนัน สินค้าละเมิดลิขสิทธิ์ เว็บที่อิงกับเรื่องการเมือง ศาสนา ไปจนถึงเรื่องเพศ ก็จะอยู่ในข่ายนี้อยู่แล้ว ซึ่งอันดับก็จะลดลงจากอัลกอริธึมของ Google Search แล้วในบางกรณี Google ยังอัพเดท Status ไม่ครบ ก็เลยพบว่าเว็บเรายังโดนแบนอยู่

1. การทำ SEO ด้วยเทคนิคทางลัด 

     ตัวอย่างเช่น การทำ Backlinks, Blog networks ซึ่งเป็นวิธีการทางลัดที่ไม่ค่อยโปร่งใส แม้ว่าที่ผ่านมา ด้วยกลยุทธ์ดังกล่าวจะช่วยให้อันดับเว็บไซต์ขึ้นมาบนหน้าแรก Google ได้เร็ว แต่เวลานี้ก็มีความเสี่ยงที่จะโดน Google ผลักออกจากหน้าแรกๆเช่นกัน ถ้าหากว่า A.I. ของระบบบน Google สามารถตรวจจับได้ (ซึ่งมีความเสี่ยงสูงที่จะจับได้แน่) ผลคือ เว็บไซต์ของคุณอาจจะแทบหาไม่เจอจากการค้นหาบน Google ไปเลย

2. ปั่นเนื้อหา Content บนเว็บไซต์ด้วยการ Copy & Paste 

     เรียกง่ายๆว่า เราไม่ได้เน้นการสร้างเนื้อหา Content ที่ดีพอให้กับเว็บไซต์ แต่ไปทำการ Copy & Paste เนื้อหามาจากเว็บไซต์อื่น ๆ โดยไม่ได้เรียบเรียงขึ้นมาใหม่ให้เหมาะสม
     ซึ่งก็เป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อน เพราะบางครั้งก็ไม่สามารถตรวจสอบได้ทันทีว่า แอดมินของเว็บไซต์เราไปก็อปปี้เนื้อหาจากเว็บอื่นมาหรือเปล่า จนมารู้ตัวอีกทีก็โดนแบนไปแล้ว
     กรณีที่เว็บไซต์มีเนื้อหามากจนไม่มีเวลา ซึ่งถ้าเราไม่มั่นใจ ควรมอบหมายงานในส่วนของแอดมินที่ทำเว็บไซต์ กับคนทำเนื้อหา Content ให้แยกส่วนกันไปเลย หรือถ้าตัวเจ้าของเว็บไซต์ไม่ได้มีเวลาที่จะทำ Content ด้วยตัวเอง จะเป็นการดีมาก
     แต่ถ้าต้องการปั้นเนื้อหาในเว็บไซต์ด้วยการทำ SEO ควบคู่ไปด้วย ก็ลองหาบริการของคนเขียน Conent ที่เกี่ยวข้องกับสินค้าและบริการของคุณดูครับ ปัจจุบัน Google มีการตรวจจับที่ฉลาดขึ้นมาก ดังนั้นถ้าไม่แก้ไขเรื่องนี้ ระวังจะโดนแบนเอาได้ครับ

3. มี Link เสีย หรือมี Broken Link

     เป็นหนึ่งในข้อเสียของการทำ SEO เพราะถ้าหากระบะบค้นหา Search Engine พบว่าเว็บไซต์นั้นมี link เสีย หรือ Broken Link อยู่มากเกินไป ก็จะให้คะแนนว่าเป็นเว็บไซต์ที่ไม่มีคุณภาพ และไม่นาเชื่อถือ
     สำหรับเว็บไซต์ที่ไม่ได้มี Link เสีย แต่ไม่ได้หมั่นเช็คว่า เอ แล้วต้นทางของ Link นั้นยังอยู่ดีหรือไม่ รีบตรวจสอบเถอะครับ ว่าเรามี Broken Link อยู่หรือเปล่า

4. ใช้บริการ Hosting ที่มีคุณภาพต่ำ

      ข้อนี้เป็นเรื่องของค่าใช้จ่าย และการเช่าบริการ Hosting ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าเห็นใจเจ้าของเว็บไซต์อยู่เหมือนกัน แต่ถ้าคุณภาพต่ำ เปลี่ยนไปเถอะท่าน เพราะถ้าลองเข้าเว็บของคุณแล้ว มันใช้เวลาโหลดนาน แสดงว่าไม่ถูกต้องแล้ว คนที่กดเข้ามาหาเว็บต่าง ๆ บน Google พอเห็นว่ามันโหลดนาน เขาก็พร้อมจะกดถอยหลังกลับไปเลือกเว็บใหม่ที่โหลดเร็วกว่าแล้วละ

5. ไม่ได้ตรวจสอบว่ามันขึ้น Page Not Found

      ข้อนี้มักเป็นผลสืบเนื่องมาจาก การใช้บริการ Hosting ที่คุณภาพต่ำ อันที่จริงนี่เป็นปัญหาขั้นพื้นฐานที่ไม่ค่อยเข้าท่าเท่าไหร่ แต่เอ้อ ถ้ามันเจอแบบนี้บ่อย ๆ แล้วตัวจับของ Google มาเจอแบบนี้เข้า มันก็ทำให้เว็บเราไม่ติดอันดับสักที ทั้งที่เราก็ทำ SEO ไว้อย่างดีแล้ว 

6. Link มากเกินไป 

      กลยุทธ์นี้ตกสมัยแล้ว ลองดูว่าเว็บไซต์ของคุณพยายามโยง Link ไปยังเว็บต่าง ๆ ทีเดียวเป็นร้อยเว็บหรือไม่ ซึ่งตัวจบของ Google ถ้าเจอแบบนี้ มันไม่ชอบแน่นอน
      ที่จริงเราสามารถทำได้ แต่ไม่ใช่อัดโครมเข้าไปทีหนึ่ง 100-200 Link แล้วที่สำคัญคือ เว็บที่ Link เข้ามาก็ควรสอดคล้องกับเนื้อหาของเว็บไซต์ของคุณด้วยครับ เพราะว่าตัวจับของ Google ก็ยังวัดคุณภาพเว็บของคุณจาก Link ที่ไปจากเว็บของคุณด้วยเหมือนกัน 

7. SEO ที่อัดจำนวน Keywords

     เป็นเรื่องที่หลายคนรู้อยู่แล้ว แต่ก็พบว่าคนทำ SEO จำนวนมากยังติดหล่มกับดักนี้อยู่ ซึ่งก็ช่วยไม่ได้ เพราะโปรแกรมที่ช่วยประเมินคุณภาพ SEO ที่หลายคนใช้กัน ให้ความสำคัญกับเรื่อง Keywords อย่างมาก จนมันกลายเป็นว่า เนื้อหา Content ที่ทำออกมา มันไม่เป็นธรรมชาติเอาเสียเลย
     มากเกินไป เพราะการเปลี่ยนแปลงของอัลกอริธึมของ Google หลายครั้ง ได้จำกัดจำนวนของ Keywords ตัวหลัก ต่อบทความเอาไว้เพียงไม่กี่คำเท่านั้น ต่อให้ใส่ Keywords มาก ๆ ก็ไม่มีประโยชน์อีก
     ซึ่งเรียกง่ายๆว่า ไม่สนใจเรื่องการสร้างพื้นฐานที่ดีให้เว็บไซต์ นั่นคือเรื่องที่ควรหลีกเลี่ยง และก็มีหลายเว็บไซต์ทที่ละเลยในเรื่องนี้ไป
     การทำ SEO เชิงเทคนิค ยังสามารถใช้ได้ แต่ไม่ควรให้เป็นวิธีการหลักหรือตัวนำอีก กำจัดคอนเทนต์ที่ไม่มีคุณภาพออกไปจากระบบของคุณ (ไม่ว่าจะเป็นบนเว็บของคุณเองหรือ link network ไหนก็ตาม) เพราะระบบ Machine Learning ตัวใหม่ล่าสุดบน Google อย่าง Rank Brain จะมีความสามารถในการเรียนรู้ว่าคอนเทนต์ไหนดีเหมาะกับคนอ่านหรือเป็นแค่คอนเทนต์ขยะที่สร้างขึ้นเพื่อ SEO กำจัดมันออกไปก่อนคุณจะโดนกำจัด การสร้างคอนเทนต์ที่เป็นประโยชน์ต่อผู้อ่านนั้นเป็นเรื่องที่ดีที่สุด
     ไม่สามารถการันตีได้เสมอไปว่า เว็บไซต์จะขึ้นมาติดหน้าแรกภายในระยะเวลาสั้นๆ ซึ่งสาเหตุก็มาจากปัจจัยหลายอย่าง เช่น การแข่งขันสูง เนื้อหามีความซ้ำซ้อนกับคู่แข่ง ไปจนถึงคนทำ Content เองก็ไม่มีคุณภาพและทักษะมากพอ

  • บางคำมีการค้นหาสูง การแข่งขันสูง ทำให้ระยะเวลาส่วนใหญ่อยู่ที่ 3-6 เดือน จึงจะขึ้นหน้าแรกได้สำเร็จ
  • จำเป็นต้องหมั่นอัพเดทอยู่เสมอ จึงอาจเป็นข้อจำกัดของบางเว็บไซต์ที่มีสินค้าและบริการไม่มากนัก เพราะเป็นการยากที่จะสามารถขยาย Content ได้ทุกวัน
  • การเปลี่ยนแปลงอัลกอริธึมของ Google มีความถี่บ่อยมากขึ้น ซึ่งจะส่งผลต่อการทำ SEO โดยตรง

5 เรื่องที่ควรทำสำหรับ SEO 

  • มีค่าใช้จ่ายในการทำ SEO ไม่สูงมาก เมื่อเปรียบเทียบกับการยิงโฆษณาด้วย Google Adwords 
  • เนื่องจากการใช้ Google เพื่อค้นหาข้อมูลด้วย Keywords ต่างๆ เป็นพฤติกรรมการใช้อินเทอร์เน็ตโดยทั่วไปอยู่แล้ว การทำ SEO ช่วยเพิ่มโอกาสให้เว็บไซต์ของเรามากขึ้น
  • ตามธรรมชาติแล้ว ผู้ที่จะค้นหา Keywords หรือข้อความต่างๆบน Google ย่อมแสดงว่าเป็นกลุ่มเป้าหมายที่มีความสนใจในสินค้าและบริการนั้นอยู่แล้ว
  • กรณีที่สามารถทำให้ติดหน้าแรกได้แล้วยังไม่มีคู่แข่ง ก็มีโอกาสที่จะติดหน้าแรกเป็นเวลานานข้ามปี มีบางกรณีที่แทบจะไม่ได้อัพเดทอะไรเพิ่มแล้ว แต่เมื่อค้นหาคำใน Google ก็ยังพบขึ้นมาหน้าแรกอยู่ดี
  • ช่วยให้ระบุ Keywords ในการค้นหาของเราได้ชัดเจนด้วย

SEO กลยุทธ์เน้นทำ Keywords เพื่อดันให้เว็บไซต์ขึ้นหน้าแรก

      SEO หรือ Search Engine Optimization โดยหลักการคือการผลิตเนื้อหา Content เพื่อดันเว็บให้ขึ้นหน้าแรกเป็นหลัก ส่วนใหญ่แล้วต้องอาศัยประสบการณ์ ทักษะการเขียน และความเข้าใจในระบบค้นหาของ Google ซึ่งจะเกี่ยวข้องกับ Keywords ค่อนข้างมาก
      ทำให้หน้าแรกด้วยวิธีการเขียนคอนเทนต์ล้วนๆ ซึ่งต้องใช้ทักษะและฝีมือ รวมไปถึงประสบการณ์ค่อนข้างมาก หลักการโดยย่อที่จะทำให้ติดหน้าแรกได้คือดังนี้

ต้องมี คีย์เวิร์ด (Keywords)

      เช่นถ้าหากต้องการเขียนเรื่องกระเป๋า เพื่อให้ติดหน้าแรก คำที่ควรโฟกัสคือคำว่า “กระเป๋า” ควรใส่คำนี้ลงในพาดหัว ในย่อหน้า ในบทความ และตั้งชื่อรูปรวมถึง Alternative Text ต้องมีคีย์เวิร์ดคำว่า “กระเป๋า” เช่นเดียวกัน 

คีย์เวิร์ดกว้างไปไม่ใช่เรื่องดี

      อย่างที่กล่าวไปด้านบนคีย์เวิร์ดคำว่า “กระเป๋า” เป็นคีย์เวิร์ดที่กว้างมาก และมีคนใช้เป็นจำนวนมาก การที่จะทำให้ติดหน้าแรกก็เป็นเรื่องยากตามไปด้วย สำหรับมือใหม่แนะนำคีย์เวิร์ดที่แคบลงมา เช่น “กระเป๋า” > “กระเป๋าเดินทาง” > “กระเป๋าเดินทางสีดำ” คำที่มีโอกาสติดหน้าแรกมากที่สุดคือ “กระเป๋าเดินทางสีดำ” เป็นเพราะมีคนใช้น้อยกว่า จึงมีโอกาสติดหน้าแรกด้วยคีย์เวิร์ดนี้มากกว่านั่นเอง

หมั่นอัพเดตหน้าเว็บไซต์เป็นประจำ

      เว็บไซต์ที่มีความเคลื่อนไหวอยู่เรื่อยๆ กูเกิลจะมองว่าเป็นเว็บไซต์ที่น่าสนใจ ดังนั้นควรหมันเพิ่มบทความ สินค้าหรือบริการอยู่เรื่อยๆ เพราะทุกครั้งที่มีบทความ เท่ากับต้องใช้คีย์เวิร์ดใหม่ๆ ทำให้เรามีโอกาสติดหน้าแรกด้วยคำอื่นๆ นอกเหนือจากเพียงคำเดียว
      โดยสรุปแล้ว SEO เป็นวิธีการที่เคยได้รับความนิยมมากในหลายปีหลัง แต่เนื่องจาก Google มีการเปลี่ยนแปลงอัลกอริธึมที่จะส่งผลต่อการเข้าถึงและค้นหาเว็บไซต์ต่างๆอยู่บ่อยครั้ง จึงกลายเป็นว่าหลายบริษัทและเอเจนซี่ที่ทำ SEO เริ่มจะประสบปัญหามากขึ้น ซึ่งทางแก้ไขหนึ่งก็คือการสร้าง Content ที่มีความน่าสนใจและตอบโจทย์ของผู้ค้นหาให้ได้มากขึ้น แต่ก็ต้องอาศัยทักษะอย่างมากเช่นกัน 

ลงโฆษณาด้วย Google Adwords ช่วยติดหน้าแรกทันทีเมื่อพิมพ์ค้นหา

      Google Adwords คือเครื่องมือโฆษณาชนิดหนึ่ง ที่ทำให้การค้นหาติดอันดับอยู่หน้าแรกทันที เพียงแค่ใช้คีย์เวิร์ดที่เราต้องการ เช่น ถ้าเราใส่คีย์เวิร์ดลงไปว่า “รถยนต์” จะมีโฆษณาจากเต็นท์รถยนต์มือสองปรากฏที่ด้านบนของการค้นหา ทำให้มีโอกาสที่จะขายสินค้าและบริการได้มากขึ้น ซึ่งจะเรียกว่า Paid Search
      ซึ่งวิธีการโฆษณาสามารถใส่คีย์เวิร์ดที่เราต้องการลงไปกี่คำก็ได้ และใส่ลิงก์ไปยังเว็บไซต์ของเรา โดยการคิดค่าโฆษณาของ Google Adwords นั้นจะคิดเงินตามคลิก ที่เรียกว่า Cost per Click (CPC)

ข้อดีของการโฆษณาด้วย Google Adwords แบบเน้นการค้นหา 

  • การันตีการติดอันดับต้นๆของ Google ได้ทันที ไม่ต้องรอระยะเวลานานเหมือนการทำ SEO
  • ใส่คีย์เวิร์ดที่ต้องการให้โฆษณาไปกี่คำก็ได้
  • การคิดเงินเป็นแบบตามจริง คือต่อเมื่อมีคนคลิกเข้ามาหลังจากค้นหาบน Google แล้วเท่านั้น
  • กรณีถ้าไม่มีคนคลิกหลังจากค้นหาเจอบน Google แล้ว เราก็ไม่เสียเงิน ไม่ว่าโฆษณานั้นจะแสดงไปกี่ครั้งก็ตาม
  • สามารถกำหนดกลุ่มเป้าหมายได้ชัดเจน และตรงกลุ่มที่จะซื้อสินค้าและบริการของเรา ถ้าเราสามารถใส่ Keywords ได้เหมาะกับธุรกิจ

ข้อด้อยของการยิงโฆษณาด้วย Google Adwords

  • บาง Keywords มีแนวโน้มว่าการแข่งขันสูงเกินไป แนวโน้มที่คนจะเลือกคลิกเว็บของเราหลังจากค้นบน Google ก็ไม่ได้การันตีว่าจะเข้ามาเสมอไป
  • แนวโน้มของคนที่คลิกเลือกเว็บไซต์ที่ยิงโฆษณา น้อยกว่าอันดับที่มาจาก Organic
  • เครื่องมือมีความซับซ้อนพอสมควร ถ้าไม่ได้เชี่ยวชาญก็ต้องค่อยๆเรียนรู้
  • การทำต้องมีความรู้เรื่องการตลาดบ้าง และอาจต้องเข้าใจความต้องการของผู้บริโภคในตลาดออนไลน์ด้วย

โดยสรุป

      อันที่จริงแล้ว ทั้งสองทางเลือกสามารถทำควบคู่กันไปเพื่อให้เว็บไซต์เข้าถึงผู้ค้นหาใน Google ได้ ไม่จำเป็นต้องทำเพียงด้านใดด้านหนึ่งเสมอไป เพราะต่างก็มีข้อเด่นและข้อด้อยด้วยกันทั้งสองทางนั่นเองธุรกิจประสบความสำเร็จได้
      ครั้งหน้าทาง Digital Marketing Wow จะสอนวิธีการใช้งาน Google Adwords เบื้องต้น สำหรับสร้างโฆษณาเฉพาะเครือข่ายการค้นหา (Paid Search)
      ที่จริงแล้ว การเขียนบทความหรือ Content ที่น่าสนใจแล้วอัพเดทบ่อยๆบนเว็บไซต์นับว่าเป็นวิธีที่ดูแล้วค่อนข้างยากสำหรับกลุ่มเว็บไซต์ที่เน้นขายสินค้าและบริการ เพราะไม่ได้มี Content ที่จะคอยอัพเดทกันทุกวันเสมอไป แต่อันที่จริงแล้ว ถ้าเข้าใจหลักการในการจัดอันดับของ Google มากพอ ก็สามารถทำให้เรื่องนี้ทำได้ง่ายมากขึ้น เพราะสำหรับเว็บไซต์ที่มุ่งเน้นการขายสินค้าและบริการ ถ้าสามารถผลักดันให้ขึ้นมาติดในการค้นหาหน้าแรกของ Google ได้ ก็มีโอกาสที่จะเพิ่มยอดขายได้อย่างมาก

===============================================

สามารถติดตามเรา PSO ( Passive Selling Online ) ได้หลายช่องทางดังนี้

Facebook Page: passivesellingonline

LINE: @psocourse (อย่าลืมใส่เครื่องหมาย @ ด้วยนะครับ)

1 2 3 13
>