บทความ ทั่วไป – Passive Selling Online

Category Archives for "บทความ ทั่วไป"

เคล็ดลับการตลาดออนไลน์ ทำไมควรตั้งกลุ่ม Facebook Group

เคล็ดลับการตลาดออนไลน์-ทำไมควรตั้งกลุ่ม-Facebook-Group

เคล็ดลับการตลาดออนไลน์ ทำไมควรตั้งกลุ่ม Facebook Group

การตั้ง Facebook Group เป็นอีกกลยุทธ์การตลาดออนไลน์ที่เวลานี้หลายคนเริ่มใช้กัน รวมถึงเพจชื่อดังบางแห่งก็เริ่มใช้กันมากขึ้น ทีนี้หลายคนอาจมีคำถามว่า จำเป็นต้องตั้ง Facebook Group จริงหรือไม่ วันนี้ทางตั้งหลักออนไลน์จะมาแนะนำเคล็ดลับให้คนที่เริ่มสนใจกันครับ

ตั้งกลุ่ม Facebook Group เพื่อสร้าง Community

กลยุทธ์ตั้งหลุ่ม หรือการเปิด Group มีหลายเป้าหมาย ซึ่งไม่เพียงแต่เป็นการรวมฐานผู้บริโภค กลุ่มแฟนคลับ ผู้มีความชอบและสนใจในสิ่งคล้ายกัน ยังมีลักษณะการตั้งกลุ่มหลังจากงานอีเวนท์ต่าง ๆ เพื่อสร้าง Connection ที่เชื่อมต่อกันด้วย

ซึ่งเรื่องนี้จะช่วยประโยชน์ให้การตลาดบนโซเชียลได้ดีกว่าแค่การยิงแอดโฆษณา หรือ แค่การแชร์ Content เพื่อทำการตลาดทางออนไลน์เท่านั้น แต่มันมีส่วนช่วยให้เราสามารถเข้าถึงผู้บริโภคและลูกค้า หรือกระทั่งผู้ที่เคยร่วมในงานอีเว้นท์ต่าง ๆ ให้เข้าร่วมในอีเว้นท์ต่อไปได้ นอกจากนี้ยังสามารถใช้สำหรับการแจ้งข่าวสารและโปรโมชั่นต่าง ๆ ได้โดยตรง

ที่สำคัญคือไม่เพียงแต่เป็นการสร้าง Connection ส่วนตัวของเราเองซึ่งก็จะทำให้มีคนได้ประโยชน์เพียงฝ่ายเดียวเท่านั้น แต่เป็นการสร้าง Community เพื่อสร้างความสัมพันธ์ของกลุ่มคนให้แน่นแฟ้นขึ้นอีกด้วยครับ การทำรูปแบบนี้ก็ทำให้คนใน Community รู้สึกอยากจะเข้าร่วม มีการโต้ตอบคอมเม้นท์ การแชร์ และอื่น ๆ โดยไม่ได้รู้สึกว่าในกลุ่มเหล่านั้นมุ่งแต่การขายเสมอไป นี่จึงเป็นอีกรูปแบบการทำตลาดแบบธรรมชาติที่ดีและจำเป็นมาก

ตั้งกลุ่ม Facebook Group มีอิสระในการสร้างแบรนด์ของเราเอง

หลายคนคิดจะเข้าไปในกลุ่มคนอื่นเพียงอย่างเดียว แต่ที่จริงแล้ว เราสามารถสร้างกลุ่มได้เองตามความต้องการ ไม่ว่าจะเพื่อประโยชน์ระยะสั้น หรือเพื่อโจทย์ของแผนธุรกิจในระยะยาว ที่สำคัญคือ กลุ่มเป็นการสะท้อนแนวคิดของเราเองโดยไม่ต้องกลัวว่าจะซ้ำกับแบรนด์อื่นในโลก เพราะเราจะมีอิสระที่จะสามารถทำอะไรก็ได้ในแนวทางของเรา แล้วทดลองการตลาดไปด้วย ที่สำคัญคือสามารถดึงคนจากกลุ่มอื่นเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของเราได้

ช่วยประเมินความเสี่ยงก่อนจะเปิดตัวผลิตภัณฑ์

เป็นรูปแบบหนึ่งที่พวก Start-Up และการระดมทุน Crowd-sourcing ที่นิยมใช้กันมากในต่างประเทศ เพราะในยุคที่การแข่งขันทำตลาดบนโลกออนไลน์รุนแรงขึ้นทุกวันนั้น การพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ ก็มีทั้งความเสี่ยง การหาสปอนเซอร์ และความสนใจของผู้บริโภคด้วย การตั้งกลุ่ม Facebook Group ก็เป็นอีกรูปแบบหนึ่งที่จะช่วยประเมินความเสี่ยงดังกล่าว

ซึ่งอันที่จริง รูปแบบนี้มักจะนิยมเปิดกลุ่มกันก่อนหน้าจะเปิดตัวผลิตภัณฑ์หรือบริการใด ๆ อย่างน้อยชั่วระยะหนึ่งเพื่อให้มีเวลาได้ทดลองทำตลาดและรวมกลุ่มผู้สนใจ ไปจนถึงสร้างฐานแฟนคลับไว้ก่อน หรือเรียกว่าเป็นช่วง Beta Testing ก็ได้

แล้วที่สำคัญก็คือ หลังจากนั้นแล้วยังสามารถเปลี่ยนกลุ่มนี้ให้เป็นกลุ่มที่ช่วยโปรโมทผลิตภัณฑ์ได้อีกด้วยครับ แต่ในกรณีที่ผลิตภัณฑ์นั้นต้องการให้เป็นความลับ อาจจะไม่เหมาะนัก

ทุกคนต่างก็อยู่ในกลุ่ม Facebook Group ที่หลากหลายอยู่แล้ว

เพราะทุกวันนี้ คน ๆ หนึ่งต่างก็กระจายตัวกันอยู่ในกลุ่มต่าง ๆ อยู่แล้ว การตั้ง Facebook Group จึงมีความหลากหลายที่ไม่ได้มีข้อจำกัดตายตัวว่า ในแต่ละกลุ่มจะต้องดึงเฉพาะคนที่มีความชอบหรือสนใจในเฉพาะเรื่องนั้นให้เข้ามาในกลุ่มเท่านั้น แต่ยังสามารถขยายขอบเขตความสนใจออกไปได้ด้วย

ในแง่นี้ เราอาจจะสามารถทำการตลาดบน Facebook Group หรือสามารถขยายฐานลูกค้าออกไปได้อย่างคาดไม่ถึงเช่นกัน

โดยสรุปแล้ว จะเห็นได้ว่าแต่ละข้อไม่ใช่เรื่องยากพิสดารเลย เพราะหลายคนก็ทำอยู่ก่อนแล้ว เช่น การตั้งกลุ่ม Line แต่ปัญหาที่พบบ่อยคือ กลุ่มดังกล่าวมักมีลักษณะที่ คนโพสก็โพสอย่างเดียว แต่ขาดการโต้ตอบ ถ้าไม่ใช่เรื่องที่มีผลประโยชน์ ซึ่งการทำ Facebook Groups ที่มีลักษณะของ Community ที่สามารถดูย้อนหลังได้ไม่ยาก จึงมีประโยชน์มากกว่าครับ

===============================================

สามารถติดตามเรา PSO ( Passive Selling Online ) ได้หลายช่องทางดังนี้

Facebook Page: passivesellingonline

LINE: คลิกที่รูป หรือค้นหา @psocourse (อย่าลืมใส่เครื่องหมาย @)


เมื่อธุรกิจออนไลน์ และ อีคอมเมิร์ซ ยังไงก็ต้องมา ในไทยเติบโตมูลค่า 1.2 แสนล้านบาท

เมื่อธุรกิจออนไลน์-และ-อีคอมเมิร์ซ-ยังไงก็ต้องมา-ในไทยเติบโตมูลค่า-1.2-แสนล้านบาท

เมื่อธุรกิจออนไลน์ และ อีคอมเมิร์ซ ยังไงก็ต้องมา ในไทยเติบโตมูลค่า 1.2 แสนล้านบาท

มีคำถามหนึ่งที่ทีมงาน ตั้งหลักออนไลน์ ได้รับมาบ่อยมากก็คือ

“ยุคนี้ขายของออนไลน์ยังไปรอดไหม”

“จะเริ่มตั้งหลักขายของออนไลน์ยังไงดี” (สมกับชื่อทีมงานเราเลย)

“ธุรกิจอีคอมเมิร์ซจะโตได้ไหม”

คำถามเหล่านี้เป็นเรื่องปกติครับ เพราะในช่วงหลังมานี้เราจะได้ยินคนพูดถึงกันมากขึ้นว่า “เราต้องเปิดขายของออนไลน์ หรือ ถ้ามีธุรกิจก็ต้องขยายช่องทางมาทำอีคอมเมิร์ซเพิ่มเติม”

หรือเรียกง่าย ๆ ว่าควรต้องเปิดหน้าร้านค้าบนโลกออนไลน์เพิ่ม เพราะเวลานี้ต้องยอมรับว่าเราจะขายของหรือบริการของเราแค่หน้าร้านทั่วไปแบบออฟไลน์ มันอาจจะไม่เพียงพอแล้วก็เป็นได้

แต่ถามว่า มันจะรุ่งได้จริงหรือไม่ เพราะหลายคนที่เริ่มเข้ามาจับธุรกิจบนออนไลน์ตรงนี้ก็อาจจะพบว่ามันไม่ง่ายอย่างที่คิด อีกทั้งยังมีการแข่งขันที่รุนแรงด้วย

ก่อนจะกังวล เรามีข้อมูลและสถิติการใช้งานอินเทอร์เน็ตของคนไทย และแนวโน้มในการเติบโตตรงนี้มาให้พิจารณากันครับ แล้วท่านอาจจะพบว่า ถึงเราไม่ทำ คนอื่นเขาก็ทำ แล้วยังไงอีคอมเมิร์ซก็ต้องมาอยู่ดีครับ

ธุรกิจออนไลน์ และ อีคอมเมิร์ซในไทย ยังคงเติบโต

มีรายงานจาก Statita ที่สำรวจว่า จนถึงไตรมาสที่ 3 ของปี 2018 ในประเทศไทย ธุรกิจออนไลน์ หรือ ธุรกิจอีคอมเมิร์ซมีมูลค่าทั้งสิ้นราว 3,757 ล้านเหรียญสหรัฐ

และคาดว่าภายในปี 2018-2023 จะมีการเติบโตขึ้นอีกราว 11.2%

รายงานยังบ่งชี้อีกว่า ภายในสิ้นปี 2023 ธุรกิจออนไลน์ในไทยจะมีมูลค่าไปแตะอยู่ที่ 6,384 ล้านเหรียญ

แล้วยังมีการคาดการณ์ว่า ประเภทของธุรกิจออนไลน์ที่มีส่วนแบ่งการตลาดและการเติบโตมากที่สุด คือกลุ่มสื่อบันเทิง และสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งจะมีมูลค่ากว่า 1,043 ล้านเหรียญสหรัฐ

มีการวิเคราะห์ว่า ปัจจัยหนึ่งมาจากพฤติกรรมของผู้บริโภค ที่มีการเปลี่ยนไปเสพข้อมูลข่าวสาร และ Content ต่าง ๆ บนช่องทางออนไลน์และโซเชียลมีเดียแทน รวมถึงการเลือกซื้อสินค้าประเภทอิเล็กทรอนิกส์ก็มีการใช้จ่ายผ่านทางออนไลน์มากขึ้น

ส่วนอันดับอื่น ๆ ก็ตามมาด้วยกลุ่มเครื่องสำอาง อาหาร ผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับสุขภาพ สกินแคร์ เสื้อผ้า แฟชั่น และ สินค้าประเภทไลพ์สไตล์

คนไทยใช้อินเทอร์เน็ตกว่า 82% จากทั้งประเทศ

มีรายงานจาก wearesocial ระบุว่าประชากรไทยกว่า 69 ล้านคน มีสถิติการใช้งานอินเทอร์เน็ตมากกว่า 57 ล้านคน โดยแบ่งเป็นผู้อยู่อาศัยในเขตเมืองมากกว่า 53% หรือประมาณ 82% ของประชากรทั้งหมด

สำหรับผู้ใช้งาน Active บนแอพลิเคชั่นโซเชียลมีเดียต่าง ๆ นั้น เวลานี้มีอยู่ที่ประมาณ 51 ล้านคน หรือคิดเป็น 74% ของประชากรทั้งหมด

ธุรกิจอีคอมเมิร์ซ ยังไงก็ต้องมา ไทยเติบโต 1.2 แสนล้านบาท

อ้างอิงจาก wearesocial/digital-in-2018

เมื่อชีวิตประจำวันกำลังอยู่บนมือถือ

มีข้อมูลที่ระบุว่า จำนวนผู้ใช้งานบนมือถือของไทยในเวลานี้ สูงกว่า 55.56 ล้านคน หรือคิดเป็น 80% ของประชากรทั้งหมด

สำหรับผู้ใช้งาน Active ของโซเชียลมีเดียผ่านทางมือถือ สูงถึง 46 ล้านคน คิดเป็น 67% ของประชากรทั้งหมด

หลายสำนักวิเคราะห์ว่า มีสองปัจจัยที่เกื้อหนุน คือ คนไทยมีพฤติกรรมในการใช้งานโซเชียลมีเดียที่เปลี่ยนแปลงไป โดยมีการใช้งานบนมือถือมากที่สุด และเริ่มมีความมั่นใจการใช้อินเทอร์เน็ตเพื่อทำธุรกรรมทางออนไลน์กับสถาบันทางการเงินมากขึ้นด้วย ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการที่ธนาคารและสถาบันการเงินเองที่ปรับตัวมาใช้ระบบทางออนไลน์เพิ่มขึ้นนั่นเอง นอกจากนี้ยังรวมถึงร้านค้าต่าง ๆ ที่พยายามดันระบบการขายและการจ่ายเงินให้เข้ามาอยู่ในเว็บไซต์และหน้าแพลตฟอร์มของตัวเองมากขึ้น ซึ่งก็สามารถดาวโหลดมาใช้งานบนมือถือได้อย่างง่าย ๆ ด้วย

ดังนั้น ไม่ใช่ว่าเราต้องปรับตัวเข้ากับธุรกิจออนไลน์หรือแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ แต่สถานการณ์มันกลับกันเลยครับ เพราะไม่ว่าอย่างไร ต่อไปนี้อีคอมเมิร์ซก็จะต้องเข้ามาหาชีวิตประจำวันของคนไทยอยู่ดีครับ

===============================================

สามารถติดตามเรา PSO ( Passive Selling Online ) ได้หลายช่องทางดังนี้

Facebook Page: passivesellingonline

LINE: คลิกที่รูป หรือค้นหา @psocourse (อย่าลืมใส่เครื่องหมาย @)

กรกฎาคม 9, 2019

ข้อควรระวังการทำ Dropship สำหรับผู้เริ่มต้น

ข้อควรระวังการทำ Dropship สำหรับผู้เริ่มต้น

ข้อควรระวังการทำ Dropship สำหรับผู้เริ่มต้น

การทำ Dropship เป็นอีกหนึ่งกระแสที่มาแรง (แบบเงียบ ๆ) ซึ่งทางตั้งหลักออนไลน์เองก็เห็นว่าเป็นเรื่องดีสำหรับผู้เริ่มสนใจธุรกิจทางอินเทอร์เน็ตจะได้ เนื่องจาก Dropship เป็นโอกาสเริ่มต้นที่ดีสำหรับการเริ่นต้นทำตลาดทางออนไลน์ โดยเฉพาะผู้ค้าปลีกรายย่อย ซึ่งส่วนมากแล้วยังไม่ต้องการลงทุนสต็อกสินค้า หรือไม่อยากเสี่ยงเกินไป แล้วยังเป็นโอกาสของคนที่อยากมีรายได้เสริมด้วย

แต่ก็มีข้อควรระวังครับ ซึ่งสามารถพบได้ทั้งมือใหม่และผู้ที่มีประสบการณ์ เพราะการทำ Dropship ก็ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบเสมอไป แต่มีปัญหาและอุปสรรคเช่นกัน มาดูว่ามีอะไรบ้าง 

การทำ Dropship คืออะไร

หลายคนน่าพอจะทราบกันอยู่แล้วว่า การทำ Dropship ก็คือ การนำสินค้าของคนอื่นมาขายต่อ โดยไม่ต้องสต็อกสินค้า

ลักษณะของการขายแบบนี้ก็คือ เรามีสิทธิที่จะนำรูปภาพและรายละเอียดของสินค้าที่ปรากฏอยู่บนหน้าเว็บไซต์ของผู้ผลิตหรือโรงงาน แล้วนำไปเสนอขายต่ออีกที ซึ่งแน่นอนว่าเราในฐานะคนกลางก็สามารถบวกกำไรเข้าไปอยู่ในราคาของสินค้านั้น โดยที่เราไม่จำเป็นต้องส่งสินค้าหรือประกันสินค้านั่นเอง

จึงสรุปได้ว่า การทำ Dropship ก็คือการที่เราทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการนำสินค้าจากผู้ผลิตหรือจากโรงงานนำไปขายต่อโดยไม่จำเป็นต้อง Order สินค้าก่อน แล้วเราสามารถที่จะวางขายในช่องทางใดก็ตามกลุ่มเป้าหมายของลูกค้า โดยเฉพาะช่องทางอีคอมเมิร์ซครับ

ข้อดีของการทำ Dropship

ข้อดีมีหลายด้านครับ เพราะมันเป็นโอกาสให้คุณสามารถตั้งตัวได้ในระยะสั้นถึงปานกลาง โดยที่คุณแทบจะไม่ต้องมีเงินทุนมากนัก ขอแค่มีความตั้งใจและหมั่นศึกษาการทำตลาดด้านนี้เพิ่ม ก็สามารถเป็นเจ้าของร้านค้าได้แล้ว

ข้อดีคือมันไม่เหมือนการซื้อมาขายไปปกติ เราไม่จำเป็นต้องประกันสินค้าด้วยตนเอง สินค้ามักมีความหลากหลาย ถ้าเทียบกับการนำเข้าส่งออกทั่วไป ถือว่ามีความเสี่ยงต่ำ คุณไม่ต้องเสี่ยงสั่งสินค้ามาสต็อกไว้

แล้วอีกอย่างก็คือ เราสามารถเริ่มต้นธุรกิจได้ง่ายๆครับ

สำหรับกรณีของการทำ Dropship จากจีน สินค้าบางประเภทมีความหลากหลายสูงมาก และมีผู้ผลิตมากด้วย ต้องเลือกแต่ละรายให้ดีเช่นกันครับ

มีข้อควรระวังอะไรบ้างครับ

แน่นอนว่าทุกเรื่องมีสองด้านเสมอครับ การทำ Dropship ในหลายประเทศมีการแข่งขันที่รุนแรงมาก จึงต้องพิจารณา และวางแผนไว้ด้วย มาดูว่ามีอะไรบ้าง

1.ระยะยาวแล้วอาจจะไม่มั่นคงเท่าไร

ข้อด้อยหรือจุดที่ควรระวังก็คือ ในระยะยาวยิ่งเราทำไป มันก็คือการช่วยให้ธุรกิจของคนอื่นเติบโตขึ้น ซึ่งฝั่งเราเองอาจจะไม่ยั่งยืน ถ้าหากว่าเราผูกติดกับผู้ผลิตเพียงไม่กี่รายครับ เพราะในยุคนี้ใครก็สามารถเข้าถึงแหล่งผลิตกันได้

นอกจากนี้ ผู้ผลิตเองก็สามารถทำตลาดเองได้โดยไม่ต้องพึ่งพาเรา ถ้าหากว่าสินค้าหรือยี่ห้อของเขาติดตลาดขึ้นมา ในกรณีของการนำเข้าสินค้า ดังนั้นในระยะยาวแล้วอาจจะไม่ยั่งยืนเท่าไรนัก

2.ปัญหาเรื่องคุณภาพสินค้า

ข้อด้อยอีกเรื่องที่ต้องระวังคือ คุณภาพสินค้า ถ้าหากมาตรฐานตก เราก็อาจจะเสียความน่าเชื่อถือและฐานลูกค้าได้เหมือนกัน ซึ่งเป็นปัจจัยที่เราเองก็ควบคุมได้ยากครับ

3.คู่แข่งมาก เพราะทุกคนทำได้

เนื่องจากเป็นการทำตลาดที่ไม่ต้องมีการลงทุนอะไร นั่นก็ยิ่งทำให้มีโอกาสเพิ่มการแข่งขันที่รุนแรงไปด้วย โดยเฉพาะถ้าเจอกับร้านค้าคู่แข้งที่เขาสามารถทำโปรโมชั่น ส่วนลด และเข้าถึงลูกค้าได้ดีกว่าเรา หรือหาแหล่งผลิตสินค้าได้มีคุณภาพดีกว่าในกลุ่มสินค้าประเภทเดียวกัน

4.ควบคุมราคาราคาไม่ได้ 

ปัญหาข้อนี้มีแนวโน้มที่เริ่มพบกันมากขึ้น นั่นคือ การควบคุมราคา เราแทบจะทำไม่ได้เลย เพราะมันขึ้นอยู่กับเจ้าของโรงงานเป็นหลัก ยิ่งถ้าเป็นการทำ Dropship กับสินค้านำเข้าจากต่างประเทศ

แล้วถ้ามีการแข่งขันสูงจนเกิดการกดราคาสินค้าราคาประเภทนั้นให้ถูกลงมาก ในฐานะผู้ค้าปลีกรายย่อยแล้วเราก็แทบจะไม่เหลือกำไรด้วย เรียกว่าทำไปไม่คุ้ม

5.อาจทำให้เสียเวลาและความน่าเชื่อถือ

การทำ Dropship จะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อลูกค้ามี Order เข้ามาแล้วโอนเงินตามสั่ง ซึ่งเราก็จะโอนเงินให้กับผู้ผลิตหรือโรงงานเพื่อสั่งสินค้าอีกที หากว่าฝั่งโรงงานผิดนัดส่งสินค้า หรือสินค้ามีปัญหา เราก็เพียงแค่โอนเงินกลับให้ลูกค้าก็เท่านั้น

แต่ถ้าเจอปัญหาลักษณะนี้มาก ๆ มันก็จะส่งผลต่อความน่าเชื่อถือของเราได้เช่นกัน นอกจากนั้นมันก็เป็นเรื่องของการเสียเวลาด้วยครับ

โดยสรุปแล้ว การทำ Dropship ก็มีข้อควรระวังไม่น้อย เพราะมันแทบจะเป็นเหมือนการจับเสือมือเปล่า และอาจจะไม่เหมาะกับการทำระยะยาว แต่ถ้าหากเรามีช่องทางกระจายสินค้าที่ดี หรือมีฐานลูกค้าในกลุ่มสินค้าประเภทนั้นมาก มันก็ทำกำไรได้เช่นกัน และยังเป็นการเปิดโอกาสให้เราได้เริ่มต้นธุรกิจของตนเอง ไม่ว่าจะเป็นรายได้เสริม หรือธุรกิจส่วนตัว เหมาะสำหรับการรวบรวมเงินทุนระยะสั้นเพื่อใช้ต่อยอดด้วยครับ

===============================================

สามารถติดตามเรา PSO ( Passive Selling Online ) ได้หลายช่องทางดังนี้

Facebook Page: passivesellingonline

LINE: คลิกที่รูป หรือค้นหา @psocourse (อย่าลืมใส่เครื่องหมาย @)

Lazada หัวหอกของอีคอมเมิร์ซจีนในอาเซียน กับเรื่องที่คนไทยควรรู้

alibaba lazada

Lazada เป็นช่องทางธุรกิจอีคอมเมิร์ซ ที่กำลังมาแรงที่สุดในประเทศไทยในเครือของ Alibaba

ซึ่งทาง ตั้งหลักออนไลน์ เองก็ขอรวบรวมข้อมูลที่น่าสนใจว่า มีเรื่องอะไรบ้างที่คนไทยควรทราบครับ

ไทยถูกเล็งว่าจะเป็น Hub ด้านดิจิทัลของอาเซียน

เนื่องจากยุทธศาสตร์ของหลายประเทศ ที่มองว่าประเทศไทยเป็นหนึ่งใน Hub ทางด้านดิจิทัลในภูมิภาคอาเซียน

ในเวลานี้เครือยักษ์ใหญ่ของจีนอย่าง Alibaba ก็ได้เข้ามาตกลงร่วมลงนามใน MOU กับประเทศไทยไว้หลายเรื่อง โดยเฉพาะในด้านการลงทุนระบบ Logistics เพื่อรองรับธุรกิจอีคอมเมิร์ซ ซึ่งกำลังมี Lazada เป็นหัวหอกสำคัญทางด้านนี้

ดังนั้นแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซและการพัฒนาทางด้านดิจิทัลกับตลาดไทยแบบออฟไลน์ดั้งเดิม จึงต้องเผชิญหน้าการเปลี่ยนแปลงและการผสมผสานกับช่องทางออนไลน์ที่ยังไงก็ตามจะเข้ามาในไทยแน่น

Asean, flags, maps, emblems, Island Info Samui

Lazada ยอมขาดทุนเพื่อเจาะตลาด

เรื่องนี้ไม่ต้องแปลกใจ เพราะแบ็กอัพใหญ่ของ Lazada ก็คือเครือ Alibaba ของแจ็คหม่า ซึ่งเข้ามาซื้อกิจการของ Lazada เพื่อให้เป็นหัวหอกด้านอีคอมเมิร์ซในอาเซียนเป็นหลัก

จากการทุ่มทุน Alibaba มากกว่า 2,000 ล้านเหรียญ เป้าหมายหลักจึงอยู่ที่ความต้องการส่งเสริมและผลักดัน Lazada ให้เป็นช่องทางอีคอมเมิร์ซอันดับหนึ่งในไทยและอาเซียนให้ได้ แน่นอนว่าผลประกอบการในช่วง 3-4 ปีหลัง แม้ว่าจะขาดทุนมาโดยตลอด แต่ก็มีจำนวนที่น้อยลงเรื่อย ๆ ซึ่งกลยุทธ์ที่หลายฝ่ายวิเคราะห์ไว้ก็คือ Lazada ถูกทำให้เป็นช่องทางนำเสนอในการดึงจำนวนผู้ใช้งานให้เข้ามามากที่สุดก่อน

แล้วในเวลานี้คงต้องยอมรับว่า Lazada ได้กลายเป็นช่องทางอีคอมเมิร์ซอันดับหนึ่งในประเทศไทยไปแล้ว

อีคอมเมิร์ซจากจีนกำลังขึ้นเป็นเบอร์หนึ่ง

ในเวลานี้ ธุรกิจอีคอมเมิร์ซของจีน กำลังกลายเป็นตลาดใหญ่สุดของโลก ซึ่งในด้านนี้กำลังแซงหน้าสหรัฐอเมริกาไปแล้วด้วย

ซึ่งถ้าอ้างอิงข้อมูลจากนิตยสาร Forbe ระบุว่า ในปี 2015 ผู้ใช้บริการระบบกระเป๋าเงินออนไลน์ E-Wallet ของจีน ซึ่งมีมูลค่าใช้งานอยู่ที่ 340,000 ล้านหยวน แต่ในปี 2017 ตัวเลขก็พุ่งไปแตะที่ 9,000,000 หยวน เลยทีเดียว

นั่นเท่ากับว่า พฤติกรรมการบริโภค การจ่ายเงินซื้อสินค้าของคนจีนและนักท่องเที่ยวจีนที่ออกไปต่างแดน ก็กำลังอยู่บนโลกออนไลน์มากขึ้นทุกที ซึ่งในประเทศไทยเอง จะมีลักษณะที่พบคือ การสแกนกับ QR Code ที่ร้านค้านั้นมีอยู่ แล้วชำระเงินด้วยแพลตฟอร์มอย่าง Alipay และ WeChat Pay ได้ ซึ่งถ้าร้านค้าปลีกหรือผู้ประกอบการไทยมีการเปิดใช้งาน ก็จะเพิ่มโอกาสในการจับตลาดนักท่องเที่ยวจีนได้ด้วย

Lazada เชิญชวน SME และผู้ค้าปลีกท้องถิ่น

เป็นกลยุทธ์ที่ทาง Lazada นำมาใช้ ด้วยการปรับค่าคอมมิชชันให้เหลือเพียง 0% เท่านั้น สำหรับสินค้าประเภทในท้องถิ่นหรือแบบ Local เพื่อเป็นการเชิญชวนผู้ค้าปลีกรายย่อยและท้องถิ่นให้เข้ามานำเสนอขายสินค้าในราคาที่ต่ำลง

แต่ในทางกลับกัน มันก็ส่งผลกระทบที่ทำให้ราคาสินค้าถูกลงมาก จนแทบจะเป็นการฆ่าผู้ค้าปลีกในช่องทางอื่นไปเลยเหมือนกัน

แพลตฟอร์มอื่นก็กำลังเริ่มมา

ในช่วงที่การแข่งขันอยู่ในยุคบุกเบิก จึงเป็นเรื่องของผลประโยชน์ระหว่างผู้ค้าหน้าใหม่และผู้ใช้บริการว่าจะสามารถตอบสนองได้แค่ไหน

สำหรับผู้เล่นรายสำคัญ นอกจาก Lazada ก็มีแพลตฟอร์มอื่นที่กำลังเริ่มสร้างชื่อเสียงและปั้นแบรนด์ของตนเองมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็น Shopee จากสิงคโปร์ และ Chilindo ของคนไทย นอกจากนี้ยังมีช่องทางการค้าออนไลน์ที่โยงกับ Line ก็มี Kamart ที่กำลังมาแรงเช่นกัน

มีระบบเปิดร้านและบริการส่งสินค้าที่รวดเร็ว

เป็นจุดแข็งสำคัญของ Lazada นอกจากใช้เวลารวดเร็ว ภายใน 1-2 วัน ทาง Lazada ยังจะช่วยรับผิดชอบกรณีที่เกิดความผิดพลาดในการส่งสินค้าด้วย

มีเปิดอบรม ระบบชัดเจน

เนื่องจากเป็นเรื่องของการเซ็นข้อตกลงร่วมกันกับรัฐบาลไทย ที่ทำให้อาลีบาบาเข้ามาเปิดโรงเรียนสอนธุรกิจอีคอมเมิร์ซในประเทศไทย โดผ่านทาง Taobao University และยังเปิดอบรมสอนการใช้งานและเปิดร้านสำหรับ Lazada ไปด้วย ยิ่งช่วยเพิ่มผู้ค้าให้มากและหลากหลายขึ้นอีกทางหนึ่งด้วย

สำหรับร้านค้าปลีกที่ต้องการเข้าร่วม ก็สามารถลงทะเบียนเป็นผู้ค้าได้อย่างง่าย ๆ ด้วยการกรอกข้อมูลสั้นๆเพียงแต่หน้าเดียว

สำหรับรายละเอียดอื่น จะนำเสนอในโอกาสต่อไปครับ

 

=============================================

สามารถติดตามเรา PSO ( Passive Selling Online ) ได้หลายช่องทางดังนี้

Facebook Page: passivesellingonline

LINE: @psocourse (อย่าลืมใส่เครื่องหมาย @)

มูลค่าอีคอมเมิร์ซไทย เติบโตขึ้นปีละสามเท่าตลอด 5 ปีหลังสุด

thai e-commerce


ตั้งหลักออนไลน์อยากพูดถึงช่องทางอีคอมเมิร์ซครับว่า ตอนนี้มันเป็นธุรกิจขาขึ้นอย่างมาก ซึ่งมีประเด็นน่าสนใจที่มีการอัพเดทครับ แต่น่าเสียดายว่าสถิติและข้อมูลเหล่านี้ไม่ค่อยมีการเผยแพร่ในวงกว้างเท่าไหร่ ทางตั้งหลักออนไลน์จึงอยากนำมาตีแผ่ให้ทุกท่านทราบ อย่างน้อยก็เพื่อเป็นประโยชน์ให้กับทุกท่านที่กำลังมองหาโอกาสทำธุรกิจบนอินเทอร์เน็ต แล้วอาจมีคำถามตามมาครับว่า มันจะรุ่งได้จริงหรือไม่

ธุรกิจที่กำลังขาขึ้น

ทุกธุรกิจจะมี Circle วงจรของการเติบโต มีช่วงขาขึ้น ก็ต้องมีช่วงขาลง ซึ่งสำหรับอีคอมเมิร์ซในไทยนั้น มีรายงานที่ชี้ว่ากำลังมีมูลค่าเติบโตขึ้นปีละสามเท่าตลอด 5 ปีหลังสุด

สำหรับข้อมูลดังกล่าว อ้างอิงจาก Statista เกี่ยวกับมูลค่า และรายได้ของช่องทางอีคอมเมิร์ซในประเทศไทยตลอด 5 ปีหลัง รวมถึงคาดการณ์มูลค่าที่จะเติบโตขึ้นใน 3 ปีนี้

เรียกง่าย ๆ ว่ามันกำลังอยู่ในช่วงขาขึ้นครับ ซึ่งแค่นี้ก็เป็นเหตุผลสำคัญเพียงพอที่เราจะเข้ามาจับในช่องทางธุรกิจนี้

ยักษ์จีนมาร่วมกับเครือยักษ์ใหญ่ของไทย

เมื่อเดือนกันยายน 2018 ที่ผ่านมา เครือเซ็นทรัลของไทย ได้ร่วมข้อตกลงกับ JD.com (Jingdong) บริษัทผู้ให้บริการด้านอีคอมเมิร์ซยักษ์ใหญ่ของจีน (และยังเป็นคู่แข่งสำคัญของ อาลีบาบา ของแจ็คหม่าด้วย) ซึ่งก็เป็นการเปิดบริการของ JD Central ภายใต้การลงทุนมากกว่า 500 ล้านเหรียญสหรัฐ ตามที่มีการเปิดเผยข้อมูล ซึ่งในระยะแรกก็มีผลิตภัณฑ์มากกว่า 10,000 ชิ้น พร้อมกับโปรโมชั่นต่าง ๆ เพื่อมาดึงดูดลูกค้าให้เข้ามาใช้งานครับ

ในปี 2019 คาดว่าจะมีสินค้ามากกว่า 1 ล้านชิ้น ที่เข้ามาร่วมรายการครับ

Asean, flags, maps, emblems, Island Info Samui

ไทยจะเป็นแหล่งลงทุนใหม่

ไม่ต้องสงสัยเลยว่า อีคอมเมิร์ซในไทยจะกลายเป็นตลาดลงทุนแห่งใหม่ในยุคถัดไป โดยเฉพาะภายใน 2-3 ปีจากนี้ ซึ่งเวลานี้ที่กำลังเข้ามาแรงมาก นอกจาก Lazada ของอาลีบาบาจากจีนแล้ว ยังมี Shopee ของทุนใหญ่จากสิงคโปร์ด้วย ในขณะที่ Amazon และ ebay ก็น่าจับตามองเช่นกัน ซึ่งปัจจัยหลักก็มาจากเรื่องที่ทุนใหญ่จากจีนและหลายประเทศมองว่า ไทยคือฮับทางด้านอีคอมเมิร์ซของอาเซียน

คาดการณ์ว่า ภายในสิ้นปี 2019 จะมีคนไทยลงทะเบียนใช้งานในอีคอมเมิร์ซมากกว่า 25 ล้านคน ในขณะที่พ่อค้าแม่ค้าออนไลน์บนช่องทางนี้จะมีเพิ่มขึ้นราว 10% ภายใน 5 ปีนี้

อย่าเพิ่งรอให้ใครบอก หรือมัวแต่มองคนอื่นทำไปก่อนครับ มาศึกษาแล้วทำไปพร้อมกันครับกับตั้งหลักออนไลน์

=============================================

สามารถติดตามเรา PSO ( Passive Selling Online ) ได้หลายช่องทางดังนี้

Facebook Page: passivesellingonline

LINE: @psocourse (อย่าลืมใส่เครื่องหมาย @)

มิถุนายน 27, 2019

ทำไม Influencers ถึงสำคัญกับการตลาดบนโซเชียล

Influencers

วันนี้เชื่อว่าหลายคนคงเคยได้ยินคำว่า Influencers กันมากขึ้น โดยเฉพาะในการทำตลาดออนไลน์หรือโซเชียลมีเดีย ซึ่งทางตั้งหลักออนไลน์เองก็เห็นว่าเรื่องนี้มีความสำคัญไม่น้อยครับ ถ้าจะทำการตลาดออนไลน์หรือบนอินเทอร์เน็ตให้รุ่ง

ก่อนอื่นมารู้จักก่อนว่า Influencers คืออะไร

หลายคนมักเข้าใจว่าคำนี้คล้ายกับ “เนตไอดอล” ที่พูดกันบ่อย ๆ บนโลกโซเชียลมีเดีย

แต่ที่จริงแล้ว เนตไอดอล เป็นแค่ส่วนย่อย หรือ Subset ของ Influencers เท่านั้นเองครับ

อาจจะไม่ใช่ทุกคนที่สามารถเป็นเนตไอดอลได้เสมอไป แต่สำหรับ Influencers ทุกคนมีสิทธิเป็นได้หมดครับ ซึ่งก็ไม่จำเป็นต้องอยู่บนโลกอินเทอร์เน็ตด้วย

เรียกง่าย ๆ ว่า หมายความถึง ผู้มีชื่อเสียง หรือเป็นผู้ที่มีอิทธิพลสำหรับคนจำนวนหนึ่งหรือหมู่มาก อาจจะตั้งแต่หลักร้อย พัน หรือไปจนถึงคนหลักแสนและหลักล้านคน ซึ่งจะมีผลต่อการตัดสินใจและพฤติกรรมในการลอกเลียนแบบ การทำตามกระแส หรือซื้อของและใช้ของบริโภคและอุปโภคตามการแนะนำของคนเหล่านั้น หรือถ้าแรงมาก ๆ คือคน ๆ นั้นใช้อะไร ชอบอะไร ออกมาพูดอะไร คนก็ทำตาม ก็มีครับ

ที่สำคัญคือ พวกเขาไม่จำเป็นต้องเน้นความสวยหล่อหรือแต่งตัววับแวมเสมอไป แต่เป็นผู้ที่สร้างแรงบันดาลใจ หรือ ทำให้เกิดสาวก แฟนคลับ ผู้ติดตามในด้านต่าง ๆ ในสังคม

Influencers จึงครอบคลุมในทุกวงการ ไม่ว่าจะเป็น นักการตลาด แพทย์ ผู้เชี่ยวชาญ นักวิชาการ ศิลปิน ดารา ทหาร ตำรวจ นักการเมือง ไปจนถึงสาวน้อยหน้าใสธรรมดาสักคน หรือเด็กน้อยในชนบทที่ห่างไกล หรืออาจจะเป็นสุนัขแสนรู้น่ารัก หรือเจ้าแมวน้อยที่สามารถทำให้มีคนติดตามบนโซเชียลเป็นหลักแสนก็ยังได้ครับ

น่าเสียดายว่า ผู้ประกอบการส่วนใหญ่ที่เข้ามารับช่องทางโซเชียลมีเดีย ยังติดภาพกับรูปแบบ Influencers แบบเดิม ๆ ที่จะต้องเป็นดารานักแสดง นักร้อง นักกีฬา แล้วจ้างคนเหล่านี้มาเป็นพรีเซนเตอร์สินค้า

อันที่จริงแล้ว มันก็ไม่ใช่เรื่องผิดครับ เพียงแต่ Influencers ในยุคปัจจุบัน มันมีอะไรมากกว่านั้น

เพราะทุกคนสามารถกลายเป็น Influencers ภายในชั่วข้ามคืนได้

แต่การจะยืนระยะให้ได้ ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง ซึ่งอยู่ที่การวางแผนและความสามารถของแต่ละคนครับ

ตัวอย่างเช่น ในประเทศจีน มีพวกที่เป็น Influencers ซึ่งไม่ได้มีชื่อเสียงอะไรมาก่อน เป็นคนธรรมดาทั่วไป แต่กลับสามารถสร้างกระแสและยอดขายสินค้าได้มหาศาลชนิดเพียงชั่วข้ามคืน แล้วเป็นกระแสได้ดียิ่งกว่าการจ้างดาราหรือนักแสดงทั่วไปเสียอีก

Zhang Dayi

เนตไอดอลสาวน้อยหน้าใสที่มียอดผู้ติดตามมากกว่า 5 ล้านคนบน Weibo และถือว่ามาแรงที่สุดในปี 2018 ที่จริงแล้วก็ไม่ได้มาจากการเป็นดาราหรือนักแสดงมาก่อน แต่เวลานี้ถือว่าเป็นคนที่มีผู้ติดตามบนโซเชียลของจีนเป็นอันดับต้น ๆ นอกจากนี้ยังสามารถทำ Live และรีวิวขายเสื้อผ้าจนมียอดขายเป็นประวัติการณ์มาแล้ว

Viya

บล็อกเกอร์สาวหน้าใสที่สามารถทำยอดขายบนเว็บอีคอมเมิร์ซยอดนิยมของจีนอย่าง Taobao ได้ในชั่วข้ามคืนมากกว่า 300 ล้านหยวน ในช่วงวันคนโสด 11.11.2018 ที่ผ่านมา ซึ่งเธอก็มีอาชีพหลักคือการเป็นบล็อกเกอร์รีวิวสินค้า ซึ่งเธอเคยทำรายได้จากการรีวิวสินค้าแล้วสร้างรายได้จนถึงขนาดซื้อบ้านได้เลยภายในคืนเดียว

แน่นอนว่า ทุกอย่างไม่ได้เกิดขึ้นในเวลาสั้น ๆ เนื่องจากต้องมีการสั่งสมชื่อเสียง หรือง่ายที่สุดคือเป็นการเข้าไปแสดงตัวตนบนโลกโซเชียล ไม่ว่าจะเป็นการอาศัยภาพลักษณ์ที่โดดเด่นของตัวเอง เพื่อดึงความสนใจของผู้คน และที่สำคัญคือ เปลี่ยนพลังของผู้ติดตามให้เป็นยอดขายหรือรายได้กลับมา ซึ่งเป็นเรื่องที่แบรนด์สินค้าหรือผู้ประกอบการต้องมองหา Influencer ที่เหมาะสมกับสินค้าและผลิตภัณฑ์ของตนเองด้วย

ซึ่งทางเพจจะได้นำเรื่องราวดี ๆ ในประเด็นเหล่านี้มานำเสนอต่อไปครับ

 

=============================================

สามารถติดตามเรา PSO ( Passive Selling Online ) ได้หลายช่องทางดังนี้

Facebook Page: passivesellingonline

LINE: @psocourse (อย่าลืมใส่เครื่องหมาย @)

10 สาขาอาชีพที่ A.I. หุ่นยนต์จะทำงานแทนมนุษย์มากที่สุด

AI Robot career work

A.I. ปัญญาประดิษฐ์ หรือ หุ่นยนต์ จะเข้ามาทำงานแทนที่มนุษย์หรือไม่ วันนี้ทางตั้งหลักออนไลน์นำการวิเคราะห์จากสื่อจีนในประเด็นนี้มาเล่าสู้กันฟังครับ

เนื่องจากมีรายงานของ Chinadaily เมื่อปลายปี 2018 ได้วิเคราะห์เกี่ยวกับอนาคตของงาน 10 สาขาอาชีพ ที่พบว่ามีแนวโน้มจะมีการนำ A.I. ปัญญาประดิษฐ์และหุ่นยนต์ มาใช้ทดแทนแรงงานของมนุษย์มากที่สุด ซึ่งในหลายสาขาก็มีการขยายขอบเขตของการใช้งานอยู่แล้วด้วย โดยข้อมูลอ้างอิงจากทางสถาบันอิเล็กทรอนิกส์แห่งประเทศจีน โดยมีหัวข้อคือ การวิเคราะห์สาขาอาชีพและภาคการทำงานที่มีแนวโน้มมากที่สุดว่าจะมีการนำหุ่นยนต์มาใช้งานเพื่อแทนที่แรงงานมนุษย์ 

รายงานดังกล่าว รวบรวมจากการประชุม “งานหุ่นยนต์โลก” World Robotics ปี 2018 ซึ่งจัดขึ้น ณ กรุงปักกิ่งเมื่อวันที่ 15 สิงหาคม ที่ผ่านมา

ในงานได้มีการสรุปเกี่ยวกับ 10 สาขาอาชีพและภาคการทำงานที่หุ่นยนต์จะสามารถนำมาใช้เพื่อทดแทนแรงงานมนุษย์ได้ดีที่สุด ซึ่งทั้งหมดก็ได้เริ่มนำหุ่นยนต์มาใช้งานกันมากขึ้นเรื่อย ๆ แล้วด้วยครับ

มาดูกันว่า มีอะไรบ้าง และตรงกับสาขาอาชีพของท่านใดกันบ้าง

  • งานการผลิต ภาคอุตสาหกรรม
  • งานคลังสินค้าและโลจิสติกส์
  • งานด้านการแพทย์
  • งานขนส่งเอกสารภายในสำนักงาน
  • งานด้านความมั่นคง ป้องกันภัยคุกคาม
  • งานด้านความปลอดภัย
  • งานทำความสะอาด
  • งานถ่ายบันทึกภาพ
  • งานเหมืองแร่
  • งานเพื่อนสัตว์เลี้ยง

สำหรับลักษณะของหุ่นยนต์ที่ถูกผลิตขึ้นสำหรับ 10 สาขาอาชีพเหล่านี้ก็จะมีแนวโน้มมากขึ้น ในขณะที่แรงงานมนุษย์ก็จะถูกลดความสำคัญลง แต่จะมีการปรับให้คนเป็นผู้ทำหน้าที่ดูแลส่วนงานที่มีความสลับซับซ้อน หรือต้องใช้การตัดสินใจสำคัญมากขึ้น และมีหน้าที่ดูแลในส่วนของเครื่องจักรและอุปกรณ์เพื่อการทำงานในภาพรวมแทน

โดยเฉพาะกลุ่มที่น่าจะได้รับผลกระทบมากที่สุดสำหรับแรงงานคนในยุคต่อไปนี้ ก็คือ ภาคอุตสาหกรรมการผลิต การบริการ และงานขนส่ง

ในส่วนที่เราเริ่มเห็นเป็นรูปธรรมแล้วก็เช่น บริษัท Foxconn ผู้ผลิตอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์และสินค้าไฮเทคที่สำคัญของไต้หวัน และยังเป็นผู้ผลิตชิ้นส่วนและอุปกรณ์สำคัญให้กับ Apple สำหรับมือถือสมาร์ทโฟนด้วย เวลานี้มีการลดจำนวนคนงานแล้วกว่า 60,000 คน แล้วใช้แรงงานหุ่นยนต์เข้ามาแทนที่

ซึ่งรวมถึงมีข่าวว่า บริษัทรถยนต์ชื่อดังอย่าง Ford ก็มีการปลดคนงานครั้งใหญ่มากกว่า 1,000 ตำแหน่ง เพื่อลดค่าใช้จ่ายและหวังเพิ่มผลกำไรในทวีปยุโรปด้วย

ดังนั้นแนวโน้มของธุรกิจและภาคอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ทั่วโลก อาจจะมีการลดคนงานลงจำนวนมากในอนาคตอันใกล้ นี่จึงเป็นเรื่องสำคัญที่เรามองข้ามไม่ได้เลยครับ

สำหรับผู้ที่คิดอยากจะให้ลูกหลานได้เข้าเรียนสูง ๆ ในสาขาอาชีพดังกล่าว ก็จำเป็นต้องวางแผนอนาคตให้ดี ๆ ครับ เพราะทุกอย่างมันเปลี่ยนแปลงเร็วมาก และจะแตกต่างจากยุคของพ่อแม่เราและยุคของเราอย่างสิ้นเชิง

 

=============================================

สามารถติดตามเรา PSO ( Passive Selling Online ) ได้หลายช่องทางดังนี้

Facebook Page: passivesellingonline

LINE: @psocourse (อย่าลืมใส่เครื่องหมาย @)

ทำไม Google ถึงยิ่งรวย

Why Google

ที่จริงแล้วคำถามนี้ ทางทีมงานตั้งหลักออนไลน์เชื่อว่าหลายคนคงรู้คำตอบกันดีอยู่แล้ว

แน่นอนว่า ในเมื่อ Google เป็นเว็บไซต์ Search Engine ที่มีผู้ใช้งานสูงสุดของโลก ช่องทางรายได้จากโฆษณาก็ต้องมากที่สุดอยู่แล้วนั่นเอง

แล้วที่สำคัญคือ ต่อให้ไม่ต้องอ้างอิงตัวเลขหรือสถิติอะไร แต่ในเราแทบทุกคนต่างก็ใช้งาน Google กันจนมันจะกลายเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันไปแล้ว

ไม่ว่าจะค้นหา ร้านอาหารอร่อย โรงแรมที่พัก เที่ยวที่ไหนดี ซื้อบ้าน เช็คราคา ตามข่าว ค้นหาเนื้อเพลง ทำการบ้าน หาข้อมูลประวัติศาสตร์ วิทยาศาสตร์ การเมือง แถมยังเชื่อมโยงการค้นหากับคลิป Youtube ได้อีกด้วย

แต่ที่สำคัญคือ Google รวยขึ้นก็จริง แต่มันช่วยเพิ่มโอกาสทางธุรกิจให้เราทุกคนได้เหมือนกันครับ

วันนี้ตั้งหลักออนไลน์ขอมาลองผ่ากันทีละข้อ

บริษัทที่มีกำไรมากที่สุดในโลก

หลายคนอาจจะไม่คุ้นชื่อของ Alphabet แต่นี่คือบริษัทแม่ของ Google ครับ

ในปัจจุบัน มีมูลค่าทางการตลาดราว 23 ล้านล้านบาท นับว่าสูงเป็นอันดับ 2 ของโลก

สำหรับโครงสร้างรายได้ 88% มาจากช่องทางค่าโฆษณา

เอาง่ายๆ ว่าแค่ลงโฆษณาของ Google AdWords และ AdSense รวมถึง YouTube เพียงเท่านี้ก็สร้างรายได้มหาศาลแล้ว

แต่ที่สำคัญคือ เราเองก็มีโอกาสเพิ่มขึ้นทางธุรกิจด้วยเหมือนกัน และก็กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันไปแล้ว

 

แอพที่ครอบคลุมทุกด้าน

ช่องทางการค้นหาผ่านเว็บไซต์ Google หรือก็คือ Search Engine ที่พวกเราใช้งานกันนั้น ในปัจจุบันมีผู้ใช้บริการเพื่อการค้นหาข้อมูลมากกว่า 3,000 ล้านครั้งต่อวัน

นอกจากนี้ยังมีช่องทางแอพลิเคชั่นนับไม่ถ้วน ที่เริ่มเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตของเรามากขึ้น เช่น

Google Chrome ในฐานะของเว็บเบราเซอร์สำหรับท่องโลกอินเตอร์เน็ต ในปัจจุบันมีผู้ใช้งานจำนวนมากกว่า 2,000 ล้านราย มีส่วนแบ่งตลาดสูงที่สุดในโลก ที่ 54%

Google Map เป็นบริการแผนที่และเส้นทางการเดินทางที่หลายคนชอบใช้ ในปัจจุบันมีผู้ใช้งานมากกว่า 1,000 ล้านราย

Gmail อีเมลซึ่งมีผู้ใช้งานมากกว่า 1,000 ล้านบัญชี มีข้อมูลว่า การส่งอีเมล์โดยเฉลี่ยในปีที่ผ่านมาอยู่ที่ 270,000 ล้านอีเมลต่อวัน

Google Play เป็นร้านขายแอปพลิเคชั่นบนระบบ Android ปัจจุบันมีผู้ใช้งานมากกว่า 1,000 ล้านคน

Google Drive เป็นบริการสำหรับพื้นที่จัดเก็บข้อมูลออนไลน์ ซึ่งเพิ่มความสะดวกอย่างมากในการใช้งานให้ผู้คน ในปัจจุบันมีผู้ใช้งานมากกว่า 800 ล้านบัญชี มีข้อมูลที่จัดเก็บในระบบราว 2 ล้านล้านไฟล์ และมีแนวโน้มที่จะมากขึ้นเรื่อย ๆ อีกด้วย

Android ระบบปฏิบัติการบนอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ ในปัจจุบันผู้ใช้งานที่ติดตั้ง Android มากกว่า 2,000 ล้านราย ถือว่าครองส่วนแบ่งสำหรับในตลาดมือถือมากที่สุดถึง 85%

จริงอยู่ว่า บริการของ Google ที่ทำแล้วไม่เกิด ไม่รุ่ง หรือถ้าคุณได้ยินชื่อแล้วจะสงสัยว่า Google เคยทำพวกนี้ด้วยหรือ พวกที่ไม่รุ่งจริง ๆ ก็มีสัดส่วนที่เยอะกว่าที่ทำแล้วรุ่งหลายสิบหลายร้อยเท่า แต่นั่นไม่สำคัญเท่ากับกลุ่มที่ทำออกมาแล้วรุ่ง คนนิยมใช้งาน จนทุกวันนี้แทบจะขาดไม่ได้แล้ว ไม่ใช่แค่การทำงาน แต่ในชีวิตประจำวันด้วยครับ

ช่องทางโฆษณา

เป็นแหล่งที่มาของรายได้หลัก จากค่าโฆษณาของเว็บไซต์ต่าง ๆ ซึ่งหลายคนก็ใช้บริการกันอยู่

ที่สำคัญคือ การแข่งขันก็จะรุนแรงขึ้น และช่องทางโฆษณากระแสหลัก ก็มีแนวโน้มจะมาลงบน Google มากขึ้นเช่นกัน

หรือเรียกง่ายว่า การทำธุรกิจบนอินเทอร์เน็ต จะต้องพึ่งพา Google มากขึ้น

อีกทั้งเวลานี้ Google Chrome ก็เป็น Web Browser ที่ใช้งานเพื่อเข้าสู่โลกอินเตอร์เน็ตสูงสุดของโลก แซงหน้า IE ไปแล้ว นอกจากนี้ยังมีช่องทางอื่น เช่น YouTube ซึ่งทาง Google ซื้อมาตั้งแต่ปี 2006 ในปัจจุบันมีผู้เข้าใช้งานมากกว่า 1,000 ล้านราย การกดดูคลิปวิดีโอมากกว่า 5,000 ล้านชั่วโมงในแต่ละวัน

นอกจากนี้ ในอนาคต Google (และรวมถึง Facebook) ก็จะมุ่งไปเรื่องของ Artificial Intelligence (A.I.) ปัญญาประดิษฐ์มากขึ้น ซึ่งก็จะยิ่งเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานมากขึ้นไปด้วยครับ

ที่ยกมานี้เป็นแค่ตัวอย่างเบื้องต้น แต่เราจะเห็นว่า ความสำเร็จของ Google จึงไม่ใช่แค่เรื่องทางธุรกิจ แต่เพราะมันสามารถแทรกตัวเข้ามาอยู่ในชีวิตประจำวันของเรามากขึ้นทุกขณะนั่นเองครับ แถมมันยังช่วยให้การทำงานและการใช้ชีวิตบางอย่างสะดวกขึ้นจริงเสียด้วย

=============================================

สามารถติดตามเรา PSO ( Passive Selling Online ) ได้หลายช่องทางดังนี้

Facebook Page: passivesellingonline

Youtube Channel: PassiveSellingOnline

LINE: @psocourse (อย่าลืมใส่เครื่องหมาย @)

4 ปัจจัยกระตุ้นยอดขายออนไลน์ของจีนตั้งแต่ปี 2012-2018

china marketing online

ทางตั้งหลักออนไลน์ ขอพามาสำรวจข้อมูลน่าสนใจ สำหรับการตลาดจีนออนไลน์ โดยเฉพาะในช่วง 6 ปีที่ผ่านมา คือระหว่างปี 2012-2018 ซึ่งจีนได้กลายเป็นประเทศที่มีการขายสินค้าผ่านระบบออนไลน์ หรือช่องทาง E-Commerce พุ่งทะยานเป็นอันดับต้นๆของโลก แถมยังเป็นการช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศจีนด้วย แม้ว่าในปีที่ผ่านมา จีนจะมีเศรษฐกิจชะลอตัวลงก็ตาม

มาลองดูกันว่า มีปัจจัยอะไรบ้างที่เกื้อหนุนให้การตลาดจีนทางออนไลน์ประสบความสำเร็จครับ และผู้ประกอบการไทยก็ควรทราบข้อมูลไว้

1.E-Commerce แข่งขันกันจริงจัง โดยบริษัทยักษ์ใหญ่

โดยธรรมชาติแล้ว เมื่อมีการแข่งขัน ก็ทำให้เกิดการพัฒนาต่อเนื่อง ไม่หยุดนิ่ง แถมยังเป็นเรื่องของยักษ์ใหญ่จีนที่แข่งกันเองด้วยในแทบทุกสนาม

เดิมทีแล้ว ใคร ๆ ก็คิดว่า Alibaba จะครอบครองส่วนแบ่งการตลาดของ E-Commerce ในประเทศจีนเป็นอันดับ 1 ต่อไปอีกนานแบบที่ไร้คู่แข่ง (หรืออย่างน้อยเบอร์ 2 คงห่างอีกไกลมาก) อีกทั้งจากรายงานในปี 2018 ที่ผ่านมา Alibaba ก็สามารถครองส่วนแบ่งได้ถึง 70% ซึ่งก็ถือว่าแทบจะผูกขาดอยู่แล้ว

แต่กลายเป็นว่า Jack Ma เองยังไม่ค่อยพอใจนัก เพราะเมื่อหันลงไปดูอันดับ 2 อย่าง JD.com ก็จะพบว่าคู่แข่งรายนี้ไม่ได้หยุดนิ่งเลย แถมยังได้รับการสนับสนุนจาก Tencent ซึ่งเวลานี้ขึ้นแท่นเป็นบริษัทที่มีมูลค่ามากกว่า Alibaba เสียอีก

การแข่งขันเหล่านี้ทำให้ Alibaba ซึ่งมีร้านค้าออนไลน์ยอดนิยมอย่าง Taobao และ Tmall ไม่สามารถอยู่นิ่งเฉยได้ จนต้องมีการปรับปรุง พัฒนา และกระตุ้นยอดขาย หรือออกโปรโมชั่นต่าง ๆ ไปจนถึงพัฒนานวัตกรรมเสริมอื่นๆให้ก้าวหน้าขึ้น

ในเมื่อมีการแข่งขันที่จริงจัง ฝ่ายที่ได้ประโยชน์ ก็คือผู้บริโภคนี่เอง

2.แม่ค้าออนไลน์คนไหนก็ทำ Live สดเพื่อขายสินค้าได้

เป็นบริการที่เกิดขึ้นในช่วง 2-3 ปีหลัง และกลายเป็นเทรนด์มาแรงในการตลาดจีนออนไลน์ครับ

ตัวอย่างเช่น การเปิดใช้งานของ Taobao Live ที่ทำให้แม่ค้าออนไลน์สามารถนำเสนอสินค้าของตนเองผ่านการ Live แบบสดๆ บน Online Streaming ที่กำลังนิยมมากในประเทศจีน

มีสถิติน่าสนใจว่า ในวันคนโสด 11.11.2018 ที่ผ่านมา Viya เซเล็บสาวหน้าใสคนดังในโซเชียลจีน สามารถทำเงินได้มากกว่า 300 ล้านหยวน ภายในคืนเดียวด้วยการทำ Live สดเพื่อรีวิวและขายสินค้าบนเว็บไซต์ Taobao ซึ่งบางสินค้านั้นเธอแทบจะไม่ต้องรีวิวสรรพคุณอะไรเลยด้วยซ้ำไป

3.Tencent บุกตลาด E-Commerce ด้วยบริการ WeChat

WeChat แพลตฟอร์มที่คนจีนนิยมใช้งานสูงสุด มีจำนวนคนใช้งานมากกว่า 1,000 ล้านคนจากปี 2018 มีการเปิดบริการ WeChat Pay ซึ่งถือว่าเป็นคู่แข่งของ Alipay โดยตรงก็ว่าได้

สำหรับ WeChat Pay เป็นบริการของ Tencent บริษัทยักษ์ใหญ่อันดับหนึ่งของจีน ไม่แพ้ Alibaba ซึ่งมีข้อได้เปรียบคือ WeChat เป็นแพลตฟอร์มประเภทการส่งข้อความ ติดต่อสื่อสาร ที่คนจีนใช้งานกันมากที่สุด  แล้วเมื่อเสริมด้วยบริการชำระเงินผ่านทาง WeChat โดยเฉพาะบรรดาร้านค้าปลีกออนไลน์ ซึ่งใช้ได้สะดวกและสามารถทำธุรกิจได้ไม่ยาก ก็ทำให้การทำธุรกิจทางออนไลน์สะดวกมาขึ้น

4.Alipay ทำหน้าที่แทนบัตรเครดิต และให้ดอกเบี้ยมากกว่าธนาคาร

เหตุผลที่สำคัญมาก เพราะทุกวันนี้เริ่มมีคำกล่าวกันว่า เวลาคนจีนได้เงินสดมา พวกเขาจะไม่เอาเข้าธนาคาร แต่จะเอามาใส่ใน Alipay แทน สาเหตุหนึ่งเพราะมันทดแทนบัตรเครดิตได้ แถมยังให้ดอกเบี้ยดีกว่าธนาคารอีกด้วย

สำหรับเรื่องนี้ ทาง Alipay ได้ร่วมมือกับธนาคารฮ่องกงและเซี่ยงไฮ้ (HSBC Bank) ทำให้มีระบบฝากเงินที่จีนอย่างถูกต้อง ขณะเดียวกันก็เป็นระบบที่สร้างเพื่อทำให้เงินของคนจีนเข้ามาอยู่ในประเทศจีนให้มากที่สุด แล้วเมื่อฝากเกิน 6 เดือน ก็สามารถนำข้อมูลหรือ Statement ไปขอสินเชื่อส่วนบุคคลได้ด้วย แล้วระบบการจ่ายของ Alipay ยังสามารถทำให้ผู้บริโภคไม่ต้องจ่ายเงินทันที แต่จ่ายตามรอบบิลที่ครบรอบเหมือนการจ่ายบัตรเครดิตนั่นเอง

 ทั้งหมดนี้เป็นเพียงปัจจัยเบื้องต้นที่ทำให้การตลาดออนไลน์ของจีนประสบความสำเร็จและยิ่งเอื้อต่อพฤติกรรมของคนจีนในยุคใหม่มากขึ้นด้วยเช่นกัน ซึ่งผู้ประกอบการของไทยต้องศึกษาอย่างยิ่งถ้าจะบุกตลาดจีนครับ

  

=============================================

สามารถติดตามเรา PSO ( Passive Selling Online ) ได้หลายช่องทางดังนี้

Facebook Page: passivesellingonline

Youtube Channel: PassiveSellingOnline

LINE: @psocourse (อย่าลืมใส่เครื่องหมาย @)

Tencent กับทิศทางของ JD.Central สู้ศึก Alibaba

Tencent JD.Central fight Alibaba

ตั้งหลักออนไลน์ขอพาทุกท่านมาดูการแข่งขันในตลาด E-Commerce จากจีน และทิศทางน่าสนใจ จากการเข้ามารุกในตลาดนี้อย่างเต็มตัวของ Tencent

สำหรับสองบริษัทชื่อดังอย่าง Tencent และ Alibaba ได้ชื่อว่าเป็นสองบริษัทยักษ์ใหญ่ด้านนวัตกรรมเทคโนโลยี ที่มีมูลค่าสูงสุดของจีน ซึ่งในช่วงปี 2016-2018 ที่ผ่านมา โดยที่มีการแข่งขันกันในหลายตลาด แต่สำหรับพื้นที่ของ E-Commerce ในประเทศจีนเวลานี้ Alibaba คือหมายเลขหนึ่งที่ยังไม่มีใครโค่นล้มได้ ในขณะที่ Tencent ก็พยายามเข้าแย่งชิงส่วนแบ่ง โดยผ่านทาง JD.com ที่เป็นคู่แข่งในด้านนี้ของ Alibaba

ซึ่งจากสถานการณ์ปัจจุบัน Tencent เริ่มนำ JD.com เข้ามาตีตลาดในอาเซียนมากขึ้น ขณะที่ Alibaba ก็ถือว่าเป็นผู้เล่นใหญ่ในอาเซียน ผ่านทาง Lazada นี่จึงเป็นเสมือนศึกตัวแทนระหว่างสองค่ายใหญ่ของจีน

ความน่าสนใจอยู่ตรงที่ JD.com เริ่มมีส่วนแบ่งรายได้ในตลาดนี้เพิ่มขึ้น และกลายเป็นทัพหน้าสำคัญของ Tencent ในการรุกเข้าพื้นที่ซึ่ง Alibaba ครอบครองอยู่มากกว่า 70% อยู่ก่อนหน้านี้

แต่ก่อนอื่นมารู้จักกับ JD.com และโมเดลการตลาดให้มากขึ้นกันสักนิดกันครับ

e-commerce chaina

ที่มาของบริษัท JD.com ถือว่าไม่ธรรมดา เพราะผู้ก่อตั้งคือ Richard Liu ได้รับการยกย่องอย่างมากว่าเป็นหนึ่งในผู้ประกอบการและ Innovator ที่มีวิสัยทัศน์กว้างไกลและประสบความสำเร็จมากที่สุดคนหนึ่งของจีนในเวลานี้

แต่เดิม แนวทางการตลาดของ JD.com จะเป็นการทำตลาดในเชิง Aggressive หมายถึงเน้นการรุกมากกว่า Alibaba

จุดเด่นสำคัญคือ พวกเขามีการลงทุนทางธุรกิจที่คล้ายคลึงกับ Amazon ยักษ์ใหญ่จากสหรัฐอเมริกา นั่นคือการให้ความสำคัญกับบทบาทของตนเองในการเป็นผู้จัดจำหน่ายสินค้าและเป็นร้านค้าด้วยตนเองด้วย ซึ่งทาง JD.com จะให้ความสำคัญกับการลงทุนในสินทรัพย์ต่าง ๆ ที่มีมูลค่าสูง ไปจนถึงการทุ่มการลงทุนกับคลังสินค้า ระบบ Logistics ซึ่งทุกวันนี้ก็มีศูนย์กระจายสินค้าในจีนเป็นจำนวนมากกว่า 7,000 แห่ง และมีพนักงานขนส่งสินค้ามากกว่า 70,000 คน

จุดแข็งอีกประการของบริษัทคือ สามารถจัดส่งสินค้าได้ภายในเวลาแค่ 1 วันในทุกเมืองและทุกมณฑลของจีน ในแง่นี้ทำให้ JD.com แตกต่างจาก Alibaba ที่ใช้โมเดลธุรกิจโยงกับผู้ประกอบการรายย่อย หรือ SME รายต่างๆให้เข้ามาใช้บริการเป็นช่องทางจัดจำหน่ายสินค้า ในขณะที่ JD คือผู้บุกเบิกการจัดจำหน่ายสินค้าเองเหมือนกับ Amazon ของสหรัฐอเมริกา

อย่างไรก็ตาม ปัญหาของ JD.com ก็คือการเป็นผู้จัดจำหน่ายสินค้าเอง ทำให้ยังไม่สามารถครอบคลุมสินค้าที่หลากหลายหรือเข้าถึงผู้ประกอบรายย่อยได้เหมือนกับ Alibaba ที่วางตัวเองเป็นร้านค้าทางออนไลน์เป็นหลัก อีกทั้งชื่อเสียงของแบรนด์เองก็ยังไม่เทียบเท่ากับ Alibaba ซึ่งเป็นเบอร์ 1 ในด้านนี้

อย่างไรก็ตาม หากดูย้อนผลประกอบการในหลายปีที่ผ่านมาตั้งแต่ปี 2014 จะพบว่า JD.com มีรายได้เพิ่มขึ้นเป็น 37.5 พันล้านดอลลาร์ โดยเพิ่มขึ้นจาก 28 พันล้านดอลลาร์ในปี 2014 ส่วนแบ่งตลาดในประเทศจีนก็เพิ่มขึ้นเป็น 25% ในปี 2016 โดยเพิ่มขึ้นจาก 18% ณ สิ้นปี 2014 และถ้าการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานของหลิวเริ่มสร้างผลตอบแทนได้ การเติบโตภายในประเทศของ Alibaba ในอนาคตก็อาจตกอยู่ในความเสี่ยงอย่างช่วยไม่ได้

แล้วในปัจจุบันนี้ ก็คงไม่เกินเลยไปถ้าจะกล่าวว่า JD.com ซึ่งมี Tencent เป็นทั้งผู้ร่วมลงทุนและแบ็คอัพรายสำคัญ ได้กลายมาเป็นคู่แข่งที่น่ากลัวที่สุดสำหรับจ้าวตลาดอย่าง Alibaba แล้วก็ไม่อาจจะนิ่งนอนใจได้อีกต่อไป

สำหรับในประเทศไทยเวลานี้ พวกเขาก็ได้เข้ามาจับมือร่วมกับเครือ Central เพื่อขยายช่องทางธุรกิจไปแล้ว แต่ก็คงต้องจับตาดูต่อไปว่า JD.Com จะสามารถรุกคืบทางการตลาดอะไรให้เกิดขึ้นในวงการ E-Commerce ได้บ้าง โดยเฉพาะในภูมิภาคอาเซียน

 =============================================

สามารถติดตามเรา PSO ( Passive Selling Online ) ได้หลายช่องทางดังนี้ 

Facebook Page: passivesellingonline

LINE: @psocourse (อย่าลืมใส่เครื่องหมาย @)

>