Category Archives for "บทความ อีคอมเมิร์ซ"

การใช้อินเทอร์เน็ต กับธุรกิจยุค Digital

อินเทอร์เน็ตกับธุรกิจยุคดิจิทัล

      ที่จริงแล้ว แค่ดูสถิติการใช้งานอินเทอร์เน็ตของคนไทย ก็เข้าใจได้ไม่ยากครับ ซึ่งทาง ตั้งหลักออนไลน์ จะนำมาอัพเดทเพิ่ม เนื่องจากมีรายงานว่า ในปี 2018 ที่ผ่านมา คนไทยมีการใช้งานอินเทอร์เน็ต 82% จากทั้งประเทศ

      เกี่ยวกับรายละเอียด เป็นการสำรวจข้อมูลจากจำนวนประชากรไทยกว่า 69 ล้านคน พบว่าใช้งานอินเทอร์เน็ตมากกว่า 57 ล้านคน และในผู้ใช้งานนั้น เป็นผู้ที่อยู่อาศัยในเขตเมืองที่ 53% คิดเป็น 82% ของประชากรทั้งหมด
สำหรับผู้ใช้งานที่มีการ Active อยู่บนแอพลิเคชั่นต่างๆ บนโซเชียลมีเดีย พบว่ามีจำนวนประมาณ 51 ล้านคน หรือคิดเป็น 74% ของประชากรทั้งหมดเลยทีเดียว
      นอกจากนี้ยังพบว่าข้อมูลของผู้ใช้งานโซเชียลมีเดียในภาพรวมก็มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งหากเปรียบเทียบกับปีก่อนที่ผ่านมา ก็มีแนวโน้มที่ผู้ใช้งานจะเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ในปีถัดไปด้วย
      สำหรับในประเทศไทย ธุรกิจส่วนใหญ่ในเวลานี้กำลังขับเคลื่อนอยู่บนโลกอินเทอร์เน็ตมากขึ้นทุกขณะ โดยเฉพาะการค้นหาบน Search Engine ตัวหลัก เช่น Google แล้วยังมีรายงานจากเว็บไซต์ Statita ที่สำรวจแล้วพบว่าภายในปี 2018 ที่ผ่านมา ธุรกิจอออนไลน์ หรือช่องทางเว็บอีคอมเมิร์ซในประเทศไทย มีมูลค่ามากกว่า 3,757 ล้านเหรียญสหรัฐ และคาดว่า ภายในปี 2018-2023 จะมีการเติบโตขึ้นอีกราว 11.2%
      นอกจากนี้ในรายงานยังขี้ว่า มูลค่าในตลาดนี้อาจจะขึ้นแตะถึง 6,384 ล้านเหรียญ เมื่อถึงสิ้นปี 2023 

      สำหรับในประเทศไทย มีการคาดการณ์ว่า ธุรกิจบนอินเทอร์เน็ตที่มีส่วนแบ่งการตลาดมากที่สุด ก็คือกลุ่ม สื่อบันเทิง และด้านที่เกี่ยวข้องกับด้านอิเล็กทรอนิกส์ กลุ่มนี้มีมูลค่ากว่า 1,043 ล้านเหรียญสหรัฐ แล้วยังเป็นกลุ่มที่มีการเปลี่ยนแปลงมากที่สุด เมื่อการนำเสนอ Content และข่าวสารต่าง ๆ ได้เปลี่ยนแปลงจากการนำเสนอแบบออฟไลน์มาบนออนไลน์ รวมถึงการเปลี่ยนแปลงของสื่อกระแสหลักมาสู่การพอร์ตขึ้นบนโซเชียลมีเดียมากขึ้น
สำหรับการใช้งานของโซเชียลมีเดียบนมือถือก็มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเช่นกัน และก็มีส่วนสำคัญมากที่ทำให้ธุรกิจหลายประเภทได้เปลี่ยนขึ้นมาใช้งานบนออนไลน์มากขึ้น
      นอกจากนี้ในรายงานยังระบุเพิ่มเติมว่าในปี 2018 ที่ผ่านมา จำนวนผู้ใช้งานโดยรวมมีมากถึง 55.56 ล้านคน คิดเป็น 80% ของประชากรทั้งหมด
      สำหรับผู้ใช้งาน Active ของโซเชียลมีเดียบนมือถือก็มียอดเพิ่มสูงราว 46 ล้านคน ซึ่งคิดเป็น 67% ของประชากรทั้งหมดในเวลานี้
      นอกจากนี้ บริการของหน่วยงานและภาคธนาคารและสถาบันการเงิน ก็เริ่มปรับตัวมาใช้ระบบทางออนไลน์มากขึ้นเช่นกัน เป็นอีกปัจจัยที่ช่วยผลักดันให้การทำธุรกรรมต่างๆ ของคนไทยเองก็ต้องผูกอยู่บนโลกอินเทอร์เน็ตมากขึ้นอย่างแยกกันไม่ออก ซึ่งเวลานี้หลายคนเองก็ใช้งานแอพทางด้านการเงินอยู่แล้วด้วย
      ในภาพรวมแล้ว นี่จึงเป็นยุคของ ธุรกิจบนอินเทอร์เน็ตอย่างเต็มตัว และถ้าผู้ประกอบทั่วไปไม่ยอมปรับตัว ก็อาจจะตกขบวนอย่างไม่ทันรู้ตัวเช่นกันครับ

===============================================

สามารถติดตามเรา PSO ( Passive Selling Online ) ได้หลายช่องทางดังนี้

Facebook Page: passivesellingonline

LINE: @psocourse (อย่าลืมใส่เครื่องหมาย @ ด้วยนะครับ)

Not Secure ขึ้นบนเว็บไซต์ การใช้ SSL แก้ปัญหาเพิ่มความน่าเชื่อถือ

Not Secure บนเว็บไซต์การใช้ SSL แก้ปัญหา 

      ท่านอาจจะพบคำว่า Not Secure ขึ้นอยู่ด้านหน้าของ URL สำหรับบางเว็บไซต์ ตั้งหลักออนไลน์ จะมาไขข้อกระจ่างว่า มันมีผลดีอย่างไรบ้าง และมีความจำเป็นแค่ไหนกับธุรกิจบนอินเทอร์เน็ต หรือความปลอดภัยบนเว็บไซต์ของเราบ้างครับ

ทำไม URL ขึ้น Not Secure

      เนื่องจากในปัจจุบัน ระบบค้นหาของ Google จะสนับสนุนให้เว็บไซต์มีการเพิ่มการเข้ารหัสข้อมูลและป้องกันผู้ใช้ หรือการแฮกกิ้งเข้ามาจากภายนอกมากขึ้น ซึ่งจะมีการแสดงคำเตือนว่า "ไม่ปลอดภัย หรือ Not Secure"
สำหรับสาเหตุที่มันแจ้งขึ้นมาแบบนั้น เป็นเพราะ เว็บไซต์นั้นไม่ได้มีการติดตั้ง ระบบ SSL นั่นเอง

SSL คืออะไร

      SSL ย่อมาจาก Secure Socket Layer อธิบายได้ว่าคือ โปรโตคอลทางด้านความปลอดภัย ซึ่งมีการกำหนดเป็นมาตรฐานความปลอดภัยที่มีความน่าเชื่อถือที่สุด เนื่องจากเป็นเทคโนโลยีที่ใช้สำหรับเข้ารหัสข้อมูลเพื่อเพิ่มความปลอดภัยในการส่งข้อมูลทางอินเทอร์เน็ต
      ในปัจจุบัน SSL ได้พัฒนาขึ้นเป็น TLS (Transport Layer Security) หมายถึง เทคโนโลยีการเข้ารหัสข้อมูล เพื่อเพิ่มความปลอดภัยในการสื่อสารหรือส่งข้อมูลบนเครือข่ายอินเทอร์เน็ต ระหว่างเครื่อง Server กับเว็บบราวเซอร์หรือ Application ที่ใช้งาน เพื่อให้ข้อมูลของเราปลอดภัยจากการถูกแฮกเกอร์ได้อีกด้วย
ถ้าหากมีการติดตั้ง SSL ที่เว็บไซต์ ตัว URL ก็จะขึ้นตัวล็อคกุญแจ รวมถึง HTTPS

ความจำเป็นของ SSL กับธุรกิจบนอินเทอร์เน็ต

      Google ให้การสนับสนุนเว็บไซต์ทั่วไปเพิ่มการเข้ารหัสข้อมูลและป้องกันผู้ใช้มากขึ้น ซึ่งในระยะยาวแล้ว จะมีผลต่อความน่าเชื่อถือของเว็บไซต์ด้วย โดยเฉพาะเว็บที่ต้องมีการโอนเงินหรือทำธุรกรรมทางการเงินบ่อยครั้ง
      สำหรับความจำเป็นของ SSL มาจากการที่มันสามารถช่วยเพิ่มระบบป้องกันความปลอดภัยบนโลกอินเทอร์เน็ต ไม่ว่าจะเป็นการโอนเงิน การชำระเงินทางระบบออนไลน์ หรือทำธุรกรรมใด ๆ ผ่านทางเว็บไซต์ เช่นการกรอกข้อมูล ซึ่งข้อมูลเหล่านี้อาจจะถูกดักจับได้ระหว่างรับส่งข้อมูล แต่ SSL จะทำให้แฮกเกอร์ไม่สามารถอ่านข้อมูลของลูกค้าได้
      แต่แน่นอนว่าถ้ามี SSL ติดตั้งไว้ ก็ทำให้เว็บนั้นมีความน่าเชื่อถือในการใช้งานมากกว่า สำหรับมุมมองของผู้ใช้บริการ

กระบวนการทำงานของ SSL

      สำหรับกระบวนการทำงาน จะเริ่มต้นขึ้นเมื่อเราเข้าไปในเว็บไซต์ที่มีการใช้ SSL จากนั้นทางเว็บไซต์ก็จะส่งกุญแจไขรหัสพร้อมใบรับรองดิจิทัล เรียกว่า SSL Certificate ซึ่งถูกรับรองโดยหน่วยงานที่มีความน่าเชื่อถือ (CA) ซึ่งจากนั้นบนหน้าของ URL ของเว็บที่ติดตั้งก็จะขึ้น HTTPS อยู่ด้านหน้า ซึ่งถ้ามีแจ้งขึ้นมาตามนี้ นั่นแปลว่า เว็บนั้นมีการเข้ารหัสข้อมูลไว้เรียบร้อยนั่นเอง

      สรุปแล้ว SSL ถือว่าเป็นเทคโนโลยีที่จะช่วยให้การรับส่งข้อมูลต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นจากเว็บไซต์หรือแอปพลิเคชั่นให้มีความปลอดภัยมากขึ้น ช่วยทำให้ข้อมูลที่มีการรับส่งโดนแฮกเกอร์หรือคนอื่นที่ต้องการล้วงข้อมูลดักจับได้ยากขึ้น มีส่วนช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือสำหรับเว็บอีคอมเมิร์ซมากขึ้นด้วยครับ

===============================================

สามารถติดตามเรา PSO ( Passive Selling Online ) ได้หลายช่องทางดังนี้

Facebook Page: passivesellingonline

LINE: @psocourse (อย่าลืมใส่เครื่องหมาย @ ด้วยนะครับ)

ทำเว็บไซต์สำเร็จรูป เรื่องง่ายที่ใครก็ทำได้

เว็บไซต์สำเร็จรูป เรื่องง่ายที่ใครก็ทำได้ 

      ตอนนี้ ยุคของการทำเว็บไซต์อาจจะกำลังกลับมา ตั้งหลักออนไลน์ จะมาแนะนำเกี่ยวกับการทำเว็บสำเร็จรูปที่จะมีประโยชน์สำหรับการตลาดทางอินเทอร์เน็ตครับ เพราะเวลานี้มันไม่ใช่เรื่องยากอีกแล้ว เนื่องจากเราสามารถ ทำเว็บไซต์ สำเร็จรูป ด้วยเครื่องมือต่าง ๆ ที่มีการพัฒนาขึ้นมา
      สำหรับการทำ เว็บสำเร็จรูป (Web template) เป็นรูปแบบของบริการที่ถูกพัฒนาขึ้นมา เป้าหมายหลักก็เพื่อให้เราทุกคนมีโอกาสทำเว็บไซต์ของตัวเองได้อย่างง่าย ๆ ที่สำคัญคือ ไม่จำเป็นต้องมีความรู้เรื่องการเขียนเว็บมาก่อน ก็สามารถทำได้

สำหรับข้อดีหลัก ๆ ของเว็บไซต์สำเร็จรูป ได้แก่

  • เราไม่จำต้องเป็นโปรแกรมเมอร์
  • ไม่จำเป็นต้องรู้เรื่องเขียนโค้ด
  • เราสามารถใช้เวลาไม่กี่ชั่วโมงก็สามารถทำเว็บของเราเองได้อย่างง่าย ๆ
  • มีเครื่องมือการทำเว็บที่ทำแล้วดูง่าย สบายตา
  • รูปแบบของเว็บ จะรองรับกับการใช้งานบนมือถือ และเครื่องมืออื่น ๆ
  • ช่วยลดค่าใช้จ่ายในการจ้างเขียนเว็บเอง
  • เจ้าของกิจการสามารถคุมเว็บไซต์เองได้ โดยที่ไม่ต้องรู้เรื่องการเขียนโปรแกรม
  • เจ้าของเว็บสามารถอัพเดทได้เองทุกเมื่อ โดยไม่ต้องพึ่งโปรแกรมเมอร์เสมอไป
  • มีรูปแบบ Template ที่หลากหลาย

การทำเว็บไซต์โดยปกติแล้ว ปัจจุบันมีอยู่ 2 รูปแบบ ได้แก่

      1. ทำเว็บไซต์เอง ส่วนใหญ่ต้องจ้างโปรแกรมเมอร์ที่มีความรู้ในการเขียนโปรแกรมเป็นอย่างดี และสามารถออกแบบเว็บไซต์ให้เราได้ สำหรับการทำเว็บลักษณะนี้ ยังเหมาะกับธุรกิจขนาดใหญ่ที่มีสินค้าและบริการมาก ต้องมีการทำระบบ อีคอมเมิร์ซ หรือ ต้องการรูปแบบพิเศษของตัวเอง ส่วนมากต้องมีค่าใช้จ่ายสูง
แล้วปัญหาอย่างหนึ่งของการทำเว็บเองคือ การดูแลหลังบ้าน หรือแอดมิน ซึ่งต้องหาคนที่เขียนโค้ดได้ หรือต้องจ้างแอดมินดูแลโดยตรง ขณะที่ผู้ประกอบการหลายแห่งก็อยากจะดึงหลังบ้านมาดูแลเอง หรือบริหารจัดการเอง ก็ทำได้ลำบาก

      2. ใช้เครื่องมือเว็บไซต์สำเร็จรูป (Web Template) ในการทำเว็บ ซึ่งรูปแบบนี้กำลังได้รับความนิยมมากขึ้น ปัจจุบันมี Template ดี ๆ ที่ทำให้การออกแบบมีความหลากหลาย และแม้แต่เว็บชื่อดังหลายแห่งก็ใช้รูปแบบนี้มากขึ้น ไปจนถึงเว็บไซต์เก่า ที่เขียนมานาน แล้วต้องการปรับเปลี่ยนรูปแบบ เพราะไม่รองรับการดูบนมือถือ หรืออุปกรณ์อื่น เป็นต้น ที่สำคัญคือ การทำเว็บสำเร็จรูป ช่วยลดค่าใช้จ่ายลงได้มากด้วย แล้วเรายังสามารถเอามาดูแลเองได้

      โดยสรุปแล้ว การทำ เว็บไซต์สำเร็จรูป นับว่าเป็นอีกทางเลือกที่สำคัญและถือว่ามีความจำเป็นมากขึ้นสำหรับในปัจจุบันที่พบว่าการใช้เว็บไซต์กำลังกลับมามีบทบาทมากขึ้นสำหรับการตลาดบนอินเทอร์เน็ต หรือ Digital Marketing ไปจนถึงการขายสินค้าและบริการบนโลกออนไลน์ แล้วที่สำคัญคือ เราสามารถทำ SEO Content สำหรับเว็บของเราได้อย่างง่าย ๆ เองด้วยครับ

===============================================

สามารถติดตามเรา PSO ( Passive Selling Online ) ได้หลายช่องทางดังนี้

Facebook Page: passivesellingonline

LINE: @psocourse (อย่าลืมใส่เครื่องหมาย @ ด้วยนะครับ)

ข้อเด่นของ SEM และ SEO การตลาดเพื่อการค้นหา

ข้อเด่น SEM และ SEO

      เรื่องนี้จะเป็นประโยชน์ให้กับผู้ประกอบการมือใหม่ที่กำลังต้องการเข้ามาทำธุรกิจในโลกออนไลน์ ซึ่งทาง ตั้งหลักออนไลน์ จะมาให้ข้อมูลที่จำเป็นสำหรับผู้เริ่มต้นเกี่ยวกับการทำ SEM (Search Engine Marketing) ว่ามันคืออะไร และมีข้อเด่นหรือข้อด้อยอย่างไรบ้าง

Search Engine Marketing

      Search Engine Marketing (SEM) หมายถึง การทำการตลาดออนไลน์ผ่านเครื่องมือค้นหาบนอินเทอร์เน็ต ซึ่งมักใช้วิธี Search Advertising ซึ่งก็คือ การทำการตลาดในรูปแบบของการโฆษณา ซึ่งก็จะต้องเสียค่าใช้จ่ายเป็นค่าโฆษณาในลักษณะของ PPC (Pay Per Click) ซึ่งการทำรูปแบบนี้ ผู้ใช้จะต้องจ่ายเงินก็ต่อเมื่อมีผู้คนคลิกเว็บไซต์ของเราที่ทำการโฆษณาแล้วเท่านั้น จึงเป็นการนับการคลิกตามจริงนั่นเอง
      วิธีนี้ มีค่าใช้จ่ายที่จะต้องเสียให้กับแพลทฟอร์มที่ใช้บริการ เช่น Google และ Facebook ซึ่งก็เหมาะกับการทำ Sales Content ที่ต้องการเน้นยอดขายเป็นหลัก
      อย่างไรก็ตาม วิธีการนี้ก็มีข้อเสียในเรื่องของค่าใช้จ่าย ที่อาจจะต้องเจอเพิ่มขึ้นสำหรับคีย์เวิร์ดที่มีการแข่งขันสูงครับ

SEO (Search Engine Optimization)

      การทำ SEO (Search Engine Optimize) ซึ่งถือว่าเป็นพื้นฐานของการทำตลาดบนออนไลน์ ซึ่งมีการอัพเดทเปลี่ยนวิธีการและรายละเอียดเชิงลึกมาตลอด ทำให้หลายวิธีของ SEO ไม่สามารถใช้งานได้แล้ว เพราะอาจจะถูกอัลกอริทึมของ Google จับเป็น Spam แต่การทำ SEO เบื้องต้นก็สามารถทำได้ง่าย ๆ ซึ่งเจ้าของเพจ หรือเจ้ากิจการสามารถทำเองได้ หรือจะใช้บริการของผู้เชี่ยวชาญด้าน SEO ก็ได้
      สำหรับเป้าหมายของ SEO คือ การใช้เทคนิคของการทำ Content เพื่อดันให้เว็บไซต์ เว็บเพจ หรือร้านค้าออนไลน์ของเราขึ้นไปอยู่บนหน้าแรกหรือในอันดับต้นๆ ของเว็บ Search engine ซึ่งก็จะเป็นการเพิ่มโอกาสและดึงผู้คนให้เข้าชมเว็บไซต์มากขึ้น สำหรับหัวใจสำคัญคือ ต้องใช้การวิเคราะห์คีย์เวิร์ดที่ตรงกับการค้นหา หรือกลุ่มเป้าหมาย ไปจนถึงการผลิตเนื้อหาที่ดี พาดหัวที่ดึงดูด ภาพประกอบที่เพิ่มความน่าสนใจ ทั้งหมดนี้มีส่วนกระตุ้นให้อัลกอริทึม Search Engine วิ่งเข้ามาเก็บข้อมูลบ่อย และช่วยให้เว็บติดอันดับแรกๆ ได้มากขึ้น
      วิธีการนี้ก็มีข้อด้อย เพราะการทำ SEO บางวิธีก็ถูกอัลกอริทึมของแพลทฟอร์มสำคัญ ๆ เช่น Google ปรับเปลี่ยนข้อกำหนดอยู่เรื่อย ๆ ที่สำคัญคือ ไม่สามารถหวังผลระยะสั้นได้ และบางครั้งอาจจะเห็นผลในระยะยาว เช่น 3-6 เดือนขึ้นไป
      ที่จริงแล้ว ทั้งสองวิธีการนี้แม้จะมีรูปแบบต่างกัน แต่ก็มีเป้าหมายสำคัญที่คล้ายกัน คือ ต้องการทำให้เว็บไซต์ของเราติดอันดับต้นๆ หรือหน้าแรกในเว็บ Search engine เมื่อลูกค้าได้ทำการค้นหาโดยใช้คีย์เวิร์ดที่เราได้กำหนดไว้นั่นเอง ซึ่งหากให้เราแนะนำ เราสามารถทำทั้งสองวิธีการควบคู่กันไป ก็สามารถได้ผลลัพธ์ที่ต้องการได้เร็วขึ้น โดยเฉพาะในภาวะการแข่งขันที่รุนแรงในตลาดออนไลน์และโซเชียลมีเดียเวลานี้

===============================================

สามารถติดตามเรา PSO ( Passive Selling Online ) ได้หลายช่องทางดังนี้

Facebook Page: passivesellingonline

LINE: @psocourse (อย่าลืมใส่เครื่องหมาย @ ด้วยนะครับ)

เมื่อผู้ใช้ 300 ล้านคน ใช้งาน Facebook Stories ประจำทุกวัน

ผู้ใช้ 300 ล้านคน ใช้งาน Facebook Stories

      เมื่อคนมากกว่า 300 ล้านคน ใช้งาน Facebook Stories และ Messenger Stories เป็นประจำทุกวัน ซึ่งทาง ตั้งหลักออนไลน์ เห็นว่าข้อมูลนี้น่าจะเป็นประโยชน์ ทั้งในแง่ของการปั้น Content บนเพจ Facebook รวมถึงการวางแผนการตลาดบนโลกออนไลน์ด้วยครับ

การใช้งาน FB Stories

      มีข้อมูล อ้างอิงบทความจาก buffer.com เกี่ยวกับการสำรวจและวิเคราะห์ทางการตลาดบนโซเชียลมีเดีย รวมถึงการทำสถิติที่น่าสนใจที่ชี้ว่า ปัจจุบัน คนมากกว่า 300 ล้านคน ใช้งาน Facebook Stories และ Messenger Stories เป็นประจำทุกวัน
      ตั้งแต่ Snapchat เริ่มเปิดตัวรูปแบบของ Stories Format มาตั้งแต่ปี 2013 มันก็กลายเป็นอีกพื้นที่และฐานที่มั่นสำคัญของโซเชียลอีกช่องทางหนึ่ง หลังจากนั้น Facebook ก็เริ่มเปิดตัว Format นี้ในปี 2016 พร้อมกับทาง IG Stories ซึ่งต่อมาก็เริ่มมีการอัพเดทตามมากับแพลทฟอร์มอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็น WhatApp และ FB Messanger
      ซึ่งรูปแบบของ Facebook Stories ก็ยังคงมีการเติบโตขึ้นเรื่อย ๆ ข้อมูลจากทาง Facebook IQ พบว่าผู้ใช้งาน FB ราว 68% ใช้งานในส่วนนี้อย่างน้อย 3 Stories กับ 3 แอพฯ และ 63% วางแผนจะใช้งานต่อไปในอนาคตด้วย

พลังของ FB Stories Ads

      มีงานสำรวจของ Ipsos ที่ค้นพบว่า กว่า 62% ของผู้ใช้งานได้ให้ทัศนะว่า พวกเขากำลังมีความสนใจอย่างมากในการเอาแบรนด์หรือสินค้าขึ้นมาทดลองตลาดด้วยการใช้ FB Stories Ads ซึ่งมันสามารถกลายเป็นพลังของการกระจายทางโซเชียลมีเดียแบบ ปากต่อปาก (Words of Mouth) ได้อย่างคาดไม่ถึง ซึ่งมากกว่า 38% ของผู้ใช้ สามารถมองเห็นได้ว่า เพจนั้นกำลังต้องการนำเสนออะไร และรู้สึกดึงดูดใจเมื่อได้เห็นสิ่งที่ตรงกับความสนใจของตนเอง

ฟีเจอร์การแชร์อีเว้นท์

      อีกหนึ่งรูปแบบที่จะเป็นประโยชน์มาก ก็คือการที่ FB เพิ่มฟีเจอร์สำหรับการแชร์อีเว้นต์ของกิจกรรมต่าง ๆ ที่อยู่ใน FB โดยแชร์ผ่านทาง Stories ได้อีกช่องทางหนึ่ง
ซึ่งข้อดีคือ ผู้ใช้งานคนอื่นที่เลื่อน Stories แล้วได้มาเห็นอีเว้นต์ที่เอาขึ้นแล้ว ถ้ารู้สึกสนใจ ก็สามารถที่จะก็คลิกเพื่อเข้าร่วมอีเว้นต์นั้นได้เลย
      ดังนั้นตอนนี้ถ้าใครต้องการสร้างอีเว้นต์ หรือ กระจายข่าวสารออกไป ไปจนถึงการทำตลาด ก็สามารถใช้ช่องทางนี้เพิ่มได้ครับ

      จากการสำรวจ ยังพบว่าบริษัทหลายแห่งเริ่มที่จะใช้งานฟีเจอร์ส่วนนี้ในการทำการตลาดมากขึ้น ทั้ง FB และ IG ที่สำคัญคือ ยังมีค่าใช้จ่ายไม่สูงมากนัก เรียกว่า ใครทำก่อน ก็ได้ก่อนครับ

===============================================

สามารถติดตามเรา PSO ( Passive Selling Online ) ได้หลายช่องทางดังนี้

Facebook Page: passivesellingonline

LINE: @psocourse (อย่าลืมใส่เครื่องหมาย @ ด้วยนะครับ)

จดโดเมนเนม (Domain Name) ทำไมสำคัญ และอะไรบ้างที่ควรรู้

จดโดเมนเนม อะไรบ้างที่ควรรู้

      ตั้งหลักออนไลน์ เห็นว่ามีความสำคัญมาก สำหรับการจด โดเมนเนม (Domain Name) เพราะในระยะยาวแล้วจะส่งผลกระทบต่อการทำเว็บไซต์ และการทำธุรกิจบนโลกอินเทอร์เน็ต ไปจนถึงการขายสินค้าและบริการบนโลกออนไลน์ ไปจนถึงส่งผลต่อการทำ SEO Content และการทำ Content Marketing ในระยะยาวด้วย เพราะถ้าเลือกได้ดี ก็มีส่วนต่อการค้นหาของเว็บเราบน Google ด้วยครับ
เพราะฉะนั้นมาดูกันว่า มีอะไรบ้างที่ควรรู้ครับ 

ชื่อโดเมน (Domain Name) คืออะไร

      ความหมายโดยทั่วไป คือ ชื่อเว็บไซต์ ที่เราตั้งขึ้นเพื่อให้ง่ายต่อการจดจำและการนำไปใช้งาน
สำหรับโดเมน จะเป็นชื่อของเว็บไซต์เราที่จะถูกเรียกแทนการเรียกด้วยหมายเลขอินเทอร์เน็ต (IP Address) ซึ่งจะเป็นส่วนที่เรานำไปฝากไว้กับบริการเว็บโฮสติ้ง หรือ การเช่าพื้นที่สำหรับเว็บไซต์บน Server เป็นขั้นตอนที่เราต้องทำ ถ้าจะมีเว็บของตัวเอง
      แล้วเนื่องจากการใช้หมายเลข IP ซึ่งจะมีถึง 16 หลัก เป็นเรื่องวุ่นวาย จำยาก เพราะฉะนั้นเพื่อจะให้เรานำไปใช้ได้ง่าย และคนอื่นก็ค้นหาได้ง่ายเวลาค้นหาบน Google หรือระบบค้นหาต่าง ๆ ก็เลนมีการนำชื่ออักษรมาใช้แทน นี่จึงเป็นที่มาของการจดโดเมนครับ

สอดคล้องกับธุรกิจ

      แม้ว่าจะเป็นชื่อที่ดี แต่ถ้าไม่สอดคล้องกับธุรกิจ หรือไม่สื่อได้มากพอ ก็อาจจะไม่ใช่ “ชื่อที่เหมาะสมนัก”
แต่ก็มีหลายกรณีของชื่อโดเมนเนมเก่า ที่ปั้นเว็บหรือแบรนด์จนติดตลาดแล้ว การเปลี่ยนแปลงก็อาจจะไม่เหมาะนัก หรืออีกกรณีที่นิยมทำกันคือ ชื่อบริษัทแม่ กับชื่อที่ไว้สำหรับจดโดเมนเนมของเว็บที่แสดงสินค้าหรือต้องการปั้นแบรนด์นั้น ๆ จะเป็นอีกคนละชื่อ โดยเฉพาะบริษัทที่มีผลิตภัณฑ์หรือบริการและบริษัทในเครือมากกว่าแค่ประเภทเดียว

ระเบียบและเอกสารที่ต้องใช้

      โดเมนแต่ละประเภทมีการใช้เอกสารที่แตกต่างกันไปบ้าง ตามเป้าหมายที่ใช้จด อาทิ

  • โดเมน.co.th - ใช้สำเนาหนังสือรับรองการจดทะเบียนของนิติบุคคล พร้อมประทับตรามีชื่อภาษาอังกฤษ) ลงนาม ประทับตราบริษัท
  • โดเมน.sc.th - ใช้หนังสือยืนยันการจัดตั้งโรงเรียน หรือหนังสือรับรองที่ออกโดยโรงเรียน ต้องมีการระบุชื่อสถานศึกษา ที่อยู่ และสังกัด ระบุชื่อโดเมนที่ต้องการจด พร้อมประทับตราโรงเรียน
  • โดเมน .or.th – ใช้หนังสือรับรองการขึ้นทะเบียนหน่วยงานประกอบการจดทะเบียน
  • โดเมน .go.th - ใช้สำหรับหน่วยงานราชการ จึงต้องใช้หนังสือแจ้งความประสงค์ใช้ชื่อโดเมนของหน่วยงานประกอบการจดทะเบียน
  • โดเมน .in.th - ใช้สำเนาบัตรประจำตัวประชาชนประกอบการจดทะเบียนโดเมน
  • โดเมน .mi.th – ใช้สำหรับหน่วยงานทางทหาร

มีผลต่ออันดับ และการทำ SEO

      ประเด็นนี้เป็นคำแนะนำเพราะเกี่ยวข้องกับการทำ SEO หรือการค้นหาของ Google Ranking ในระยะยาวครับ คือควรต้องตั้งเป็นชื่อที่สื่อความหมายโดยตรงของ บริษัท หรือ ผลิตภัณฑ์ และบริการ ที่ต้องการนำเสนอ เพราะจะส่งผลสำหรับการทำ SEO และสร้าง Content ด้วย แม้ว่าจะมีหลายกรณีที่ใช้ชื่อเฉพาะทาง แล้วสามารถดันเว็บนั้นจนติดอันดับบนได้เช่นกัน
      แล้วยังมีข้อแนะนำอีกเรื่องคือ ไม่ควรเป็นชื่อที่ส่อความหมายในทางลบ และควรระวังปัญหาเรื่องซ้ำกับเว็บอื่นโดยเฉพาะที่มีชื่อเสียงมากเกินไปด้วยครับ

===============================================

สามารถติดตามเรา PSO ( Passive Selling Online ) ได้หลายช่องทางดังนี้

Facebook Page: passivesellingonline

LINE: @psocourse (อย่าลืมใส่เครื่องหมาย @ ด้วยนะครับ)

โพสบนเพจ Facebook เพื่อเพิ่ม Engagement กี่ครั้งดี

โพสบนเพจ Facebook เพื่อเพิ่ม Engagement 

     การโพสบนเพจ Facebook เป็นหนึ่งในกลยุทธ์การปั้น Content เพื่อเพิ่มการมองเห็น หรือ Engagement ซึ่งเป็นวิธีที่ใช้กันทั่วไป แต่ก็ไม่ได้แปลว่าจะได้ผลที่ดีเสมอตลอด ตั้งหลักออนไลน์ จึงจะมาอัพเดทเรื่องของการโพสบนเพจว่า ควรใช้กี่ครั้งหรือโพสลักษณะไหนจึงจะช่วยเพิ่มการมองเห็นได้ดีที่สุด อย่างน้อยก็จากการอัพเดทข้อมูลล่าสุดครับ

     มีการอ้างอิงบทความจาก buffer.com เกี่ยวกับการสำรวจและวิเคราะห์ทางการตลาดบนโซเชียลมีเดีย และสถิติที่น่าสนใจ เกี่ยวกับการโพส Content บนเพจ Facebook ของบรรดาแบรนด์ชื่อดังมากกว่า 20,000 บริษัท ที่มีข้อมูลน่าสนใจเกี่ยวกับการโพสประจำวัน และ ประเภทของการโพส ที่จะช่วยเพิ่มการมองเห็นมากขึ้น ในยุคที่การแข่งขันบนโซเชียลกำลังรุนแรง และ Content บนโลกออนไลน์กำลังล้นตลาด
     จุดที่น่าสนใจคือ จำนวนการโพสต่อวันที่แนะนำ ซึ่งจากรายงานชี้ว่า Facebook Page ที่มีการโพสต์อยู่ที่ประมาณ 5 ครั้งต่อ 1 วัน มีส่วนช่วยเพิ่มการเข้าถึง Engagement ต่อโพสต์โดยเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 2,466 หรือ ถ้าคิดเป็นรวมทั้ง 5 โพสต์ต่อวัน จะเท่ากับว่าสามารถเพิ่ม Engagement ได้ที่ประมาณ 12,330  สำหรับอัตราการเข้าถึงจากการโพสต์ในส่วนนี้เป็น Content Organic ที่ไม่ใช่การยิงแอดโฆษณา

     อย่างไรก็ตาม มีข้อมูลน่าสนใจว่า ถ้ามีการโพสต์ในเพจเกินกว่า 10 ครั้ง ต่อวัน การได้รับ Engagement ต่อโพสต์โดยเฉลี่ยจะมีน้อยกว่า นั่นคือมี Engagement อยู่ที่ประมาณ 1,202 หรือถ้ารวม 10 โพสต์ ก็จะได้ประมาณ 12,020 ซึ่งนั่นแปลว่าการโพสต์ 10 ครั้ง ไม่ได้แปลว่าดีกว่าการโพสต์ 5 ครั้ง ต่อ 1 วัน จากข้อมูลล่าสุด
     นอกจากนี้ยังมีเรื่องที่ควรระวังคือ การไม่โพสต์เลยในแต่ละวัน หรืออย่างน้อยไม่มีการเคลื่อนไหวเลยภายใน 18 ชั่วโมง มันจะเป็นการลดการมองเห็นลง ไปจนถึงเพิ่มความถี่ของการมองเห็นที่ลดลง ซึ่งอาจส่งผลมากกว่า 50% ของการเข้าถึงในเพจได้เลยทีเดียว
     ในบางเพจ อาจจะมีปัญหาคือ การโพสต์ถี่ ๆ ทำได้ยาก วิธีหนึ่งที่ช่วยได้คือการซอยโพสต์ให้แยกออกมาเป็น 2-3 โพสต์ เพื่อเพิ่มความถี่ในการโพสต์มากขึ้น เป็น Content ย่อย ๆ หรืออาจใช้ วีดีโอ และการเน้นที่ภาพเข้ามาช่วยก็ได้ ซึ่งวิธีนี้จะเป็นการรักษาความถี่ของการมองเห็นได้ดีมากขึ้นครับ แต่ในขณะเดียวกัน เพจที่โพสต์มาก ๆ 10 ครั้งขึ้นไป ก็ควรจะต้องลดจำนวนลงเช่นกัน
     โดยสรุปแล้ว การอย่างน้อยโพสต์ 5 ครั้งต่อวัน ช่วยเพิ่มอัตราของ Engagement ได้ดีกว่าการโพสต์แบบบ้าพลังเยอะ ๆ ถึง 10 ครั้งต่อวัน ที่สำคัญคือในแง่ของความเป็นจริงแล้ว การเข้าถึงโพสต์ของแต่ละคนในแต่ละวันก็มีจำกัดด้วย

===============================================

สามารถติดตามเรา PSO ( Passive Selling Online ) ได้หลายช่องทางดังนี้

Facebook Page: passivesellingonline

LINE: @psocourse (อย่าลืมใส่เครื่องหมาย @ ด้วยนะครับ)

กรณีของจีนกับแบรนด์ Versace บทเรียนเรื่อง Content ที่ละเอียดอ่อน

จีนกับแบรนด์ Versace บทเรียนเรื่อง Content ที่ละเอียดอ่อน

     ตั้งหลักออนไลน์ ขออัพเดทเกี่ยวกับเรื่องของ Content ที่มีความเกี่ยวข้องกับเรื่องของชาติพันธุ์ ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ เพราะมันเป็นประเด็นละเอียดอ่อนอย่างมาก ซึ่งถือว่าเป็นบทเรียนที่สำคัญ และต้องควรระวังอย่างยิ่งครับ ซึ่งในเพจขออัพเดทประเด็นนี้ด้วย

     ประเด็นนี้ เริ่มต้นมาจากการที่แบรนด์เวอร์ซาเช่ (Versace) ได้ทำเสื้อยืด แล้วลงลายที่เขียนถึงชื่อของเมืองทั่วโลก ซึ่งในนั้นมีการเขียนถึง ฮ่องกง และ มาเก๊า ว่าเป็นประเทศ แล้วเรื่องนี้ก็กลายเป็นประเด็นที่ทำให้ถูกชาวจีนในโลกโซเชียลมีเดียโจมตีอย่างหนัก เนื่องจากในทางกฎหมายของจีนแล้ว ทั้งสองเมืองถูกนับเป็นส่วนหนึ่งในเขตปกครองพิเศษของจีน
     ผลกระทบจากเรื่องนี้ก็คือ หยางมี่ ซุปเปอร์สตาร์สาวชาวจีน และทางสตูดิโอ Jaywalk studio ต้นสังกัดของหยางมี่ ได้ออกมาประกาศยุติการร่วมงานกับแบรนด์เวอร์ซาเช่และความเกี่ยวข้องทั้งหมด โดยทางสตูดิโอได้ออกมาทำการลบโพสต์ทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับแบรนด์ทิ้ง ซึ่งสตูดิโอของหยางมี่ก็ได้ทำการออกมายกเลิกสัญญาทั้งหมด
     ซึ่งเรื่องนี้ส่งผลเสียหายต่อแบรนด์มาก เพราะหยางมี่ถือว่าเป็นซุปเปอร์สตาร์สาวอันดับหนึ่งของจีนในเวลานี้ ที่มีผู้ติดตามบน Weibo โซเชียลหลักของจีน มากที่สุดเป็นอันดับหนึ่ง
     สำหรับความเชื่อมโยงระหว่างดราม่าดังกล่าว เกิดจากเหตุการณ์ที่จีนและฮ่องกงกำลังเกิดข้อพิพาทและการประท้วงขึ้นอย่างรุนแรง มีการชุมนุมประท้วงที่หนักจนถึงขั้นม็อบปิดสนามบิน ซึ่งทำให้รัฐบาลจีนออกมาเตือนและทางตำรวจฮ่องกงก็เริ่มส่งกำลังเข้าปราบปรามแล้ว จนกระทั่งกลายเป็นข่าวใหญ่ไปทั่วโลกในเวลานี้

     ในคำแถลงการณ์ของสตูดิโอ และ หยางมี่ ชี้ถึงจุดยืนของ คนจีน ในฐานะที่เป็น พลเมืองของสาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่งรู้สึกไม่พอใจกับเรื่องดังกล่าว จึงนำไปสู่การยกเลิกสัญญาร่วมมือกับแบรนด์เวอร์ซาเช่ ในทุกทาง เพราะจีนมีความยึดมั่นในหลักการ “หนึ่งเดียว” ของจีนเอง รวมถึงการปกป้องมาตุภูมิอย่างเด่นชัด
     นอกจากนี้ การแสดงจุดยืนของสตูดิโอและหยางมี่ก็ทำให้แบรนด์เวอร์ซ่าเช่ต้องออกมาแถลงการณ์ ขอโทษ ที่แสดงความดูหมิ่นต่อความเป็นอธิปไตยของจีน รวมถึงความสะเพร่าในประเด็นดังกล่าว แล้วหลังจากนั้นทางแบรนด์จึงได้เรียกเก็บเสื้อผ้าทั้งหมดมาทำลายทิ้งหมดแล้ว
     อย่างไรก็ตาม ไม่เพียงแค่หยางมี่เท่านั้น เรื่องนี้ยังทำให้ศิลปินและเซเล็บหลายคนของจีนเริ่มออกมาต่อต้านกันมากด้วย อันที่จริงแล้ว ในกรณีของเวอร์ซาเช่ถือว่าไม่ใช่ครั้งแรก ก่อนหน้านี้ยังมีกรณีของแบรนด์อื่น ๆ อีกไม่น้อยที่ดูเหมือนจะเริ่มถูกเพ่งเล็งมากขึ้น ซึ่งก็สืบเนื่องมาจากประเด็นทางการเมืองที่ฮ่องกงในเวลานี้ ดังนั้นแบรนด์ที่จะร่วมงานกับจีน จำเป็นต้องระมัดระวังมากขึ้น และก็ถือว่าเป็นกรณีตัวอย่างของการทำ Content ที่ต้องระวังในประเด็นที่เกี่ยวกับชาติพันธุ์ การเมือง และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ แม้จะเป็นเพียงแค่การพิมพ์ชื่อก็ตามครับ

===============================================

สามารถติดตามเรา PSO ( Passive Selling Online ) ได้หลายช่องทางดังนี้

Facebook Page: passivesellingonline

LINE: @psocourse (อย่าลืมใส่เครื่องหมาย @ ด้วยนะครับ)

วีดีโอคอนเท็นต์ กับกลยุทธ์ KOL

วีดีโอคอนเท็นต์ กับ KOL

      การใช้ วีดีโอคอนเท็นต์ เป็นอีกหนึ่งรูปแบบที่กำลังได้รับความนิยมในโลกโซเชียล ตั้งหลักออนไลน์ จึงพามาอัพเดทกลยุทธ์กันเล็กน้อย โดยเฉพาะการใช้วีดีโอ ผสมผสานกับ กลยุทธ์ KOL (Key Opinion Leader) เพราะเวลานี้กำลังเป็นรูปแบบที่ได้รับความนิยม ย่อยง่าย และใครก็ทำได้ไม่ยาก

เมื่อ Video Content กำลังจำเป็นต่อ KOL

      มีข้อมูลของบางเว็บไซต์เช่น Jingdaily ชี้ว่า การสร้างสรรค์ Video Content กำลังเป็นการนำเสนอรูปแบบที่สำคัญอันดับต้น ๆ ของกลุ่ม KOL หรือเรียกง่าย ๆ ว่าบรรดาเนตไอดอล เพราะเป็นวิธีการที่เข้าถึงง่ายที่สุด และสามารถดันจุดเด่นของ KOL ออกมาได้ง่ายที่สุดด้วยนั่นคือเรื่องของ รูปร่างหน้าตา บุคลิกและการรีวิวสินค้านั้น ๆ
      ที่สำคัญคือ รูปแบบของวีดีโอ มีการใช้เผยแพร่ผ่านทางโซเชียลต่าง ๆ ที่นอกเหนือจากกระแสหลักอย่างเช่น Facebook, Youtube และ IG แต่เราจะพบว่า หลายแพลทฟอร์มกำลังเปิดให้บริการทำวีดีโอหรือ Live สดได้ด้วย ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยเพิ่ม Users ผู้ใช้บริการเพื่อนำเสนอสินค้า รีวิวสินค้า และการตลาดให้มากขึ้น เช่น บนเว็บอีคอมเมิร์ซยอดนิยมของจีนอย่าง Taobao ก็มีบริการ Taobao Live หรือ บนโซเชียลของจีน เช่น Tik Tok เป็นต้น
      นี่จึงเป็นยุคที่ “ใครก็ทำวีดีโอได้” แต่จะทำให้รุ่ง น่าติดตาม จำเป็นต้องมีกลยุทธ์สำหรับทำ Content ดึงดูดด้วยครับ

KOL ต้องมีเอกลักษณ์

      ไม่ได้แปลว่า เราจะทำ Video Content แล้วจะดึงดูดคนดูได้ดีเสมอไป บางครั้งต่อให้เป็นคนทั่วไปที่ไม่ใช่ KOL ก็สามารถทำคลิปหรือ Live ที่ดึงดูดคนดูได้ ถ้าหากทำ Content หรือเรื่องราวที่น่าสนใจมากกว่าแค่การโชว์ตัวของ KOL
      แต่ KOL ก็ยังมีข้อได้เปรียบคือ มักสร้างฐานผู้ติดตามเอาไว้มากพอสมควร ซึ่งก็จะช่วยเพิ่ม Engagement สำหรับการมองเห็นบนโลกโซเชียลหรือบนแพลทฟอร์มที่เลือกใช้ได้ด้วย
      ซึ่งก็มีการพบว่า บางกลุ่มสินค้าหรือผลิตภัณฑ์บางประเภท การใช้ KOL สามารถทำให้เกิดการติดตามได้ง่ายกว่าถ้าเปรียบเทียบกับการเขียน Article Content เพราะโดยธรรมชาติแล้ว สินค้าบางประเภทต้องการพลังดึงดูดทั้งหน้าตาและรูปร่างของ KOL เหล่านั้นเป็นตัวดึงความสนใจ เช่น กลุ่มสกินแคร์ Luxury เครื่องสำอาง เป็นต้น แม้แต่การทำคอสเพลย์ ก็สามารถสร้าง Follower ที่เป็นกลุ่มผู้ชายให้ติดตามมากขึ้นได้เช่นกัน
      สำหรับระยะเวลาของการทำคลิป พบว่าคลิปวีดีโอสั้น ๆ ที่มีเวลาเพียงแค่ 1-3 นาที สามารถดึงดูดความสนใจได้มากกว่า เพราะด้วยความที่เป็นภาพเคลื่อนไหว ช่วยเพิ่มความมีชีวิต แล้วยังสามารถแชร์เป็นภาพเคลื่อนไหวออกไปได้ง่าย แล้วไม่เป็นเรื่องราวไกลตัวเกินไป แม้แต่การทำคลิปเพื่อรีวิวสินค้าอย่างง่าย ๆ โดยไม่ต้องบรรยายสรรพคุณ ก็สามารถช่วยเพิ่มยอดขายได้ ถ้าทำได้ถูกกลุ่มเป้าหมาย หรือมี Foolwer มากเพียงพอ

===============================================

สามารถติดตามเรา PSO ( Passive Selling Online ) ได้หลายช่องทางดังนี้

Facebook Page: passivesellingonline

LINE: @psocourse (อย่าลืมใส่เครื่องหมาย @ ด้วยนะครับ)

ค่าโฆษณาพุ่ง รายได้หลักของ Google บนโลกอินเทอร์เน็ต

ค่าโฆษณาพุ่ง รายได้หลักของ Google 

       รายได้ของ Google มาจากไหน หลายท่านสงสัยหรือไม่ ตั้งหลักออนไลน์เลยพามาเจาะลึกข้อมูลครับ เพราะเนื่องจากทุกวันนี้ พวกเราทุกคนต่างก็ต้องใช้งาน Google จนแทบจะกลายเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันอยู่แล้วด้วย

ค่าโฆษณาพุ่ง

     เป็นรายได้และบริการหลักของ Google ที่มาจากช่องทางการค้นหาผ่านทางเว็บไซต์หลักของ Google หรือก็คือระบบค้นหา Search Engine ที่เราใช้งานกันอยู่ทุกวันนี้
     ในปัจจุบันมีผู้ใช้บริการเพื่อการค้นหาข้อมูลมากกว่า 3,000 ล้านครั้งต่อวัน ดังนั้นนี่จึงที่เป็นแหล่งที่มาของรายได้หลักของ Google โดยมาจากค่าโฆษณาของเว็บไซต์ต่าง ๆ และนับวันก็มีแต่จะสูงขึ้นเรื่อย ๆ เพราะกลายเป็นช่องทางหลักของโลกไปแล้ว
     โดยเฉพาะการเลือกใช้ Keywords ที่มีการแข่งขันหรือการค้นหาสูง ราคาก็ยิ่งสูงตาม ยิ่งถ้าหากว่าเกี่ยวข้องกับสินค้าหรือบริการที่ผู้คนต้องการ ค่าโฆษณาก็ยิ่งสูงตาม ซึ่งรายรับของ Google จะมาจากตรงนี้ครับ

โครงสร้างของรายได้ที่มีการเปิดเผย

     สำหรับโครงสร้างหลักของรายได้ สามารถแบ่งเป็นแหล่งที่มา คือ 88% จากช่องทางค่าโฆษณา Google Ads, AdSense และ YouTube เป็นช่องทางที่สร้างรายได้สูงสุด 11% มาจาก Android, Google Play มือถือ Pixel 1% มาจาก ธุรกิจอื่น ๆ เป็นต้น ทั้งหมดนี้เลยทำให้ Google คือบริษัทที่มี “กำไรสูงสุดของโลก” ซึ่งก็มีข้อมูลว่า Alphabet ซึ่งเป็นบริษัทแม่ของ Google ในปัจจุบัน มีมูลค่าทางการตลาดราว 23 ล้านล้านบาท และสูงเป็นอันดับ 2 ของโลก
     แล้วยังมีข้อมูลว่า Google Chrome ได้ผงาดกลายเป็น Web Browser ที่ใช้งานเพื่อเข้าสู่โลกอินเตอร์เน็ตสูงสุดของโลก แซงหน้า IE ที่แทบจะตกยุคสมัยไปแล้ว โดยปัจจุบันมีส่วนแบ่งการตลาดสูงถึง 54% มากที่สุดในโลก จากผู้ใช้งานทั่วโลกมากกว่า 2,000 ล้านราย
     อีกบริการที่สำคัญไม่แพ้กันคือ Google Map บริการแผนที่และค้นหาเส้นทางการเดินทาง ซึ่งเวลานี้มีผู้ใช้งานราว 1,000 ล้านคนทั่วโลกแล้ว ที่สำคัญคือ ใช้งานได้สะดวกบนแอพมือถือ และยังมีการเพิ่มปุ่มสำหรับติดต่อกับร้านค้าได้อีกด้วย
     นอกจากนี้ ในงานวิจัยทางการตลาดของ Phillipe Cotler ก็จัดให้ Google อยู่ในกลุ่มบริษัทประเภท 1 ที่มีความมั่นคงและรายได้ ผลกำไรสูงสุดของโลกเช่นกัน

การทำ Backlink

     เป็นปัญหาที่มาจากการเปลี่ยนแปลงอัลกอริทึมของ Google ซึ่งเวลานี้ถ้ามีมากเกินไปจะถูกมองว่าเป็น SPAM และอันดับอาจจะตกได้ครับ

ปัญหาลิ้งค์ล่ม

      ตัวอย่างที่พบบ่อย เช่น ตัวลิ้งค์มีการเปลี่ยนแปลง ลิ้งค์หาย ถูกโจมตีจากโฆษณา ติด Spam ในแง่นี้ เราสามารถตรวจสอบได้ว่า เว็บไซต์ของเราได้มีการทำ Backlink เข้ามาใหม่หรือมีการเปลี่ยนแปลง หรือลิ้งค์หาย โดยใช้เครื่องมือของ Google เช่น Google Search Console เป็นต้น ขณะเดียวกันถ้าต้องการป้องกัน Spam ก็สามารถใช้ SSL เพื่อติดตั้งกับเว็บนั้นได้ครับ

===============================================

สามารถติดตามเรา PSO ( Passive Selling Online ) ได้หลายช่องทางดังนี้

Facebook Page: passivesellingonline

LINE: @psocourse (อย่าลืมใส่เครื่องหมาย @ ด้วยนะครับ)

>