Category Archives for "บทความ ทั่วไป"

นักท่องเที่ยวจีนกลุ่ม Gen Y-Z กำลังสนใจอะไร

นักท่องเที่ยวจีนกลุ่ม Gen Y-Z กำลังสนใจอะไร

ตั้งหลักออนไลน์พามาอัพเดทข้อมูลน่าสนใจครับ สำหรับผู้ประกอบการในธุรกิจที่สนใจจับกลุ่มนักท่องเที่ยวจีน โดยเฉพาะกลุ่มวัยรุ่นในช่วงอายุ Gen Y-Z ซึ่งก็คือกลุ่มที่เกิดตั้งแต่ปี 1990-2000 เป็นต้นมา ซึ่งถือว่ากลุ่มนี้เป็นพวกที่มีกำลังซื้อสูงในการท่องเที่ยวประเทศไทยเลยครับ

จากรายงานของสื่อจีนเช่น CGTN, Jing Daily มีการสำรวจพบว่า กลุ่มวัยรุ่นจีน Gen Y-Z เป็นกลุ่มผู้บริโภคที่มีกำลังซื้อสูงและน่าจับตามองมาก เพราะแม้ว่าคนกลุ่มนี้ส่วนใหญ่แม้จะยังไม่ได้มีรายได้ของตัวเองมากนัก แต่ด้วยความสำเร็จของคนรุ่นก่อน ทำให้คนจีนรุ่นนี้มีกำลังซื้อสูง และไม่ใช่แต่การบริโภคของฟุ่มเฟือยด้วย แต่เป็นการใช้จ่ายและลงทุนเพื่ออนาคตอีกด้วย

ซึ่งกลุ่มธุรกิจและการท่องเที่ยวที่น่าสนใจสำหรับคนกลุ่มนี้ ได้แก่

ด้านศิลปวัฒนธรรมโบราณ ประวัติศาสตร์

คนจีนชื่นชอบประวัติศาสตร์กันอยู่แล้ว ซึ่งก็เป็นเรื่องที่วัยรุ่นให้ความสนใจมากขึ้น เพราะในสื่อจีนเองก็มีการประยุกต์เพื่อนำเสนอขายต่อคนจีนและต่อชาวโลกด้วย

การท่องเที่ยวในด้านนี้จึงได้รับความนิยมมากครับ กรณีของไทย ทำให้พวกสถานที่ชื่อดังทางด้านประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม เต็มไปด้วยนักท่องเที่ยวจีน รวมถึงกลุ่ม Gen Y-Z ก็ให้ความสนใจมากด้วย

เครื่องรางของขลัง

อาจจะเป็นเรื่องตลกร้ายนิดหน่อยครับ เพราะทุกวันนี้คนจีนแผ่นดินใหญ่ได้ชื่อว่าเป็นชาติที่ไม่มีศาสนา แต่กลายเป็นว่า เครื่องรางของขลัง เป็นหนึ่งในสินค้าที่ได้รับความนิยมมากสำหรับนักท่องเที่ยวจีน ทั้งที่มาจากจีนแผ่นดินใหญ่และฮ่องกงด้วย

หลายท่านอาจจะสงสัยว่า แล้วทำไมคนจีนที่ได้ชื่อว่าไม่มีศาสนาถึงชอบของเหล่านี้ คือที่จริงแล้วมันก็เป็นเรื่องของเครื่องมือที่ช่วยเสริมสร้างกำลังใจ การแข่งขันที่รุนแรงในสังคมมากกว่าจะเป็นความเชื่อแบบฝังรากครับ อีกทั้งกระแสเครื่องรางของขลังไทยก็ได้รับความนิยมมาราว 2-3 ทศวรรษแล้ว เมื่อครั้งที่มีดาราฮ่องกงเดินทางเข้ามาเช่าพระและเครื่องรางของขลังต่างๆกลับไป แล้วก็กลายเป็นกระแสขึ้นมา

อาหาร ทัวร์บริโภค

ประเทศไทยได้ชื่อว่าเป็นเมืองแห่งอาหารอร่อย โดยเฉพาะอาหารแนว Street Food ซึ่งจากการจัดอันดับของหลายสำนัก พบว่าไทยจะติดอยู่ในอันดับต้นๆเสมอ เช่นจากการจัดอันดับล่าสุดของทาง Mastercard ก็ให้กรุงเทพ เชียงใหม่ และพัทยา ติดอันดับต้นๆของเมืองที่ขึ้นชื่อในด้านอาหารร้านริมทาง และนักท่องเที่ยวทั่วโลกควรได้มาชิมกันสักครั้ง

เพราะฉะนั้น การปั้นร้านอาหารหรือแหล่งที่มีอาหารริมทางที่น่าทาน ก็ถือว่าเป็นแหล่งดึงดูดเม็ดเงินจากนักท่องเที่ยวจีนที่มหาศาลได้เลยครับ

ถ่ายเซลฟี่กับธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

คนจีนรุ่นใหม่ให้ความสำคัญกับเรื่องการเยี่ยมชมสถานที่ทางธรรมชาติสิ่งแวดล้อม และสิ่งที่พวกเขาชอบมากก็คือ การไปถ่ายเซลฟี่ครับ

เครื่องสำอาง ความสวยงาม แฟชั่น

เรียกว่าไม่เพียงแต่สาวๆชาวจีน แต่ยังรวมถึงคนหนุ่มด้วย ให้ความสำคัญกับภาพลักษณ์ของตนเองมากขึ้น เครื่องสำอางของไทยก็ถือว่าเป็นหนึ่งในสินค้าที่คนจีนซื้อกลับไปมากเป็นอันดับต้นๆ ในเวลานี้

การผจญภัย

เนื่องจากคนจีนในวัยรุ่นเป็นกลุ่มที่ยังมีกำลังมาก และชอบความท้าทาย ซึ่งไม่เพียงแต่การท่องเที่ยวธรรมดา แต่ยังรวมถึงการเที่ยวแบบแบ็กแพ็ก ซึ่งเป็นรูปแบบที่ชาวตะวันตกนิยมกันอยู่แล้วด้วย

สำหรับการท่องเที่ยวสไตล์นี้ จะเป็นแบบการไป Adventure แล้วยังมีการทำเพจแล้วถ่ายทอดสดแบบ Live Streaming เพื่อสร้างชื่อในโลก Social

กระแสนี้ก็กำลังเป็นที่นิยมากขึ้น และทำให้หลายคนเป็น Influencer บนโซเชียลของจีนไปด้วย

===============================================

สามารถติดตามเรา PSO ( Passive Selling Online ) ได้หลายช่องทางดังนี้

Facebook Page: passivesellingonline

LINE: @psocourse (อย่าลืมใส่เครื่องหมาย @ ด้วยนะครับ)


ตุลาคม 13, 2019

Lazada กับการแต่งตั้ง CEO คนใหม่ เดินหน้าแผนบุกอาเซียน

Lazada กับการแต่งตั้ง CEO คนใหม่ เดินหน้าแผนบุกอาเซียน

ตั้งหลักออนไลน์ขอพามาอัพเดทสถานการณ์ของธุรกิจอีคอมเมิร์ซ เมื่อเจ้าพ่อรายใหญ่สุดของช่องทางนี้ที่เข้ามาในประเทศไทยอย่าง Lazada มีการแต่งตั้ง CEO คนใหม่ ซึ่งก็จะยังคงนโยบายหลักในการเดินหน้าผลักดันอีคอมเมิร์ซในภูมิภาคอาเซ๊ยนต่อเนื่องอยู่เช่นเดิม

สำนักข่าวหลายแห่ง เช่น Reuter, Techcrunch, Bloomberg ได้รายงานเกี่ยวกับการแต่งตั้ง CEO ผู้บริหารคนใหม่ของ Lazada ซึ่งปัจจุบันถือว่าเป็นผู้ให้บริการอีคอมเมิร์ซชั้นแนวหน้าในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และในเวลานี้ก็อยู่ภายใต้การสนับสนุนของเครือ Alibaba บริษัทยักษ์ใหญ่ของจีน ซึ่งก่อตั้งโดย แจ็คหม่า นั่นเอง

ในรายงานยังระบุว่า Lazada ได้มีการประกาศแต่งตั้ง นายปิแอร์ ปัวยอง (Pierre Poignant) ให้เข้ามารับตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายบริหาร แทนที่ นางลูซี่ เพง (Lucy Peng) แต่อย่างไรก็ตาม ทางลูซี่ ยังคงดำรงตำแหน่งประธานคณะกรรมการบริหารของ Lazada อยู่ต่อไป

สำหรับสาเหตุหลักที่ทำให้มีการเปลี่ยนตัวประธานฝ่ายบริหารในครั้งนี้ สื่อหลายฝ่ายวิเคราะห์ว่า เป็นการการยกระดับทางด้านแผลกลยุทธ์ของ Lazada ที่ต้องการจะครองส่วนแบ่งทางการตลาดด้านอีคอมเมิร์ซในอาเซียนให้ยิ่งขึ้น หลังจากกำลังเผชิญหน้ากับคู่แข่งที่สำคัญในภูมิภาคนี้เช่น Shopee อีคอมเมิร์ซชื่อดังจากสิงคโปร์ ซึ่งถือว่ามีนโยบายเชิงรุกอย่างเต็มที่เช่นกัน

ส่วน CEO คนใหม่อย่าง นายปิแอร์ ปัวยอง จะทำหน้าที่บริหารงานของ Lazada ทั้งในประเทศไทย สิงคโปร์ อินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ เวียดนาม ต่อไปเช่นเดิม ซึ่งจะมีการทำงานร่วมกันกับ CEO ที่ประจำแต่ละประเทศอย่างใกล้ชิดด้วย

ทั้งนี้ การเข้ามาของนายปิแอร์ นับว่าเป็นการส่งสัญญาณที่จะยกระดับในแง่โครงสร้าง เพราะเขาถือว่าหนึ่งในเสาหลักของบริษัทที่ร่วมกันพัฒนาระบบ Logistics ให้กับ Lazada นับตั้งแต่เริ่มก่อตั้งในปี 2012 ซึ่งแสดงว่าทาง Lazada กำลังเล็งที่ยกระดับของบริษัท โดยเฉพาะในด้านโครงสร้าง ระบบขนส่ง และการแข่งขันในด้านนี้กับคู่แข่งมากขึ้น

นายปิแอร์ยังยังเป็นผู้บริหารที่ทำหน้าที่ดูแลงานบริหารหลายฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นด้านการผลิต Content ให้เข้าถึงผู้บริโภค และด้าน Supply Chain อีกด้วย

ในรายงานนั้น นายปิแอร์ได้ให้สัมภาษณ์ว่า ทุกวันนี้ Lazada ก้าวมาไกลได้ ปัจจัยหลักก็เพราะการพัฒนาระบบเทคโนโลยีในด้านต่าง ๆ รวมถึงการให้ความสำคัญกับเครือข่าย Logistics ซึ่งภายในปี 2019 จะเป็นก้าวสำคัญที่จะเดินหน้าพัฒนาต่อไป

ด้านนางลูซี่  อดีต CEO เองก็กล่าวชื่นชมนายปิแอร์ว่า “เขาเป็นผู้ร่วมก่อตั้งลาซาด้าที่ได้รับการเคารพนับถือ  และทุ่มเททุกอย่างให้บริษัทมาอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยตลอด 6 ปีที่ผ่านมา คุณปิแอร์และผู้ร่วมก่อตั้งคนอื่นๆ ต่างก็มีวิสัยทัศน์ในการสร้างเครือข่าย Logistics ให้กับบริษัทตั้งแต่จุดเริ่มต้น ในสมัยที่ยังไม่มีใครในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ให้ความเชื่อถือว่าธุรกิจอีคอมเมิร์ซจะเติบโตได้จริง ซึ่งในปัจจุบันนี้ อีคอมเมิร์ซถือว่าเป็นธุรกิจที่มีมูลค่ามหาศาล และเป็นอนาคตใหม่ของการตลาดบนโลกอินเทอร์เน็ตไปแล้ว และนั่นเป็นปัจจัยที่ทำให้บริษัทของเราโดดเด่นและแตกต่างไปจากคู่แข่ง”

นี่จึงเป็นก้าวสำคัญของ Lazada ไม่ว่าจะเป็นในประเทศไทยและอาเซียน ซึ่งต้องจับตาดูต่อไปครับ

===============================================

สามารถติดตามเรา PSO ( Passive Selling Online ) ได้หลายช่องทางดังนี้

Facebook Page: passivesellingonline

LINE: @psocourse (อย่าลืมใส่เครื่องหมาย @ ด้วยนะครับ)


คนไทยใช้อินเทอร์เน็ตราว 82% จากทั้งประเทศ เหตุผลที่ธุรกิจต้องปรับตัว

คนไทยใช้อินเทอร์เน็ตราว 82% จากทั้งประเทศ เหตุผลที่ธุรกิจต้องปรับตัว

ทางตั้งหลักออนไลน์นำสถิติในภาพรวมมาให้ดู เพื่อให้ทุกท่านได้เห็นว่า ทำไมผู้ประกอบการไทยและผู้ที่กำลังเริ่มต้นธุรกิจในยุคนี้ จำเป็นต้องให้ความสำคัญต่อโลกอินเทอร์เน็ต และโซเชียลมีเดีย มากขึ้นครับ

คนไทยใช้อินเทอร์เน็ต 82.4% จากทั้งหมด

อ้างอิงข้อมูลจาก https://infocenter.git.or.th ซึ่งมีรายงานล่าสุดที่ชี้ว่า ในปี 2018 ที่ผ่านมา คนไทยมีปริมาณการใช้งานอินเทอร์เน็ตสูงถึง 82.4% จากจำนวนประชากรทั้งประเทศ

โดยหากประเมินในจำนวนอัตราส่วนนั้น ถือว่าเป็นอันดับ 3 ในชาติอาเซียน

ซึ่งในแง่ของอัตราส่วนแล้วถือว่าเป็นรองเพียงแค่บรูไน และสิงคโปร์

แต่ถ้าวัดกันที่ปริมาณของประชากร ถือว่าของไทยทิ้งไม่เห็นฝุ่นเลยครับ เพราะปัจจุบันไทยมีจำนวนประชากรอยู่ที่ประมาณ 69 ล้านคน ซึ่งเท่ากับว่าจำนวนผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตจะมีมากถึง 57 ล้านคน

ประชากรกลุ่มไหน

ตรงนี้มีรายงานว่า กลุ่มผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตหลัก เป็นกลุ่มผู้ที่อยู่อาศัยในเขตเมืองสูงถึง 53% (ซึ่งคิดเป็น 82% ของประชากรทั้งหมด)

ส่วนผู้ใช้งานที่มีการ Active อยู่บนแอพลิเคชั่นบนโซเชียลมีเดีย มีถึง 51 ล้านคน คิดเป็น 74% ของประชากรทั้งหมด

โดยสรุปแล้ว ข้อมูลของผู้ใช้งานโซเชียลมีเดียก็มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นจากปีก่อน ซึ่งก็มีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้นอีกในปีถัดไปด้วย

ธุรกิจอีคอมเมิร์ซในไทยกลังเติบโต

ในรายงานของเว็บไซต์ Statita ระบุว่าในปี 2018 ที่ผ่านมา ธุรกิจอีคอมเมิร์ซในประเทศไทย มีมูลค่าสูงถึง 3,757 ล้านเหรียญสหรัฐ

แล้วยังมีการคาดการณ์ว่า ภายในปี 2018-2023 จะมีการเติบโตขึ้นอีก 11.2%

นอกจากนี้ในรายงานยังระบุว่ามูลค่าในตลาดนี้อาจขึ้นสูงถึง 6,384 ล้านเหรียญ เมื่อถึงสิ้นปี 2023

Content ด้านสื่อบันเทิง

ธุรกิจบนอินเทอร์เน็ตที่มีส่วนแบ่งการตลาดมากที่สุดก็คือกลุ่ม สื่อบันเทิงและอิเล็กทรอนิกส์ มีมูลค่ากว่า 1,043 ล้านเหรียญสหรัฐ

ซึ่งถือว่านี่เป็นกลุ่มที่มีการเปลี่ยนแปลงในแง่ของการพอร์ตการนำเสนอด้าน Content และข่าวสารต่างๆมากที่สุด โดยมาจากการนำเสนอทางออฟไลน์มาเป็นออนไลน์

ใช้งานบนมือถือ แนวโน้มเพิ่มสูงสุด

ด้านการใช้งานของโซเชียลมีเดียบนมือถือ ก็มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นสูงสุด

ในปี 2018 ที่ผ่านมา มีรายงานว่าจำนวนผู้ใช้งานโดยรวมมีมากถึง 55.56 ล้านคน คิดเป็น 80% ของประชากรทั้งหมด ซึ่งก็ถือว่าเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ธุรกิจหลายอย่างเปลี่ยนมาบนโลกออนไลน์มากขึ้น

 ด้านผู้ใช้งาน Active ของโซเชียลมีเดียผ่านทางมือถือ สูงถึง 46 ล้านคน คิดเป็น 67% ของประชากรทั้งหมดในเวลานี้

โดยสรุปแล้ว นี่จึงเป็นยุคของการทำธุรกิจบนโลกอินเทอร์เน็ตอย่างเต็มตัวครับ ซึ่งผู้ประกอบการจำเป็นต้องอัพเดทและเปลี่ยนแปลงเพื่อเพิ่มยอดขายและโอกาสในการตลาดและการสร้างแบรนด์ด้วยครับ

===============================================

สามารถติดตามเรา PSO ( Passive Selling Online ) ได้หลายช่องทางดังนี้

Facebook Page: passivesellingonline

LINE: @psocourse (อย่าลืมใส่เครื่องหมาย @ ด้วยนะครับ)


ทำไมทำเว็บไซต์ขายของ แต่คนเข้ามาดูแทบไม่มี

ทำไมทำเว็บไซต์ขายของ แต่คนเข้ามาดูแทบไม่มี

            ตั้งหลักออนไลน์เชื่อเลยว่าหลายคนอาจเคยพบปัญหานี้ครับ

            เพราะนี่มันคือปัญหาใหญ่สำหรับคนทำ Digital Marketing และคนทำการตลาดออนไลน์ แล้วที่ลำบากก็คือ บางครั้งเราทุ่มเงินโฆษณาไปตั้งเยอะ แต่มันก็ยังไม่ได้ผลลัพธ์กลับมาอย่างที่คาดหวัง ไม่ว่าจะเป็นการทำ Google Adwords หรือยิงแอดบน Facebook

กรณีนี้ เรามาเจาะปัญหาสำหรับคนที่ทำเว็บไซต์เพื่อขายของออนไลน์ ซึ่งเวลานี้นิยมใช้เครื่องมือทำเว็บสำเร็จรูปกันมากขึ้นครับ 

 ซึ่งก็เป็นเครื่องมือที่ค่อนข้างสะดวก เพราะมีราคาถูก แล้วต่อให้ไม่ต้องเป็นโปรแกรมเมอร์ก็สามารถทำเว็บเองได้ เจ้าของร้านออนไลน์สามารถเป็นแอดมินได้เอง หรือจะหาคนมาดูแลในส่วนนี้ก็ได้เหมือนกัน อีกทั้งเว็บสำเร็จรูป (Web Template) ก็มีรูปแบบที่สวยงาม และใช้งานได้ทั้งภาคเอกชนและหน่วยราชการครับ

สำหรับตัวอย่างที่นิยมใช้กัน เช่น  Wordpress.com Wix com หรือ Blogger.com

แต่มันก็มีข้อแตกต่างอยู่เหมือนกับครับ ถ้าเปรียบเทียบกับการจดทะเบียนโดเมนเอง เช่าโฮสติ้ง หรือเช่าพื้นที่ Cloud เป็นของตัวเอง แม้ว่าในแบบหลังเราอาจจะต้องเสียค่าใช้จ่ายมากกว่า

            แต่ปรากฏว่า ทั้งสองแบบกลับเจอปัญหาเหมือนกันครับ นั่นคือ เว็บไซต์ทำออกมาแล้ว ไม่มีใครเข้ามาดู กลายเป็นเว็บร้าง ยอดวิว ยอด Reach ไม่กระเตื้อง ซึ่งถ้าเราเข้ามาดูสถิติ Traffic ของผู้คลิกเข้ามาในเว็บไซต์ก็อาจจะเสียกำลังใจยิ่งกว่าเดิมก็ได้

โอเคว่าในช่วงแรกอาจจะมียอดคนพุ่งๆขึ้นมาบ้างในตอนที่เริ่มลง Content ลงเนื้อหาแล้วสามารถเรียกความสนใจของผู้คนได้ หรือบางเว็บก็ใช้กลยุทธ์ดันพาดหัวเรื่องที่ชวนดราม่า แล้วอาจจะนำไปแชร์ผ่านทางโซเชียลอีกทางหนึ่ง ไปจนถึงการทำ SEO เพิ่มเติม

ทั้งหมดนี้อาจจะช่วยกระตุ้นเว็บได้บ้างเหมือนกันครับ แต่ในระยะยาวเมื่อถึงจุดหนึ่งแล้ว มันอาจจะจะถึงทางตันได้ครับ เพราะกลายเป็นว่ายอดผู้เข้าชมแบบธรรมชาติ (Organic) แทบจะไม่เข้ามาจากในหน้าค้นหาของ Google เวลาค้นหาเว็บของเราเลย  

สาเหตุหลักก็เพราะว่า เว็บไซต์ของคุณขาดการอัพเดท Content ที่น่าสนใจ และทำให้เว็บไม่ติดอยู่บนอันดับ Google Ranking แล้วยิ่งถ้าเป็น Keyword ที่มีการแข่งขันสูง โอกาสก็ยิ่งต่ำลงด้วย เว็บเราอาจจะไปโผล่ในหน้าหลังๆซึ่งคนก็ไม่ค่อยหากันแล้ว

อีกสาเหตุหนึ่งก็คือ ระบบค้นหา Search Engine ของ Google ไม่เชื่อถือเว็บไซต์จากโดเมนฟรี แม้ว่าจะไม่ใช่ทุกกรณีก็ตามที

แต่ก็ไม่ได้แปลว่า การใช้เครื่องมือทำเว็บฟรีอย่าง WordPress.com และ Wix com  จะเป็นเรื่องผิดนะครับ เพราะทุกวันนี้เว็บชื่อดังหลายแห่งก็ใช้เครื่องมือนี้ แม้แต่เว็บในต่างประเทศเองก็นิยมใช้งานด้วย มีหลายเว็บจำนวนมากที่ใช้แล้วก็รุ่ง หรือเป็นเว็บไซต์โด่งดังได้ เพียงแต่ถ้าคุณต้องการทำเว็บไซต์ขึ้นมาเพื่อใช้งานด้านการตลาด เพื่อขายและโปรโมทสินค้าและบริการ ไปจนถึงการมองหาโอกาสต่อยอดต่างๆ การจดทะเบียนโดเมนของเราเองคือเรื่องสำคัญครับ จากนั้นการผลิต Content และอัพเดทอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการทำ SEO และ Google Adwords การยิงโฆษณาที่ถูกกลุ่มเป้าหมายก็จะช่วยเพิ่มโอกาสให้การค้นหาบน Google ดีขึ้นได้

สรุปว่า เครื่องมือทำเว็บฟรีเป็นของราคาถูกและดีก็จริง แต่เราก็ต้องลงทุนและอัพเดท Content ที่จะตอบโจทย์ลูกค้าได้ รวมถึงการจดโดเมนและองค์ประกอบอื่นๆด้วยครับ เพราะสุดท้ายแล้ว เว็บไซต์มันก็คือหน้าร้านของเรา ถ้าเราทำไม่ดี คนก็ไม่อยากเข้ามาดูหรอกครับ

===============================================

สามารถติดตามเรา PSO ( Passive Selling Online ) ได้หลายช่องทางดังนี้

Facebook Page: passivesellingonline

LINE: @psocourse (อย่าลืมใส่เครื่องหมาย @ ด้วยนะครับ)


Apple รับผลกระทบจากสงครามการค้า อาจต้องย้ายฐานการผลิต iPhone ในจีน

Apple รับผลกระทบจากสงครามการค้า อาจต้องย้ายฐานการผลิต iPhone ในจีน

วันนี้ทางตั้งหลักออนไลน์พามาอัพเดทสถานการณ์ของการผลิต iPhone ซึ่งถือว่าอยู่ในช่วงสำคัญสำหรับ Apple เพราะอาจจะต้องเกิดการย้ายฐานการผลิตจากในจีนไปที่สหรัฐอเมริกา แล้วมันก็จะกระทบต่อราคาขายของเครื่อง iPhone ที่อาจจะต้องพุ่งสูงขึ้นอีกก็เป็นได้

แล้วถ้าเป็นจริง ทิศทางของเครื่องมือถือก็อาจจะมีการเปลี่ยนแปลงอีกรอบก็ได้ครับ มาลองไล่ลำดับเรื่องราวกันดูครับ

สงครามการค้าทำพิษ กำแพงภาษี 25%

เรื่องนี้ถือว่าเป็นผลกระทบลูกโซ่โดยตรง หลังจากโรงงานและบริษัท Partner หลักของ Apple ในประเทศจีน อาจจะต้องรับผลกระทบจากสงครามการค้าของยักษ์ใหญ่ทั้งสองประเทศที่เกิดขึ้นในช่วงที่ผ่านมา เนื่องจากทาง Partner ในจีนของ Apple อาจจะต้องโบกมือลา ถ้าหากทางสหรัฐยังคงยืนกรานตั้งกำแพงภาษี จาก 10% เป็น 25% ตามที่เคยประกาศออกมาก่อนหน้านี้นั่นเอง

สำหรับบรรดาโรงงานและผู้ผลิตในประเทศจีนก็ได้ออกมากล่าวเมื่อปลายปี 2018 ที่ผ่านมาว่า ที่จริงแล้วพวกเขายังสามารถขายผลิตภัณฑ์ของ Apple ในจีนต่อไปได้ ถ้าหากว่ากำแพงภาษีจะยังคงอยู่ที่ 10% แต่ถ้าหากทางสหรัฐยังคงไม่เปลี่ยนแปลงนโยบายที่ประกาศจะขึ้นกำแพงภาษีนำเข้าจากจีนเป็น 25% ตามที่เคยประกาศมาก่อนหน้านี้ ก็จะทำให้บริษัท Apple และ Partner ทั้งหมดก็คงจะต้องได้รับผลกระทบอย่างเต็มที่ และอาจจะจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกในระยะยาว

สำหรับภาษี 10% ก็มีผลทำให้กำไรต่อหุ้นของ Apple (EPS : earning-per-share) ร่วงลงมาประมาณ 1% ซึ่งมีการคาดการณ์ว่า ภายในปี 2019 ที่จะถึงนี้ Apple จะมีกำไรต่อหุ้น EPS อยู่ที่ 13.32 เหรียญสหรัฐ แต่ถ้าหากว่ามาตรการตั้งกำแพงภาษีขึ้นไป 25% จริงละก็ หุ้นของ Apple ก็อาจจะร่วงลงมาอยู่ที่ 2.50 เหรียญสหรัฐ

Partner ของ Apple ในจีน

สำหรับบริษัทที่เป็น Partner หลักของ Apple ในประเทศจีน ก็คือ Hon Hai Precision Industry ปัจจุบันถือว่าเป็นผู้ผลิตรายใหญ่ที่มีการดำเนินธุรกิจไปทั่วโลก แต่ในเวลานี้พวกเขาอาจจะได้รับผลกระทบอย่างเต็มตัว หลังจากมาตรการตั้งกำแพงภาษีสินค้านำเข้าจากจีนของสหรัฐ

ซึ่งนี่จะกระทบไปมือถือ iPhone และแล็ปท็อปของ Apple ที่มีฐานะการผลิตสำคัญในจีนด้วย

อาจมีคำถามว่าทำไมถึงเป็นเช่นนั้น

เนื่องจากบริษัท Apple เลือกใช้โรงงานผลิตสินค้าส่วนใหญ่จากจีนมาตั้งแต่สมัยของ Steve Jobs และเขาก็เคยยืนกรานที่จะให้ Apple ในฐานการผลิตจากโรงงานจีนมากกว่าในสหรัฐอเมริกา

ปัจจุบัน นี้จีนถือว่าเป็นเสมือนกับโรงงานโลก ที่มีการผลิตสินค้าด้านอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์และเทคโนโลยีที่ใหญ่ที่สุดในโลก และเป็นสาเหตุที่ทำให้ Job เลือกฐานการผลิตในจีน รวมถึงความสามารถของแรงงานจีนที่สามารถทำงานล่วงเวลาได้มากกว่า และเนื่องจากแรงงานจีนมีจำนวนมหาศาล การแข่งขันสูง ก็ทำให้แรงงานในจีนมีความสามารถในการใช้เครื่องมือและอุปกรณ์ที่ซับซ้อนในโรงงานได้ดีกว่าในสหรัฐอเมริกาด้วย

ในช่วงที่ผ่านมา บริษัท Apple ใช้โรงงานในจีนเป็นฐานการผลิตมาเป็นเวลานาน โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์หลักของพวกเขา ไม่ว่าจะเป็น iPhone, iPad, Macs ซึ่งเวลานี้มีสายการผลิตกับบริษัทมากกว่า 100 แห่ง แต่หลังจากการตั้งกำแพงภาษีดังกล่าว ก็ทำให้โรงงานในจีน โดยเฉพาะ Partner หลักอย่าง Honhai ไม่พอใจนัก และได้รวมตัว Partner ทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับการสายการผลิตเพื่อขอคำอธิบายจาก Apple ซึ่งก็ไม่ได้รับคำตอบแต่อย่างใด

สรุปแล้ว iPhone ผลิตที่ไหน

สถานการณ์เวลานี้ค่อนข้างซับซ้อน โดยเมื่อต้นปี 2018 ที่ผ่านมา มีการให้สัมภาษณ์สื่อจาก Tim Cook ในฐานะ CEO ของ Apple ได้กล่าวถึงมาตรการเพิ่มการผลิตเครื่อง iPhone ในประเทศจีน แต่หลังจากนั้นไม่กี่เดือนต่อมา เขาก็ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ใหม่ว่า

“iPhone ไม่ได้ทำในสหรัฐอเมริกา”

ที่จริงหลายฝ่ายก็ทราบดีอยู่แล้วว่า ถ้าเราแยกส่วนประกอบแต่ละชิ้นออก จะพบว่าอุปกรณ์ในเครื่อง iPhone ที่สำคัญเช่น กระจกทัชสกรีน ผลิตจากโรงงานในสหรัฐอเมริกา แต่ส่วนที่มีความสำคัญกว่าอย่างชิป ซึ่งเป็นหัวใจในการปฏิบัติการของเครื่องนั้น ผลิตจากโรงงานในจีน

ทางแก้ปัญหา

ประธานาธิบดีโดนัลด์ทรัมป์ ได้ออกมาโพสต์ Twitter ส่วนตัวโดยมีใจความสำคัญว่า

“เวลานี้สินค้าของ Apple มีราคาแพงขึ้น สาเหตุก็เพราะพวกเขาเลือกฐานการผลิตจากโรงงานในจีน ดังนั้นทางแก้ปัญหาคือ Apple ควรย้ายฐานการผลิตมาไว้ที่สหรัฐอเมริกามากกว่า”

อย่างไรก็ตาม จากสงครามการค้าระหว่างจีน-สหรัฐที่เกิดขึ้น ก็ทำให้บริษัทในสหรัฐเองก็กำลังดูท่าทีว่าทาง Apple จะต้องย้ายฐานการผลิตกลับมาที่สหรัฐจริงหรือไม่ 

===============================================

สามารถติดตามเรา PSO ( Passive Selling Online ) ได้หลายช่องทางดังนี้

Facebook Page: passivesellingonline

LINE: @psocourse (อย่าลืมใส่เครื่องหมาย @ ด้วยนะครับ)


กันยายน 23, 2019

KOL บนโลกออนไลน์ เป็นมากกว่าพรีเซนเตอร์และคนรีวิวสินค้า

KOL-บนโลกออนไลน์-เป็นมากกว่าพรีเซนเตอร์และคนรีวิวสินค้า

KOL บนโลกออนไลน์ เป็นมากกว่าพรีเซนเตอร์และคนรีวิวสินค้า

ช่วงหลังมานี้ เราจะพบว่ามีคำศัพท์ใหม่ในวงการตลาด โดยเฉพาะด้าน Digital Marketing ซึ่งหนึ่งในนั้นคือ  KOL (Key Opinion Leader) ซึ่งเรื่องนี้ ทางตั้งหลักออนไลน์อยากแนะนำสำหรับทุกท่านที่สนใจการทำตลาดออนไลน์ และ Digital เพราะ KOL กำลังมีบทบาทอย่างมากครับ โดยที่หลายคนอาจจะไม่เคยทราบมาก่อนด้วย

แล้ว KOL คืออะไร

ตามชื่อเต็มเลย หรือก็คือ “ผู้นำที่มีพลังในการชี้นำ” ความหมายอีกอย่างก็คือ เป็นผู้ที่สามารถทำให้สังคมและสาธารณะ หรือผู้คนหมู่มาก สามารถคล้อยตามตนเองได้นั่นเอง

KOL โดยส่วนหนึ่งไม่ได้เป็น Nobody แต่เป็นผู้มีชื่อเสียงมาก่อน ไม่ว่าจะเป็น Celeb นักร้อง นักแสดง ไฮโซ ผู้มีชื่อเสียงในแวดวงต่างๆ นั่นเอง

อันที่จริง สินค้าที่ใช้บริการจ้างพรีเซนเตอร์ หรือ Brand Ambassader ก็ถือว่าเป็น KOL ประเภทหนึ่งเหมือนกันครับ

ใครเป็น KOL ได้บ้าง

ถามว่าใครเป็น KOL ได้บ้าง

คำตอบคือ ในยุคนี้ ด้วยการเกิดขึ้นของโซเชียลมีเดีย มันเลยทำให้ “ใครก็ได้” สามารถจะเป็น KOL ได้ในเวลาเพียงชั่วข้ามคืนเลย

แต่การยืนระยะก็เป็นอีกเรื่องนะครับ บางคนอาจกลายเป็น KOL ได้ภายในเวลาไม่กี่วัน แล้วสุดท้ายก็หมดพลังในการชี้นำไปก็มี ในขณะที่บางคน เป็น KOL สำหรับคนกลุ่มเล็กๆแค่หลักสิบหลักร้อย แต่สามารถยืนระยะได้นานต่อเนื่อง และมีฐานแฟนคลับที่ขยายมากขึ้นเรื่อยๆ หรือบางคนก็เป็น KOL เฉพาะทางซึ่งไม่มีคนอื่นเข้ามาเบียดแย่งในด้านนั้นได้ก็มีเหมือนกัน

นอกจากนี้ KOL ก็ไม่ได้แปลว่าต้องเป็นคนเก่งหรือสามารถชี้นำให้กับคนหมู่มากหรือกลุ่มผู้ติดตามของตนเองได้เสมอไปทุกเรื่องครับ แต่ขอเพียงแค่มีกระแสอะไรบางอย่าง หรือทำให้มีผู้คนติดตามได้เรื่อยๆ ก็สามารถทำงานในจุดนี้ให้กับแบรนด์สินค้าได้แล้ว 

แล้วยังมี KOL อีกประเภทหนึ่ง ที่เป็นคนธรรมดาทั่วไป แต่มีชื่อเสียงขึ้นมาได้จากช่องทางออนไลน์ หรือที่เรามักเรียกันว่า เน็ตไอดอล ซึ่งในประเทศไทย และหลายประเทศทั่วโลก ก็กำลังมี KOL ประเภทนี้เกิดขึ้นเยอะมากครับ

KOL เปลี่ยนพลังให้เป็นการขายได้

ในส่วนนี้ มีจุดน่าสนใจคือ ความแตกต่างระหว่าง KOL ในซีกโลกตะวันออกและตะวันตก

เพราะมี Case Study ที่แสดงว่า KOL ฝั่งตะวันออกสามารถทำการตลาดด้วยการนำเสนอ รีวิว ไปจนถึงขายผลิตภัณฑ์บนช่องทางออนไลน์และโซเชียลได้ดีกว่าฝั่งตะวันตก

ตัวอย่างเช่น KOL ของจีน ซึ่งมีการวิเคราะห์ในภาพรวมว่า พฤติกรรมของคนจีนชอบการขายแบบตรงไปตรงมา ไม่ต้องอ้อมค้อม นั่นทำให้ KOL ในจีนสามารถปล่อยพลีงในการรีวิวสินค้าได้อย่างเต็มที่ และทำให้แบรนด์ต่างๆพากันจ้าง KOL กันเป็นจำนวนมาก

แต่ก็นั่นแหละ ไม่ใช่ KOL ทุกคนที่จะเพิ่มยอดขายได้เสมอไป สุดท้ายแล้วก็อยู่ที่ว่า KOL มีความเป็นมืออาชีพในการรีวิวสินค้า หรือมีความเหมาะสมกับสินค้าเหล่านั้นมากน้อยแค่ไหน แล้วยังไม่รวมถึงช่องทางออนไลน์ที่ใช้งานด้วยนั่นเองครับ

สุดท้ายแล้วมันก็อยู่ที่เจ้าของแบรนด์สินค้าด้วยว่า จะเฟ้นหา KOL ที่เหมาะสมกับสินค้าและบริการของตนเองได้มากน้อยแค่ไหน และจะเลือกช่องทางไหนที่จะทำให้ฐานแฟนคลับของ KOL เหล่านั้นให้ความสนใจสินค้าที่ทำตลาดออกไป

===============================================

สามารถติดตามเรา PSO ( Passive Selling Online ) ได้หลายช่องทางดังนี้

Facebook Page: passivesellingonline

LINE: @psocourse (อย่าลืมใส่เครื่องหมาย @ ด้วยนะครับ)


สิงหาคม 27, 2019

โอกาสของเครื่องสำอางไทย เป็นที่นิยมสูงสุดของนักท่องเที่ยวจีน

โอกาสของเครื่องสำอางไทย เป็นที่นิยมสูงสุดของนักท่องเที่ยวจีน

นี่อาจจะเป็นโอกาสทองสำหรับผู้ส่งออก และผู้ประกอบการไทยที่ต้องการจับกลุ่มลูกค้าชาวจีนครับ ทางตั้งหลักออนไลน์ได้สำรวจตลาดและพบรายงานที่ชี้ว่า เครื่องสำอางของไทย ถือว่าเป็นสินค้ายอดนิยมสำหรับนักท่องเที่ยวชาวจีน ไม่ว่าจะเป็นการเข้ามาซื้อเพื่อเป็นของฝาก และสินค้าส่งออก

ในส่วนนี้ มีรายงานล่าสุดเกี่ยวกับสินค้ายอดนิยมบนเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซยอดนิยมของจีนหลายแห่ง อาทิ Taobao Tmall ที่บ่งชี้ว่า ผลิตภัณฑ์ในกลุ่มเครื่องสำอาง สกินแคร์ และความสวยงาม ยังคงเป็นสินค้าที่ได้รับความนิยมอันดับต้นๆ และติดอยู่ในลิสต์ของฝากที่นักท่องเที่ยวจีนถือว่าเป็นหนึ่งในของฝากหลักที่จะซื้อกลับจากประเทศไทย

อาจมีคำถามว่า ทำไมเครื่องสำอางถึงมีโอกาสดี

กระแสมาแรง

ที่จริงแล้วไม่ใช่เรื่องแปลกเลยครับ เพราะกระแสรักความสวยงาม การใช้สกินแคร์บำรุงผิว การทำให้ขาวผ่องและผิวเนียน ถือว่าเป็นกระแสที่สาวชาวจีนชื่นชอบกันมาก

แล้วไม่เพียงแต่ผู้หญิงเท่านั้น เพราะในเวลานี้ผลิตภัณฑ์สกินแคร์กลายเป็นกลุ่มสินค้าที่ผู้ชายก็นิยมใช้กันมากขึ้น คาดว่าส่วนหนึ่งยังเป็นผลมาจากกระแสการติดตามไอดอลที่ชื่นชอบทางโซเชียลมีเดีย

ในแง่ของการส่งออก มีการเปิดเผยสถิติการส่งออกเครื่องสำอางไทยจากรายงานของกรมศุลกากรเมื่อสิ้นปี 2017 พบว่ามีมูลค่าสูงกว่า 8.2 หมื่นล้านบาท และยังมีมีอัตราเติบโตอย่างต่อเนื่องมาตลอดทุกปี

สำหรับพื้นที่ของเครื่องสำอาง ยังถือว่าเป็นตลาดขนาดใหญ่ในระดับ Mass ทั้งกลุ่มตลาดล่าง กลาง และระดับสูง ที่ยังสามารถเปิดพื้นที่ให้ผู้เล่นเข้าไปอยู่อีกมาก แม้ว่าการแข่งขันจะรุนแรงเช่นกันก็ตาม

ได้ทั้งออฟไลน์และออนไลน์

ไม่ว่าจะเป็นการซื้อแบบออฟไลน์ และ ออนไลน์ ผลิตภัณฑ์กลุ่มเครื่องสำอางก็ถือวามาแรงเช่นกัน โดยในแพลทฟอร์มยอดนิยมของจีนที่มีการใช้งานเพื่อเป็นการสั่งซื้อทางอีคอมเมิร์ซนั้น ได้แก่ WeChat Pay Alipay ในขณะที่เว็บอีคอมเมิร์ซที่นิยมใช้ก็เช่น Taobao Tmall เป็นต้น

สำหรับการขายทางออฟไลน์ ผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางเป็นกลุ่มสินค้ายอดนิยมที่มียอดขายอันดับต้นๆ สำหรับร้านขายของฝากที่จับกลุ่มนักท่องเที่ยวจีน อาทิ หน้าร้านของ Beauty Buffet หรือร้าน Duty Free ที่ King Power

ผู้ส่งออกต้องทำเรื่องขออนุญาต

ส่วนในกรณีของผู้ที่มองโอกาสส่งออก จะต้องทำเรื่องขออนุญาต ซึ่งมี 3 ประเภท ได้แก่ Safety and Health Quality Tests, Certificate for Imported Cosmetics, Certificate for Labeling of Import and Export

นอกจากนี้ ผู้ที่มองหาโอกาสนำเข้าส่งออกสินค้าไปจีน จำเป็นต้องศึกษาเรื่องโควตาสินค้านำเข้า-ส่งออกอย่างละเอียด เพราะภายใต้ข้อตกลง WTO ทางจีนได้ประกาศลดหย่อนโควตานำเข้าสินค้าบางประเภท และมีการปรับอยู่ทุกปีด้วย

นี่จึงเป็นโอกาสที่ดี สำหรับผู้ผลิตและเจ้าของกิจการรายย่อยที่มองหาโอกาสครับ

===============================================

สามารถติดตามเรา PSO ( Passive Selling Online ) ได้หลายช่องทางดังนี้

Facebook Page: passivesellingonline

LINE: คลิกที่รูป หรือค้นหา @psocourse (อย่าลืมใส่เครื่องหมาย @)


สิงหาคม 7, 2019

ไทยขึ้นแท่นอันดับหนึ่ง ประเทศที่จีนเข้ามาเริ่มต้นลงทุนมากที่สุด

19.ไทยขึ้นแท่นอันดับหนึ่ง ประเทศที่จีนเข้ามาเริ่มต้นลงทุนมากที่สุด

ไทยขึ้นแท่นอันดับหนึ่ง ประเทศที่จีนเข้ามาเริ่มต้นลงทุนมากที่สุด

ตั้งหลักออนไลน์มาอัพเดทข้อมูลน่าสนใจครับ เพราะเวลานี้ ไทยกำลังขึ้นแท่นเป็นประเทศที่จีนเข้ามาเริ่มต้นลงทุนมากที่สุดในโลก จากในปี 2017-2018 ที่ผ่านมา

ก่อนหน้านี้ในบรรดาประเทศทั่วโลก ประเทศที่เข้ามาลงทุนและมีดีลทางธุรกิจร่วมกับหน่วยงานและภาคเอกชนในประเทศไทยมากที่สุด ก็คือ ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งยังคงครองอันดับหนึ่งมาตลอดกว่า 2-3 ทศวรรษที่ผ่านมา

แต่ในเวลานี้ยุคสมัยกำลังเปลี่ยนแปลงไปแล้ว เพราะในปี 2017-2018 ที่ผ่านมา “ประเทศจีน” กลายเป็นประเทศที่มาแรงที่สุดสำหรับประเทศคู่ค้าที่เริ่มต้นลงทุนในประเทศไทย

อ้างอิงจากรายงานผลสรุปตัวเลขการลงทุนในต่างประเทศของจีน ในปี 2017-2018 พบว่า ไทยขึ้นแท่นอันดับหนึ่ง เป็นประเทศที่จีนเข้ามาลงทุนและเริ่มต้นธุรกิจด้วยมากที่สุดในเวลานี้ และมีแนวโน้มที่จะครองอันดับหนึ่งต่อไปด้วย

แม้ว่าที่จริงแล้ว ประเทศจีนมีอัตราการลงทุนในต่างแดนทั่วโลกลดลงจากปีก่อนที่ประมาณ 29% ซึ่งสืบเนื่องมาจากนโยบายการจำกัดและห้ามการลงทุนในต่างแดนที่ทางการจีนเพิ่มมาตรการที่เข้มงวดมากขึ้น โดยเฉพาะในทวีปยุโรปและสหรัฐอเมริกา หลังจากนักลงทุนในจีนได้ออกไปลงทุนในกิจการที่ต่างแดน แล้วพบว่าในบางกลุ่มธุรกิจ เป็นผลประโยชน์ของนักลงทุน โดยที่กิจการไม่สามารถส่งเสริมกิจการในประเทศจีนเองได้มากพอ ตัวอย่างเช่น สโมสรฟุตบอลในยุโรป เป็นต้น

แต่สำหรับประเทศไทย มีรายงานว่า ภาคธุรกิจของจีนให้ความสำคัญในฐานะที่ไทยเป็น Hub ของอาเซียน  โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศสำหรับโครงการเส้นทางสายไหม (Belt and Road Initiative หรือ BRI) และมีแนวโน้มว่าจะมีการเพิ่มการลงทุนในอนาคตด้วย

สำหรับทิศทางของการลงทุนในปัจจุบันนั้น จีนได้ให้ความสำคัญกับด้านโครงสร้างพื้นฐานเพิ่มมากขึ้น เพื่อสนองต่อความต้องการและการยกระดับฐานะของผู้คนในประเทศ รวมถึงยุทธศาสตร์ที่ใช้ช่องทางธุรกิจอีคอมเมิร์ซเพื่อเพิ่มโอกาสให้กับธุรกิจค้าปลีกและธุรกิจท้องถิ่น โดยเฉพาะการร่วมมือจากเครือ Alibaba ของแจ็คหม่า ที่ถือว่าเป็นหัวหอกสำคัญ รวมถึงบริษัท Tencent ผู้พัฒนา WeChat และเป็นผู้นำสำคัญของนวัตกรรมเทคโนโลยีในจีน รวมถึงบริษัท Baidu ซึ่งทั้งหมดถูกเรียกรวมว่า BAT ในฐานะของบริษัทผู้พัฒนานวัตกรรมเทคโนโลยีหัวหอกหลักของจีน

อย่างไรก็ตาม มีโครงการใหญ่ที่จีนได้พยายามจะเข้ามาร่วมกับไทยมากที่สุดก็คือการลงทุนด้านอสังหาฯและภาคการเกษตรในภาคตะวันออกของไทย โดยคิดเป็นมูลค่ามากกว่า 8,000 ล้านเหรียญสหรัฐ

อาจมีคำถามว่า มีความกังวลบ้างหรือไม่ เนื่องจากหลายภาคส่วนก็มีความกังวลว่า การที่จีนเข้ามาลงทุนในภาคตะวันออกของไทย โดยเฉพาะการลงนามร่วม MOU กว่า 10 ฉบับ และการผลักดันการลงทุน EEC โครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออกของไทย (Eastern Economic Corridor : EEC) อาจจะนำไปสู่การเปรียบประโยชน์ในอนาคตหรือไม่ แต่ขณะเดียวกันทางรัฐบาลและภาคเอกชนของไทยก็เล็งที่จะดึงทุนจีนกว่า 400 บริษัทเข้ามาลงทุนเพิ่ม เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน การสร้างงานและรายได้ต่อไป

ทั้งนี้ โครงการ EEC ยังมุ่งส่งเสริม 10 อุตสาหกรรมใหญ่ที่ภาคเอกชนจีนมีความถนัด ซึ่งก็น่าจะผลักดันให้ภาคเอกชนของจีนเข้ามาลงทุนในไทยมากขึ้นไปด้วย โดยในกลุ่ม 10 อุตสาหกรรมดังกล่าว ได้แก่ 5 อุตสาหกรรมที่มีการลงทุนและมีการดำเนินการแล้วในปัจจุบัน (First S-curve) และ 5 อุตสาหกรรมแห่งอนาคต (New S-curve)

สำหรับกลุ่มอุตสาหกรรม First S-curve ได้แก่ อุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่ (next generation automotive) อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ (smart electronics) อุตสาหกรรมการท่องเที่ยว กลุ่มที่สร้างรายได้ดีและการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (affluent, medical and wellness tourism) อุตสาหกรรมการเกษตร และเทคโนโลยีชีวภาพ (agriculture and biotechnology) และอุตสาหกรรมการแปรรูปอาหาร (food for the future)

ส่วนกลุ่มอุตสาหกรรม New S-curve ได้แก่ อุตสาหกรรมหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติ (robotics and automation) อุตสาหกรรมการบินและโลจิสติกส์ (aviation and logistics) อุตสาหกรรมเชื้อเพลิงชีวภาพและเคมีชีวภาพ (biofuels and biochemicals) อุตสาหกรรมดิจิทัล (digital) และอุตสาหกรรมการแพทย์ครบวงจร (medical hub)

สุดท้ายแล้ว โครงการดังกล่าวจะนำไปสู่การพัฒนาประเทศไทยภายใต้แนวทางไทยแลนด์ 4.0 ได้แค่ไหน และจะเป็นผลกระทบในเชิงบวกหรือลบกว่านี้หรือไม่ ทางตั้งหลักออนไลน์จะนำมาอัพเดทต่อไปครับ

===============================================

สามารถติดตามเรา PSO ( Passive Selling Online ) ได้หลายช่องทางดังนี้

Facebook Page: passivesellingonline

LINE: คลิกที่รูป หรือค้นหา @psocourse (อย่าลืมใส่เครื่องหมาย @)


ใส่ Keyword จำนวนมากใน Content ไม่ได้ช่วยให้ SEO ได้คะแนนดีเสมอไป

ใส่ Keyword จำนวนมากใน Content ไม่ได้ช่วยให้ SEO ได้คะแนนดีเสมอไป

ใส่ Keyword จำนวนมากใน Content ไม่ได้ช่วยให้ SEO ได้คะแนนดีเสมอไป

ตั้งหลักออนไลน์อยากแชร์บทเรียนหนึ่งของการทำ Content โดยเฉพาะการเน้นทำ SEO ครับว่า สิ่งที่เราเคยทำ มันอาจจะไม่ได้ผลเสมอไป

กรณีนี้คือ การใช้ “Keyword Density” หมายถึง "การใช้ความหนาแน่นของคีย์เวิร์ด”

เนื่องจากเรื่องนี้เคยเป็นกลยุทธ์อย่างหนึ่งที่คนทำ Content และเจ้าของเว็บไซต์หลายคนชอบใช้กันมาก และเคยเป็นความเชื่อว่า เนื้อหาและบทความนั้นจะต้องทำ Title Tag หรือติด Tag Keyword เยอะๆ

แต่เวลานี้โลกเปลี่ยนแปลงไปแล้ว การใช้ “Keyword Density” ก็ไม่ได้การันตีว่าเว็บไซต์ของคุณจะติดหน้าแรกของ Google ได้นานๆหรือยั่งยืนครับ

นั่นเพราะว่า เมื่อข้อมูลใน Google มีมากขึ้น ผู้ค้นหาฉลาดขึ้น ระบบการค้นหาของ Google เองก็มีการปรับเปลี่ยน และคัดกรองข้อมูลที่มีคุณภาพมากขึ้นเช่นกัน

ตัวอย่างเช่น ถ้าเราทำเว็บไซต์หรือเพจเกี่ยวกับการขายอาหารเสริมช่วยเรื่องภูมิแพ้ หรือทำเพจ ขายสินค้าสำหรับนักกีฬา รองเท้าวิ่ง เครื่องออกกำลังกาย

ทีนี้ ถ้าเป็นกลยุทธ์เก่าๆ หนึ่งในวิธีการที่นำมาใช้เพื่อจะดันเว็บไซต์และเพจให้ขึ้นหน้าแรกของ Google ก็เลยเลือกใช้วิธีติด Tag คำว่าอาหารเสริมและช่วยแก้ภูมิแพ้เอาไว้เยอะๆ ไว้ใน Content

โอเคละครับว่า วิธีการแบบนั้นอาจจะเคยใช้การแล้วได้ผล

แต่มันเมื่อ 10 ปีก่อน ไม่ใช่กับในเวลานี้ ไม่ใช่ปี 2019

สาเหตุข้อหนึ่งเป็นเพราะว่าในเวลานี้ระบบค้นหา Google เองก็ได้อัพเกรดตัวเองขึ้นมา เช่นเดียวกับผู้บริโภคที่ต้องการรับสารและเสพข้อมูลดีๆ มากกว่าจะเข้าไปอ่านเนื้อหาที่บ้าใส่ Keyword ให้มากๆ เพียงเพื่อต้องการขึ้นในหน้าแรกๆของ Google

โอเคว่า ถ้าเป็นสมัยก่อนอาจจะเป็นแบบนั้น แต่การปรับเปลี่ยนระบบของ Google และการค้นหาข้อมูลของผู้คนที่เพิ่มมากขึ้น มีความต้องการเนื้อหาและข้อมูลที่สามารถแก้ไขปัญหาได้จริงมากขึ้น การทำ SEO ด้วยกลยุทธ์โบราณอย่างการเน้น Keyword แต่ปรากฏว่าภายใน Content กลับไม่มีเนื้อหาที่ดีมากพอ หรือเป็นข้อมูลที่ต้องการเรียกดราม่า มันใช้ไม่ได้อีกแล้ว

เวลานี้คือยุคที่เราต้องแข่งขันด้วย “Content ที่มีคุณภาพ” “อยู่ในความสนใจของผู้คน” “ให้ข้อมูลที่แก้ไขปัญหาได้จริง”

จากนั้นค่อยทำการผสมผสานกับวิธีการอื่นๆ เช่น การทำ SEO หรือการหมั่นอัพเดทอย่างต่อเนื่อง แล้วมุ่งปั้น Keyword และการทำ Google Adwords ที่เฉพาะเจาะจงกับกลุ่มผู้อ่านหรือลูกค้าของเรามากขึ้นนั่นเอง

นอกจากนี้ ระบบอัลกอริธึมของ Google ก็ทำให้การประมวลผลสำหรับการค้นหาเว็บไซต์ต่างๆ ทำให้ Keyword ที่เหมาะสมจะนำมาใช้ทำต่อ 1 หน้าของเว็บเพจ จะถูกจำกัดลงไปด้วย ดังนั้นการอัด Keywords จึงอาจจะถูก Google ตัดคะแนนด้วยซ้ำไปครับ

ซึ่งเชื่อเถอะว่า ในระยะยาวแล้ว วิธีนี้ไม่ควรทำครับ

เพราะสุดท้ายแล้ว เราก็ต้องมาทำ Re-Branding ด้วยการสร้าง Content ที่มีคุณภาพอยู่ดีนั่นเอง

===============================================

สามารถติดตามเรา PSO ( Passive Selling Online ) ได้หลายช่องทางดังนี้

Facebook Page: passivesellingonline

LINE: คลิกที่รูป หรือค้นหา @psocourse (อย่าลืมใส่เครื่องหมาย @)


กรกฎาคม 23, 2019

จีนผงาด เมื่อสามแบรนด์จีนติด 50 อันดับค้าปลีกโลก

17.จีนผงาด เมื่อสามแบรนด์จีนติด 50 อันดับค้าปลีกโลก

จีนผงาด เมื่อสามแบรนด์จีนติด 50 อันดับค้าปลีกโลก

ตั้งหลักออนไลน์อยากให้ข้อมูลว่า ร้านค้าปลีกของโลกในเวลานี้ ต้องจับตามองยักษ์ใหญ่จากจีน ซึ่งกำลังรุกมาแรง ไม่ว่าจะทางออนไลน์และออฟไลน์

ซึ่งหากอ้างอิงรายงานของ Chinainternetwatch พบว่า ในปี 2018 ที่ผ่านมา สามแบรนด์ยักษ์ใหญ่ของจีนต่างพากันตบเท้าติดค้าปลีกโลกใน 50 อันดับแรก และน่าจับตามองมากสำหรับในอนาคต ได้แก่

  • Alibaba
  • Jingdong
  • Suning

มาลองดูทีละรายเลยครับว่า น่าสนใจอย่างไรบ้าง

Alibaba

แน่นอนว่าเวลานี้ไม่มีใครที่ไม่รู้จักเครือยักษ์ใหญ่ของจีนอย่าง Alibaba ซึ่งก่อตั้งโดย แจ็คหม่า อภิมหาเศรษฐีของจีนและของโลก

จากปี 2018 ที่ผ่านมา Alibaba ได้ผงาดขึ้นแท่นเป็นแบรนด์ที่มีมูลค่าเพิ่มขึ้นสูงสุดของโลกอย่างน่าทึ่ง โดยใน BrandZ มีรายงานที่ระบุว่า Alibaba มีมูลค่าเพิ่มขึ้นมากกว่า 42% หรือคิดเป็นมูลค่า 150.8 พันล้านเหรียญสหรัฐ นับว่าเป็นแบรนด์ที่มีการเติบโตสูงสุดอันดับ 1 ของโลกในปีที่ผ่านมานี้

สำหรับธุรกิจหลักของ Aliaba ก็คือช่องทางเว็บ E-Commerce ซึ่งมีการผสมผสานทั้งด้านออนไลน์และออฟไลน์ รวมถึงผู้ให้บริการกระเป๋าเงินออนไลน์อย่างแอพลิเคชั่น Alipay

หากเปรียบเทียบกับทั่วโลกในด้านอีคอมเมิร์ซเป็นหลักแล้ว Alibaba ก็ยังคงเติบโตในระดับสูงสุดและเร็วที่สุดเช่นกัน โดยเติบโตที่ 58% คิดเป็นมูลค่า 54.9 พันล้านเหรียญสหรัฐ

ส่วนอันดับ 2 และ 3 ตามมาด้วย Jingdong หรือ JD.com เติบโตที่ 47% คิดเป็นมูลค่า 19.6 พันล้านเหรียญสหรัฐ และ Zalando แบรนด์ใหญ่จากเยอรมัน เติบโตที่ 40% คิดเป็นมูลค่า 3.8 พันล้านเหรียญสหรัฐ

โดยสรุปแล้ว Alibaba จึงเป็นแบรนด์ที่เติบโตเร็วที่สุดสำหรับธุรกิจค้าปลีกในเวลานี้ แล้วยังมีการลงทุนไปกับระบบ Logistics เพื่อพัฒนาระบบการขนส่งของธุรกิจขึ้นมาอีก 15.2 พันล้านเหรียญ ซึ่งเป็นกลยุทธ์ที่ต้องการเจาะเข้าไปในตลาดยุโรป โดยเฉพาะในประเทศอังกฤษ

Jingdong (JD.com)

เป็นอีกแบรนด์ใหญ่ของจีนที่ได้ก้าวขึ้นมาเป็นคู่แข่งอันดับหนึ่งของ Alibaba สำหรับช่องทางเว็บอีคอมเมิร์ซ ปัจจุบันถือว่าเป็นแบรนด์ค้าปลีกที่มาแรงที่สุดแห่งหนึ่งของจีน และสามารถทำมูลค่าสูงสุดติดเข้ามาติดใน Top10 อันดับเป็นครั้งแรก

การเติบโตของ Jingdong ทำให้ได้รับการสนับสนุนจากยักษ์ใหญ่ของจีนอย่าง Tencent หนึ่งในบริษัทที่รวยที่สุดของจีน คู่คี่มากับ Aliaba

สำหรับการลงทุนและขยายธุรกิจของ Jingdong คล้ายคลึงกับ Amazon โดยมุ่งที่การลงทุนในด้านระบบ Logistics การมีคลังสินค้าของตนเอง ไปจนถึงการพัฒนาเทคโนโลยีและการวางแผนทางตลาด โดยเข้าร่วมกับกลุ่มทุนแบบ Third Party ในหลายประเทศทั่วโลก

อย่างไรก็ตามในปีที่ผ่านมาถือว่าเป็นช่วงยากลำบากของ Richard Liu ผู้ก่อตั้งบริษัท ที่ถูกจับกุมตัวจากคดีคุกคามทางเพศในสหรัฐอเมริกา

Suning

อันดับที่สาม ซึ่งมาแรงไม่น้อย Suning เป็นหนึ่งในบริษัทยักษ์หลับของจีนที่สามารถผงาดขึ้นมาอยู่ใน 50 อันดับแรก โดยพุ่งขึ้นมาอยู่ในอันดับที่ 30 ของโลก

ความสำเร็จอย่างหนึ่งของพวกเขาก็คือ การมุ่งพัฒนาการค้าปลีกอัจฉริยะ หรือทางด้าน Smart Retail เพิ่มขึ้น

โดยสรุปแล้ว หากจัดเฉพาะอันดับของแบรนด์จีนทั้งสามที่ผงาดคิด Top 50 อันดับของแบรนด์โลก จะได้แก่

  • Alibaba อันดับ 3
  • JD.com อันดับ 7
  • Suning อันดับ 30

ด้านมูลค่าส่วนแบ่ง ทั้งสามบริษัทรวมกันแล้วคิดเป็น 12.7% ของทั้งหมดจาก 50 แบรนด์ยักษ์ใหญ่ของโลก แม้ว่ายังตามหลังแบรนด์ของสหรัฐอเมริกาที่ครองส่วนแบ่งมากกว่า 66% จากอันดับทั้งหมด

แต่ถึงอย่างนั้น ก็ถือว่าเป็นความสำเร็จที่น่าจับตามองสำหรับแบรนด์ยักษ์ใหญ่ของจีนที่กำลังขยายธุรกิจในด้านนี้ และกำลังรุกเข้ามาในประเทศไทยและอาเซียนมากขึ้นทุกที

===============================================

สามารถติดตามเรา PSO ( Passive Selling Online ) ได้หลายช่องทางดังนี้

Facebook Page: passivesellingonline

LINE: คลิกที่รูป หรือค้นหา @psocourse (อย่าลืมใส่เครื่องหมาย @)


>