Category Archives for "บทความ อีคอมเมิร์ซ"

คู่หูต่างสายพันธ์ แมว-สุนัข ที่ทำเงินถึง 10 ล้านหยวนผ่านโซเชียลจีน

Cat-Dog partner China

คู่หูต่างสายพันธ์ แมว-สุนัข ที่ทำเงินถึง

10 ล้านหยวน

         ตั้งหลักออนไลน์พามาดู Content ที่เป็นกรณีศึกษาบนโลกโซเชียลครับ ซึ่งเมื่อปีที่ผ่านมา ได้กลายเป็นเรื่องฮือฮาบนโซเชียลมีเดียยอดนิยมของจีนอย่าง Weibo เมื่อมีการลงภาพของ แมว-สุนัข คู่หูต่างสายพันธ์ที่สร้างกระแสความน่ารัก จนมีผู้ติดตามมหาศาล และสามารถทำเงินได้มากกว่า 10 ล้านหยวน

Cat-Dog China

           จุดเริ่มต้นมาจาก การแชร์ภาพสุนัขและแมวที่ Ma Jianguo ได้เลี้ยงเอาไว้ แล้วเขาได้นำกิจกรรมของเจ้าสัตว์คู่หูต่างสายพันธุ์นี้โพสต์ลงในโซเชียล Weibo ผลปรากฏว่าด้วยความน่ารักของทั้งสองตัว ได้สร้างกระแสฮือฮาจนมีคนกด Follow ติดตามมากมาย และกลายเป็นคู่สัตว์เลี้ยงที่ติดอันดับผู้ติดตามมากที่สุดใน 10 อันดับแรกของโซเชียลจีนเมื่อปีก่อน

จุดเริ่มต้นของความโด่งดังมาจากเรื่องแสนธรรมดามากครับ เมื่ออยู่มาวันหนึ่ง Ma Jianguo ได้ลงรูปภาพสัตว์เลี้ยงสองตัวของเขา เป็นเจ้าสุนัขที่มีหน้าตายิ้มแย้มตลอดเวลาชื่อว่า妞妞(Niuniu) และอีกตัวคือเจ้าแมวที่ชอบทำหน้าตายชื่อว่า端午(Duanwu) แล้วโพสต์ลงใน Weibo โดยทำการแชร์เป็นรูปภาพเคลื่อนไหวแบบ GIFS

Cat-Dog partner

                ผลปรากฏว่านับตั้งแต่ Ma Jianguo เริ่มแชร์ภาพสุนัขและแมวเหมียวคู่นี้ ก็เริ่มมีผู้ติดตามชมเป็นจำนวนมาก จนกระทั่งเขาสามารถทำรายได้มากกว่า 10 ล้านหยวนภายในปีที่ผ่านมา โดยเป็นรายได้หลักผ่านช่องทางโฆษณาของ Weibo นั่นเอง

สำหรับกลยุทธ์ที่เขานำมาใช้สำหรับเรื่องนี้ก็คือ ถ่ายภาพของเจ้าสุนัขและแมวคู่นี้ร่วมกับผลิตภัณฑ์ที่เป็นสปอนเซอร์ให้กับเขา ซึ่งกลยุทธ์นี้ก็ทำให้มีบริษัทผู้จำหน่ายสินค้าจำนวนไม่น้อยเข้ามาว่าจ้างให้เขาช่วยทำโฆษณาขึ้นบนโซเชียลมีเดีย แล้วเมื่อเริ่มมีหนึ่ง ก็มีสองสามสี่ และอีกนับไม่ถ้วนตามมาครับ

มีการวิเคราะห์ว่า ความสำเร็จของ Ma Jianguo เป็นผลลัพธ์ที่มาจากการที่คนเข้ามาดูในโซเชียลแล้วชื่นชอบในความน่ารักน่าเอ็นดูของสหายต่างสายพันธุ์คู่นี้ ซึ่งเราคงต้องยอมรับว่า แต่ละภาพได้มีการจัดวางจ้าสุนัขและแมวคู่นี้ให้ออกมาได้น่ารักและน่าดึงดูดมากครับ

ที่จริงแล้ว กลยุทธ์ในลักษณะนี้มีการนำมาใช้กันมากแล้วตั้งแต่ก่อนหน้านี้แล้ว แต่ดูเหมือนว่า Ma Jianguo จะทำได้ดีและเป็นต้นแบบให้ Influencer อีกหลายคนเริ่มนำมาใช้กันมากขึ้น ซึ่งของไทยเราเองก็เริ่มมีการใช้กลยุทธ์แบบนี้มากเหมือนกันครับ

Cat-Dog

===============================================

สามารถติดตามเรา PSO ( Passive Selling Online ) ได้หลายช่องทางดังนี้

Facebook Page: passivesellingonline

LINE: @psocourse (อย่าลืมใส่เครื่องหมาย @ ด้วยนะครับ)

5 ข้อควรระวังสำหรับการเริ่มต้นธุรกิจบน Lazada

5 precautions businesses on Lazada

5 ข้อควรระวัง การเริ่มต้นธุรกิจบน Lazada 

      ในทุกโอกาส ย่อมมาพร้อมกับความเสี่ยง และข้อควรระวังครับ ตั้งหลักออนไลน์จึงอยากแบ่งปันประเด็นนี้ เพราะเหรียญมีสองด้านเสมอ รวมถึงช่องทางธุรกิจอีคอมเมิร์ซเช่น Lazada ที่กำลังมาแรงในเวลานี้ด้วยวันนี้มาดูกันว่า มีอะไรบ้างที่ควรระวังสำหรับการเริ่มต้นธุรกิจบน Lazada

1. สงครามราคาตัดราคา

สงครามราคา เป็นที่แข่งขันกันรุนแรงมาก สินค้าที่วางขายบนอีคอมเมิร์ซ ซึ่งที่จริงก็ไม่ใช่แค่บน Lazada หรอกครับ แต่รวมถึงช่องทางอื่น ๆ เช่น บน Shopee ต่างก็ตัดราคากันเองสำหรับสินค้าประเภทเดียวกัน ซึ่งทำให้การแข่งขันค่อนข้างรุนแรงมาก

2. ระวังกับดักสินค้าขายดี

เพราะสินค้าที่ขายดีอยู่บน Lazada ส่วนหนึ่งมาจากปัจจัยบ่างอย่าง เช่น แบรนด์สินค้า ผนวกกับราคาที่ถูกกว่าซื้อในห้างสรรพสินค้าหรือตามร้านค้าทั่วไป นี่จึงเป็นตัวดึงดูดให้คนเข้ามาซื้อกันมากครับ โดยเฉพาะสินค้าที่มีตรายี่ห้อหรือแบรนด์ชื่อดังในระดับหนึ่ง

แต่ไม่ได้แปลว่า กรณีที่เราเป็นร้านค้าท้องถิ่น หรือเจ้าของกิจการขนาดเล็กและกลาง เอาของประเภทเดียวกันไปขาย แล้วจะขายได้เหมือนกันครับ เพราะของแบรนด์เนมที่ขายดีบน Lazada ส่วนหนึ่งก็มาจากเรื่องราคาที่ถูกลงมากนี้เอง ซึ่งก็จะตอบโจทย์ความต้องการและความพึงพอใจของลูกค้า และเขาก็อาจจะไม่เลือกซื้อของไม่มียี่ห้อที่ราคาถูกลงมาอีกขั้นหนึ่งเสมอไปนั่นเอง

3. ปัญหาสินค้าชำรุด

เป็นปัญหาสำคัญที่ผู้ซื้อหลายคนพบเจอ ตัวอย่างเช่น ผู้ซื้อพบของที่ชำรุดแล้วส่งของกลับ แต่ปรากฏว่าเจ้าหน้าที่รับของตรวจสอบแล้วแจ้งกลับไปว่าไม่ชำรุดแล้วส่งกลับมา หรืออีกกรณีคือใช้เวลาในการตรวจสอบสินค้าค่อนข้างนานหลายวัน

อย่างไรก็ตาม มันคือปัญหาที่เป็นความผิดพลาดส่วนบุคคลและระบบกำลังอยู่ในระหว่างการปรับปรุงแก้ไข ในกรณีผู้ค้า ก็ต้องเตรียมค่าใช้จ่ายสำหรับการส่งสินค้ากลับไปใหม่เช่นกันครับ

5 precautions businesses on Lazada

4. ใช้เวลาติดตามตามเรื่องนาน

เป็นกรณีของผู้ซื้อ ซึ่งอาจจะทำให้มีปัญหาและเสียความเชื่อถือ ซึ่งนี่อาจจะไม่ได้เป็นทุกกรณี แต่พบว่ามีหลายกรณีที่การติดตามเรื่องของสินค้าชำรุดแล้วส่งกลับ ใช้เวลานานอาจถึงขั้นเป็นเดือน และผู้บริโภคติดตามเรื่องได้ยากด้วย แต่อย่างน้อยก็ยังพอการันตีเรื่องคืนสินค้าได้ในระดับหนึ่ง

5. ระบบหลังบ้านยังมีปัญหา

ตรงนี้ถ้าเทียบกับเว็บไซต์อื่น ถือว่ายังมีปัญหา และอยู่ในระหว่างการปรับปรุงครับ

ในปัจจุบัน เมื่อยักษ์ใหญ่ของจีนด้าน E-Commerce อย่าง Alibaba ได้เข้าไทยมาอย่างเต็มตัวแล้วหลังจากได้ลงนามกันในความร่วมมือทั้ง 4 ด้านกับภาครัฐไทย Lazada ก็นับว่าเป็นช่องทางหนึ่งในเครือของ Alibaba ที่ได้รับความนิยมไม่น้อยสำหรับคนไทย แล้วก็เป็นหนึ่งในช่องทางสำคัญที่ Alibaba ต้องการใช้บุกตลาดในอาเซียนด้วย

ถึงแม้ว่า Lazada ยังมีข้อควรระวังอยู่ไม่น้อย แต่ก็เป็นโอกาสและทางเลือกสำหรับผู้สนใจและเจ้าของกิจการทั้งขนาดกลางและเล็กทุกท่านที่จะเริ่มต้นธุรกิจบนอินเทอร์เน็ต และเพิ่มยอดขายครับ และอาจจะเป็นทางออกสำหรับคนที่เป็นพนักงานประจำ และต้องการหารายได้เพิ่มเพื่อช่วยเหลือครอบครัวด้วย

===============================================

สามารถติดตามเรา PSO ( Passive Selling Online ) ได้หลายช่องทางดังนี้

Facebook Page: passivesellingonline

LINE: @psocourse (อย่าลืมใส่เครื่องหมาย @ ด้วยนะครับ)

Lazada vs Shopee เปรียบเทียบอีคอมเมิร์ซ สำหรับคนซื้อ

lazadavsshopee

Lazada vs Shopee เปรียบเทียบอีคอมเมิร์ซ

ทางตั้งหลักออนไลน์ทราบว่า หลายคนกำลังมองหาโอกาสทำธุรกิจด้วยช่องทางอีคอมเมิร์ซ ซึ่งช่องทางชื่อดังอย่าง Lazada และ Shopee ซึ่งมาแรงที่สุดในเวลานี้คงเป็นตังเลือกอันดับต้น ๆ ในใจของหลายคน

แต่ทั้งสองช่องทางแตกต่างกันอย่างไร มีข้อเด่นข้อด้อย หรือข้อควรระวังอะไรบ้าง

มาลองดูในมุมของ ผู้บริโภคหรือคนซื้อกันครับ

lazada

สงครามราคา

แน่นอนว่าราคาเป็นหนึ่งในปัจจัยของการตัดสินใจซื้อ นอกเหนือจากแบรนด์ ยี่ห้อ คุณภาพ และสเปกที่ต้องการ และการตัดราคานี้ถือว่าเป็นหนึ่งในกลยุทธ์ที่ทั้ง Lazada และ Shopee สู้รบกันอย่างเมามัน

เดิมที ราคาถูกมากๆๆๆ คือข้อด่นเด่นที่สุดของ Lazada และทำให้คู่แข่งอื่น ๆ อาจจะยากลำบากสักหน่อย ถ้าต้องประกาศขายสินค้าประเภทเดียวกัน นำเข้ายี่ห้อเดียวกัน แล้วแข่งเรื่องราคา แต่ตอนนี้เราจะเห็นว่าร้านค้าหลายรายใน Shopee เองก็สู้เรื่องนี้อย่างเต็มที่ด้วย  

ปัญหาคุณภาพสินค้า

 Lazada ยังได้เปรียบในข้อนี้อยู่ แต่ปัญหาที่พบจากทั้งสองช่องทางเลยคือ ในกรณีถ้าไม่ใช่แบรนด์ชื่อดัง ของหลายชิ้นมักได้รับคำวิจารณ์ในเรื่องคุณภาพและใช้งานจริงมีปัญหาอยู่เหมือนกัน ตัวอย่างเช่น รองเท้ากีฬา อุปกรณ์คอมพิวเตอร์ USB สายชาร์จ กาต้มน้ำ ฯลฯ ยิ่งถ้าเป็นอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ แล้วเป็นของไม่มียี่ห้อดัง จะพบว่าเป็นของปลอมหรือใช้งานจริงได้ไม่นานครับ
shopee

การได้เงินคืน

แน่นอนว่าไม่มีใครอยากเจอสินค้ามีปัญหา ซึ่งทาง Lazada การันตีการขอเงินคืนได้ แต่ขั้นตอนอาจจะยุ่งยาก และดำเนินการช้าไปบ้าง แต่การได้เงินคืนค่อนข้างแน่นอน

ส่วน Shopee ดูเหมือนจะยังมีปัญหาเรื่องนี้อยู่พอสมควร คือทางร้านไม่กดยอมคืนเงิน

ในส่วนนี้อาจเห็นว่า Shopee ค่อนข้างเอื้อประโยชร์ต่อผู้ขาย และยังไม่มีกลไกปกป้องการเงินต่อลูกค้าที่ดีพอ ซึ่งเป็นปัญหาหลักที่คนยังบ่นกันอยู่ แต่ก็หวังว่า จะได้มีการแก้ไขในส่วนนี้ในอนาคตต่อไป

ค่าส่ง

ทั้งสองช่องทางมีค่าส่งฟรีก็จริง แต่ส่วนใหญ่ก็มักซื้อเกินขั้นต่ำอยู่แล้วครับ

ระบบอบรมชัดเจน

เป็นข้อเด่นทที่สุดของทาง Lazada เลยครับ เพราะเป็นเรื่องของการเซ็นข้อตกลงร่วมกันกับรัฐบาลไทย ที่ทำให้บริษัทในเครืออาลีบาบาเข้ามาเปิดโรงเรียนสอนธุรกิจอีคอมเมิร์ซในประเทศไทยผ่านทาง Taobao University และอบรมสอนการใช้งานและเปิดร้านสำหรับ Lazada ไปด้วย จึงเป็นการช่วยเพิ่มผู้ค้าให้มากและหลากหลายขึ้นอีกทางหนึ่ง

โดยสรุปแล้ว ทั้งสองช่องทางมีทั้งข้อดีและข้อเสียแตกต่างกันไป ก็ขึ้นอยู่กับว่าเราจะมองในสถานะของผู้ขายหรือผู้ซื้อด้วยครับ ซึ่งจะเห็นว่า ในภาพรวมแล้ว Lazada มีระบบบางส่วนที่ทำได้ดีกว่า จึงไม่น่าแปลกใจว่าทำไมบริษัท แบรนด์ และร้านค้าหลายแห่งในไทยนิยมนำของมาขายช่องทางนี้เป็นหลัก และ Lazada ก็เป็นอีคอมเมิร์ซของจีนที่กำลังเจาะและมีส่วนแบ่งในตลาดของไทยและอาเซียนได้มากที่สุดในเวลานี้ด้วย

===============================================

สามารถติดตามเรา PSO ( Passive Selling Online ) ได้หลายช่องทางดังนี้

Facebook Page: passivesellingonline

LINE: @psocourse (อย่าลืมใส่เครื่องหมาย @ ด้วยนะครับ)


จ่ายแล้วไม่คุ้ม ปัญหาของการยิงโฆษณาบน Google

google ranking

จ่ายแล้วไม่คุ้ม ปัญหาการยิงโฆษณาบน Google

ทางตั้งหลักออนไลน์อยากนำประเด็นนี้มาแบ่งปันกันครับ เพราะมีกรณีศึกษาอยู่ไม่น้อยเลยครับ ซึ่งมันแสดงให้เห็นว่า บางครั้งการยอมทุ่มเงินเพื่อจ่ายค่า Ad โฆษณา โดยตั้งเป้าที่จะกระตุ้นยอดการคลิกเข้าในเว็บไซต์หรือเพจของเรานั้น ผลลัพธ์คือมันกลับสู้การทำ Content และ SEO ไม่ได้เสียอย่างนั้น ที่สำคัญคือ ค่าโฆษณากลับแพงกว่าด้วย แล้วไม่สามารถวัดผลกลับมาเป็นยอดขายได้เท่าที่ควร

            ในขณะที่การทำ Content SEO นอกจากจะลดค่าใช้จ่ายแล้ว ยังสามารถช่วยให้เว็บไซต์หรือเพจขึ้นมาอยู่บน Google Rank ในระยะยาวได้มากกว่า

adwords

ครั้งหนึ่งมีตัวอย่างจากการนำเสนอกับลูกค้า เช่น ถ้าเราลองเปิดหน้าแรกของ Google แล้วเลือกพิมพ์ Keyword ค้นหาสินค้า “เก้าอี้” “โต๊ะอาหาร”

แล้วเริ่มขยายด้วยคำรองว่า “ราคา” “ดีไหม” “ราคาถูก” “เกรดพรีเมียม” เพื่อจะดูว่าเว็บไหนได้รับความนิยมและมีการค้นหามากที่สุดตามประเภทของการค้นหา

แล้วทีนี้พอลองดูผลการค้นหาในหน้าแรกของ Google ก็ปรากฏว่า ใน 3 อันดับแรก เป็นเว็บไซต์ที่มีการลงโฆษณาไว้

แต่ปัญหาคือ พอลองทำการสำรวจ หรือให้ลูกค้าลองค้นหาคำดังกล่าว ทางลูกค้าและผู้ทดลองบอกว่า เวลาค้นหาสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้เพื่อจะซื้อมาใช้ เขาแทบไม่เคยกดคลิกเข้าไปดูในลิงก์ที่อยู่ 3 อันดับแรก ซึ่งส่วนมากจะมีคำว่า Ad ประกอบไว้อยู่เลย

แล้วเมื่อลองสำรวจดูก็ยิ่งพบว่า หลายคนเลือกคลิกเข้าไปดูในเว็บที่ติดอันดับที่อยู่ด้านล่างมากกว่า แต่เว็บเหล่านั้น ไม่ได้มีการซื้อ Ad ไว้

            ซึ่งในกรณีนี้ ถือว่าน่าสนใจมากครับ เพราะมีบางสำนักของต่างชาติที่ทำการสำรวจแบบคร่าวๆและพบสถิติค่อนข้างแปลกที่ชี้ว่า มีผู้บริโภคมากกว่า 80% เลือกที่จะคลิกเข้าไปในลิงก์หรือเว็บไซต์ที่อยู่ด้านล่าง ซึ่งเป็นรูปแบบของการนำเสนอผลการค้นหาแบบธรรมชาติ (Organic) มากกว่าจะคลิกเลือกเอากลุ่มที่อยู่ด้านบนแล้วมีคำว่า Ad หรือก็คือแบบโฆษณา (Paid)  

            สำหรับสาเหตุหลัก พบว่าเนื่องจากหลายคนมองว่า 3 อันดับบนที่มีคำว่า Ad มันคือเว็บที่ซื้อโฆษณาของ Google ซึ่งถ้าไม่ใช่เว็บชื่อดังอยู่แล้ว เช่น Lazada หรือเว็บของแบรนด์ยี่ห้อดังในสินค้าประเภทเหล่านั้น เขาก็ไม่อยากกดเข้าไปดูเท่าไหร่ นอกจากค้นหาในอันดับล่าง ๆ ที่เป็นแบบ Organic Reach แล้วไม่ถูกใจ

            เหตุผลสนับสนุนก็คือ เพราะอันดับที่อยู่ล่างลงมาในหน้าแรกจากการค้นหาของ Google มันให้ความน่าเชื่อถือมากกว่า เพราะสามารถติดอันดับได้โดยไม่ต้องซื้อโฆษณา

อย่างไรก็ตาม ไม่ได้เป็นแบบนี้ทุกกรณีครับ เพราะจะมีกรณีของเว็บไซต์ดังหรือแบรนด์ดัง ที่ติดอันดับต้น ๆ ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นการซื้อ Ad และอันดับแบบ Organic Reach แต่ในกรณีนี้ ถ้าท่านเป็นกิจการท้องถิ่น แบรนด์ใหม่ที่ยังไม่ติดตลาด การซื้อ Ad ก็มีความจำเป็นอยู่ เพียงแต่ก็ควรต้องทำ Content SEO เพื่อให้เว็บติดอันดับแบบธรรมชาติด้วยเช่นกัน

นี่ก็เป็นอีกสาเหตุหนึ่งว่า ทำไมคุณถึงจำเป็นต้องทำ Content SEO เพราะนอกจากค่าใช้จ่ายจะถูกกว่าแล้ว ก็ยังเพิ่มโอกาสที่คนจะคลิกเข้าไปมากกว่าได้ด้วย

===============================================

สามารถติดตามเรา PSO ( Passive Selling Online ) ได้หลายช่องทางดังนี้

Facebook Page: passivesellingonline

LINE: @psocourse (อย่าลืมใส่เครื่องหมาย @ ด้วยนะครับ)

Amazon รุกขยายในจีน เตรียมควบรวมอีคอมเมิร์ซกับ Kaola

Amazon integrates e-commerce with Kaola

Amazon ควบรวมอีคอมเมิร์ซกับ Kaola

     ตั้งหลักออนไลน์ขออัพเดทสถานการณ์ของ Amazon ที่ไม่ใช่กาแฟกันหน่อยครับ

เมื่อเร็วๆนี้ ทางสำนักข่าว Reuter ได้รายงานว่า ทางบริษัท Amazon กำลังอยู่ระหว่างเจรจาเพื่อควบรวมในส่วนธุรกิจของอีคอมเมิร์ซในประเทศจีน กับ Kaola ซึ่งถือว่าเป็นเว็บอีคอมเมิร์ซจำหน่ายสินค้านำเข้าจากต่างประเทศที่อยู่ในเครือ NetEase ของจีน

สถานการณ์นี้ จึงน่าจับตามองอย่างมากครับ เพราะมันคือการรุกแบบเต็มสูบของ Amazon ในประเทศจีน ซึ่งที่ผ่านมา ถูกบล็อกไว้จากการครองช่องทางตลาดอีคอมเมิร์ซของบริษักยักษ์ใหญ่อย่าง Alibaba และภายหลังยังมี JD.com ที่มีแบ็กอัพใหญ่อย่าง Tencent ด้วย

เรียกง่ายๆว่า บริษัท (และรัฐบาล) ในประเทศจีนก็ไม่ยอมให้ช่องทางธุรกิจขนาด Mass ที่จะเข้าถึงประชากรเกือบทั้งประเทศ ต้องถูกเข้ามาแย่งส่วนแบ่งจากบริษัทของตะวันตก คือถ้าจะมีการผูกขาดในตลาดนี้ ก็ต้องเป็นบริษัทสัญชาติจีนเท่านั้น ซึ่งรูปแบบนี้ถือว่าไม่แปลกในประเทศจีนครับ

ทีนี้ Amazon ถือว่าเป็นบริษัทยักษ์ใหญ่แถวหน้าของโลกในเรื่องอีคอมเมิร์ซ ซึ่งก็ต้องการบุกตลาดจีนให้ได้มานานแล้ว ซึ่งกลยุทธ์ที่ถูกนำมาใช้ในครั้งนี้ก็คือการเข้าไปคุมกิจการในบริษัทจีน

Amazon integrates e-commerce with Kaola

สำหรับคนไทยจะคุ้นเคยกับ Alibaba ซึ่งก็เป็นเจ้าของเดียวกับ Lazada แต่ในจีนยังมีบริษัทใหญ่ด้านนี้อีกหลายแห่ง ซึ่งหนึ่งในนั้นคือ Kaola ที่แม้ว่าจะเพิ่งเปิดให้บริการเมื่อปี 2015 ไม่นานมานี้ แต่ก็กลายเป็นอีคอมเมิร์ซผู้จำหน่ายสินค้านำเข้าจากต่างประเทศในจีนที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในช่วงที่ผ่านมา มีสัดส่วนของการนำเข้ามากกว่าเว็บชื่อดังอย่าง Tmall ของ Alibaba และ JD Worldwide ของ JD.com

การวางแผนเข้าควบกิจการของ Kaola ก็ถือว่าเป็นกลยุทธ์สำคัญของ Amazon ที่ต้องการเจาะตลาดจีนให้ได้ โดยเฉพาะการเป็นบริษัทอีคอมเมิร์ซผู้นำเข้าสินค้าจากต่างประเทศ ซึ่งเวลานี้ตลาดจีนโดยเฉพาะในหัวเมืองระดับ Teir2 มีความต้องการสินค้าอุปโภคและบริโภคสูงมาก และกำลังซื้อก็จัดว่ามาแรงที่สุดเช่นกัน โดยเฉพาะเมืองในฝั่งตะวันตก เนื่องจากการเติบโตของชนชั้นกลางในจีนทที่มากขึ้น ความต้องการสินค้าต่าง ๆ ก็เพิ่มขึ้นด้วย เช่น อาหารแช่แข็ง เฟอร์นิเจอร์ เครื่องสำอาง ผ้าอ้อมเด็ก เป็นต้น

สำหรับ Kaola ก็ถือว่าจะได้ประโยชน์จากการจัดหาสินค้าต่างประเทศมาจำหน่ายมากขึ้นเช่นกัน โดยมี Amazon เป็นหุ้นส่วนใหญ่ แต่หลายฝ่ายก็คาดการณ์ว่า ยังคงมีอุปสรรคไม่น้อยสำหรับ Amazon เพราะนี่อาจจะนำไปสู่การแข่งขันที่รุนแรงขึ้นในตลาดจีน แม้ว่าเวลานี้เศรษฐกิจจีนกำลังอยู่ในช่วงชะลอตัว รวมถึงปัญหาเรื่องการตั้งกำแพงภาษีจากสงครามการค้าระหว่างจีน-สหรัฐอเมริกา จึงเป็นเรื่องที่ต้องจับตาดูกันต่อไปว่า Amazon จะทำได้จริงหรือไม่ หรือสุดท้ายแล้วก็จะต้องล่าถอยออกจากจีน เหมือนที่บริษัทอันดับต้นๆของโลกอย่าง Google เคยเจอมาแล้ว ก่อนที่จะวางแผนกลับเข้ามาในจีนอีกครั้ง

===============================================

สามารถติดตามเรา PSO ( Passive Selling Online ) ได้หลายช่องทางดังนี้

Facebook Page: passivesellingonline

LINE: @psocourse (อย่าลืมใส่เครื่องหมาย @ ด้วยนะครับ)

Unicef ออกโรงเตือน ปัญหาการกลั่นแกล้งและความรุนแรงบนโลกออนไลน์

Unicef Online violence

Unicef ออกโรงเตือน ความรุนแรงบนโลกออนไลน์

ตั้งหลักออนไลน์พามาอัพเดทข้อมูลน่าสนใจครับ อันนี้เป็นเรื่องน่าสนใจ เพราะเป็นข่าวไปทั่วโลก ซึ่งทางตั้งหลักออนไลน์อยากนำมาเผยแพร่ไว้ครับ 

เมื่อต้นเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านทาง ทางองค์การ Unicef ได้ออกมาประกาศถึงข้อมูลที่น่าตกใจว่า เยาวชนทั่วโลกมากกว่า 2 ใน 3 ในเวลานี้ กำลังเผชิญหน้ากับความรุนแรงบนโลกออนไลน์ ซึ่งที่จริงเรื่องนี้หลายคนก็ ทราบกันอยู่แล้ว แต่มันอาจจะส่งผลกระทบในระยะยาวกว่าที่คิดครับ

รายงานนี้เปิดเผยออกมาเมื่อวันที่ 5 ก.พ.2019 ตรงกับวันแห่งการใช้งานอินเทอร์เน็ตที่ปลอดภัยยิ่งขึ้น (Safer Internet Day) ทางองค์การ Unicef ได้ออกประกาศว่า กลุ่มเยาวชนและวัยรุ่นที่มีอายุระหว่าง 15-24 ปีจากประชากรทั้งหมดทั่วโลก ราว 71% กำลังเผชิญกับปัญหาความรุนแรงทางออนไลน์ อาทิ การกลั่นแกล้งทางอินเทอร์เน็ต หรือการ Bully บนโลกไซเบอร์ ไปจนถึงการล่วงละเมิดทางดิจิทัล

ทางองค์การ Unicef ยังออกมาเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงในการเรียกร้องให้มีการดำเนินการร่วมกันเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความรุนแรงทางออนไลน์ โดยเฉพาะต่อเด็กและเยาวชน เพราะอาจจะส่งผลกระทบในระยะยาว เมื่อประชากรเหล่านี้เติบโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ในสังคม

Unicef remind

ด้านผลการสำรวจ

มีการเปิดเผยว่า มาจากการรวบรวมความคิดเห็นจำนวนมากจากกลุ่มเยาวชนทั่วโลกมากกว่าหนึ่งล้านคนจาก 160 ประเทศ ซึ่งในแบบสอบถามจำนวนไม่น้อยเลยที่แสดงความคิดเห็นว่า การแก้ไขที่ดีที่สุดก็คือการที่ทุกฝ่ายช่วยกันสร้างสรร์สังคมออนไลน์ที่ดี มีเมตตา ซึ่งจะเป็นวิธีที่มีพลังที่สุดในการป้องกันไม่ให้เกิดการกลั่นแกล้งบนโลกไซเบอร์ ซึ่งผลกระทบนั้นทำให้เกิดการเก็บตัวของเด็กวัยรุ่น ปัญหาการไม่ไปโรงเรียน การแยกตัวออกจากสังคมในโรงเรียน และปัญหาอื่น ๆ ที่จะตามมา ไม่ว่าจะเป็นการใช้ความรุนแรงของเด็ก การมีอาวุธในครอบครอง การแก้แค้นกลับของเด็กที่ถูกรังแก เป็นต้น

“Unicef ได้ยินเสียงของเด็กและหนุ่มสาวจากทั่วโลก ซึ่งสิ่งที่พวกเขาพูดออกมาก็ล้วนชัดเจน: โลกอินเทอร์เน็ตทุกวันนี้ได้กลายเป็นพื้นที่แล้งน้ำใจไปแล้ว” คำกล่าวโดยนางเฮนเรียตต้า ฟอร์ ผู้อำนวยการบริหารองค์การ Unicef และเธอยังเชื้อเชิญให้ทุกคนไม่ว่าจะเป็นเด็กและผู้ใหญ่ช่วยกันสร้างสังคมออนไลน์ที่มีจิตใจดีขึ้นอย่างจริงจัง และนังเรียกร้องให้มีการดำเนินงานกับสังคมอินเทอร์เน็ตให้เป็นพื้นที่ปลอดภัยสำหรับทุกคนมากยิ่งขึ้น

จากข้อมูลที่ประกาศออกมา ยังระบุว่า การกลั่นแกล้งบนโลกออนไลน์ สามารถเข้าถึงผู้ชมจำนวนมากได้อย่างรวดเร็ว และสามารถเข้าถึงได้อย่างไม่มีกำหนด โดยผู้หญิงมีแนวโน้มที่จะเจอปัญหานี้มากกว่าผู้ชาย โดยเริ่มตั้งแต่อายุ 5-21 ปี ในขณะที่เด็กผู้ชายจะมีแนวโน้มการกลั่นแกล้งและความรุนแรงในโลกความจริงมากกว่า

อย่างไรก็ตาม มันก็ส่งผลกระทบตามมาอย่างรุนแรง และทำให้เด็กมีพฤติกรรมบางอย่างที่ติดตัวจนไม่สามารถแก้ไขได้ อีกทั้งปัญหานี้มักถูกมองโดยผู้ปกครอง ครู อาจารย์ ในโรงเรียน และมหาวิทยาลัย ว่าเป็นปัญหาไร้สาระ ไม่ใช่เรื่องใหญ่ ซึ่งส่วนหนึ่งก็มาจากการที่สังคมผู้ใหญ่ในยุคปัจจุบันไม่ได้เติบโตมาพร้อมกับสังคมบนอินเทอร์เน็ตเหมือนเด็กที่เกิดตั้งแต่ปี 2000 เป็นต้นมา เพราะทุกสิ่งทุกอย่างที่เด็กที่เกิดในช่วงอายุนี้ทำลงไป จะฝังอยู่ในโลกอินเทอร์เน็ต สามารถเข้าถึงไปทั่วโลก และจะฝังอยู่ในนั้นอีกนานหลายปีเมื่อพวกเขาเติบโตขึ้นนั่นเอง

องค์กร Unicef มีการวิเคราะห์ข้อมูลเพิ่มเติม

มีการกลั่นแกล้งทางอินเทอร์เน็ตมีสถิติการพบได้บ่อยในกลุ่มประเทศที่มีรายได้สูง เช่นในสหรัฐอเมริกา และในทวีปยุโรป ญี่ปุ่น

ในประเทศไทย ปัญหาดังกล่าวอาจจะยังไม่พบมากหรือไม่พบชัดเจน แต่ก็เป็นเรื่องที่ผู้ปกครองและผู้ที่มีบุตรหลานก็ควรต้องใส่ใจมากขึ้นครับ

===============================================

สามารถติดตามเรา PSO ( Passive Selling Online ) ได้หลายช่องทางดังนี้

Facebook Page: passivesellingonline

LINE: @psocourse (อย่าลืมใส่เครื่องหมาย @ ด้วยนะครับ)


นักท่องเที่ยวจีนกลุ่ม Gen Y-Z กำลังสนใจอะไร

นักท่องเที่ยวจีนกลุ่ม Gen Y-Z กำลังสนใจอะไร

ตั้งหลักออนไลน์พามาอัพเดทข้อมูลน่าสนใจครับ สำหรับผู้ประกอบการในธุรกิจที่สนใจจับกลุ่มนักท่องเที่ยวจีน โดยเฉพาะกลุ่มวัยรุ่นในช่วงอายุ Gen Y-Z ซึ่งก็คือกลุ่มที่เกิดตั้งแต่ปี 1990-2000 เป็นต้นมา ซึ่งถือว่ากลุ่มนี้เป็นพวกที่มีกำลังซื้อสูงในการท่องเที่ยวประเทศไทยเลยครับ

จากรายงานของสื่อจีนเช่น CGTN, Jing Daily มีการสำรวจพบว่า กลุ่มวัยรุ่นจีน Gen Y-Z เป็นกลุ่มผู้บริโภคที่มีกำลังซื้อสูงและน่าจับตามองมาก เพราะแม้ว่าคนกลุ่มนี้ส่วนใหญ่แม้จะยังไม่ได้มีรายได้ของตัวเองมากนัก แต่ด้วยความสำเร็จของคนรุ่นก่อน ทำให้คนจีนรุ่นนี้มีกำลังซื้อสูง และไม่ใช่แต่การบริโภคของฟุ่มเฟือยด้วย แต่เป็นการใช้จ่ายและลงทุนเพื่ออนาคตอีกด้วย

ซึ่งกลุ่มธุรกิจและการท่องเที่ยวที่น่าสนใจสำหรับคนกลุ่มนี้ ได้แก่

ด้านศิลปวัฒนธรรมโบราณ ประวัติศาสตร์

คนจีนชื่นชอบประวัติศาสตร์กันอยู่แล้ว ซึ่งก็เป็นเรื่องที่วัยรุ่นให้ความสนใจมากขึ้น เพราะในสื่อจีนเองก็มีการประยุกต์เพื่อนำเสนอขายต่อคนจีนและต่อชาวโลกด้วย

การท่องเที่ยวในด้านนี้จึงได้รับความนิยมมากครับ กรณีของไทย ทำให้พวกสถานที่ชื่อดังทางด้านประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม เต็มไปด้วยนักท่องเที่ยวจีน รวมถึงกลุ่ม Gen Y-Z ก็ให้ความสนใจมากด้วย

เครื่องรางของขลัง

อาจจะเป็นเรื่องตลกร้ายนิดหน่อยครับ เพราะทุกวันนี้คนจีนแผ่นดินใหญ่ได้ชื่อว่าเป็นชาติที่ไม่มีศาสนา แต่กลายเป็นว่า เครื่องรางของขลัง เป็นหนึ่งในสินค้าที่ได้รับความนิยมมากสำหรับนักท่องเที่ยวจีน ทั้งที่มาจากจีนแผ่นดินใหญ่และฮ่องกงด้วย

หลายท่านอาจจะสงสัยว่า แล้วทำไมคนจีนที่ได้ชื่อว่าไม่มีศาสนาถึงชอบของเหล่านี้ คือที่จริงแล้วมันก็เป็นเรื่องของเครื่องมือที่ช่วยเสริมสร้างกำลังใจ การแข่งขันที่รุนแรงในสังคมมากกว่าจะเป็นความเชื่อแบบฝังรากครับ อีกทั้งกระแสเครื่องรางของขลังไทยก็ได้รับความนิยมมาราว 2-3 ทศวรรษแล้ว เมื่อครั้งที่มีดาราฮ่องกงเดินทางเข้ามาเช่าพระและเครื่องรางของขลังต่างๆกลับไป แล้วก็กลายเป็นกระแสขึ้นมา

อาหาร ทัวร์บริโภค

ประเทศไทยได้ชื่อว่าเป็นเมืองแห่งอาหารอร่อย โดยเฉพาะอาหารแนว Street Food ซึ่งจากการจัดอันดับของหลายสำนัก พบว่าไทยจะติดอยู่ในอันดับต้นๆเสมอ เช่นจากการจัดอันดับล่าสุดของทาง Mastercard ก็ให้กรุงเทพ เชียงใหม่ และพัทยา ติดอันดับต้นๆของเมืองที่ขึ้นชื่อในด้านอาหารร้านริมทาง และนักท่องเที่ยวทั่วโลกควรได้มาชิมกันสักครั้ง

เพราะฉะนั้น การปั้นร้านอาหารหรือแหล่งที่มีอาหารริมทางที่น่าทาน ก็ถือว่าเป็นแหล่งดึงดูดเม็ดเงินจากนักท่องเที่ยวจีนที่มหาศาลได้เลยครับ

ถ่ายเซลฟี่กับธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

คนจีนรุ่นใหม่ให้ความสำคัญกับเรื่องการเยี่ยมชมสถานที่ทางธรรมชาติสิ่งแวดล้อม และสิ่งที่พวกเขาชอบมากก็คือ การไปถ่ายเซลฟี่ครับ

เครื่องสำอาง ความสวยงาม แฟชั่น

เรียกว่าไม่เพียงแต่สาวๆชาวจีน แต่ยังรวมถึงคนหนุ่มด้วย ให้ความสำคัญกับภาพลักษณ์ของตนเองมากขึ้น เครื่องสำอางของไทยก็ถือว่าเป็นหนึ่งในสินค้าที่คนจีนซื้อกลับไปมากเป็นอันดับต้นๆ ในเวลานี้

การผจญภัย

เนื่องจากคนจีนในวัยรุ่นเป็นกลุ่มที่ยังมีกำลังมาก และชอบความท้าทาย ซึ่งไม่เพียงแต่การท่องเที่ยวธรรมดา แต่ยังรวมถึงการเที่ยวแบบแบ็กแพ็ก ซึ่งเป็นรูปแบบที่ชาวตะวันตกนิยมกันอยู่แล้วด้วย

สำหรับการท่องเที่ยวสไตล์นี้ จะเป็นแบบการไป Adventure แล้วยังมีการทำเพจแล้วถ่ายทอดสดแบบ Live Streaming เพื่อสร้างชื่อในโลก Social

กระแสนี้ก็กำลังเป็นที่นิยมากขึ้น และทำให้หลายคนเป็น Influencer บนโซเชียลของจีนไปด้วย

===============================================

สามารถติดตามเรา PSO ( Passive Selling Online ) ได้หลายช่องทางดังนี้

Facebook Page: passivesellingonline

LINE: @psocourse (อย่าลืมใส่เครื่องหมาย @ ด้วยนะครับ)


ทำไมทำเว็บไซต์ขายของ แต่คนเข้ามาดูแทบไม่มี

ทำไมทำเว็บไซต์ขายของ แต่คนเข้ามาดูแทบไม่มี

            ตั้งหลักออนไลน์เชื่อเลยว่าหลายคนอาจเคยพบปัญหานี้ครับ

            เพราะนี่มันคือปัญหาใหญ่สำหรับคนทำ Digital Marketing และคนทำการตลาดออนไลน์ แล้วที่ลำบากก็คือ บางครั้งเราทุ่มเงินโฆษณาไปตั้งเยอะ แต่มันก็ยังไม่ได้ผลลัพธ์กลับมาอย่างที่คาดหวัง ไม่ว่าจะเป็นการทำ Google Adwords หรือยิงแอดบน Facebook

กรณีนี้ เรามาเจาะปัญหาสำหรับคนที่ทำเว็บไซต์เพื่อขายของออนไลน์ ซึ่งเวลานี้นิยมใช้เครื่องมือทำเว็บสำเร็จรูปกันมากขึ้นครับ 

 ซึ่งก็เป็นเครื่องมือที่ค่อนข้างสะดวก เพราะมีราคาถูก แล้วต่อให้ไม่ต้องเป็นโปรแกรมเมอร์ก็สามารถทำเว็บเองได้ เจ้าของร้านออนไลน์สามารถเป็นแอดมินได้เอง หรือจะหาคนมาดูแลในส่วนนี้ก็ได้เหมือนกัน อีกทั้งเว็บสำเร็จรูป (Web Template) ก็มีรูปแบบที่สวยงาม และใช้งานได้ทั้งภาคเอกชนและหน่วยราชการครับ

สำหรับตัวอย่างที่นิยมใช้กัน เช่น  Wordpress.com Wix com หรือ Blogger.com

แต่มันก็มีข้อแตกต่างอยู่เหมือนกับครับ ถ้าเปรียบเทียบกับการจดทะเบียนโดเมนเอง เช่าโฮสติ้ง หรือเช่าพื้นที่ Cloud เป็นของตัวเอง แม้ว่าในแบบหลังเราอาจจะต้องเสียค่าใช้จ่ายมากกว่า

            แต่ปรากฏว่า ทั้งสองแบบกลับเจอปัญหาเหมือนกันครับ นั่นคือ เว็บไซต์ทำออกมาแล้ว ไม่มีใครเข้ามาดู กลายเป็นเว็บร้าง ยอดวิว ยอด Reach ไม่กระเตื้อง ซึ่งถ้าเราเข้ามาดูสถิติ Traffic ของผู้คลิกเข้ามาในเว็บไซต์ก็อาจจะเสียกำลังใจยิ่งกว่าเดิมก็ได้

โอเคว่าในช่วงแรกอาจจะมียอดคนพุ่งๆขึ้นมาบ้างในตอนที่เริ่มลง Content ลงเนื้อหาแล้วสามารถเรียกความสนใจของผู้คนได้ หรือบางเว็บก็ใช้กลยุทธ์ดันพาดหัวเรื่องที่ชวนดราม่า แล้วอาจจะนำไปแชร์ผ่านทางโซเชียลอีกทางหนึ่ง ไปจนถึงการทำ SEO เพิ่มเติม

ทั้งหมดนี้อาจจะช่วยกระตุ้นเว็บได้บ้างเหมือนกันครับ แต่ในระยะยาวเมื่อถึงจุดหนึ่งแล้ว มันอาจจะจะถึงทางตันได้ครับ เพราะกลายเป็นว่ายอดผู้เข้าชมแบบธรรมชาติ (Organic) แทบจะไม่เข้ามาจากในหน้าค้นหาของ Google เวลาค้นหาเว็บของเราเลย  

สาเหตุหลักก็เพราะว่า เว็บไซต์ของคุณขาดการอัพเดท Content ที่น่าสนใจ และทำให้เว็บไม่ติดอยู่บนอันดับ Google Ranking แล้วยิ่งถ้าเป็น Keyword ที่มีการแข่งขันสูง โอกาสก็ยิ่งต่ำลงด้วย เว็บเราอาจจะไปโผล่ในหน้าหลังๆซึ่งคนก็ไม่ค่อยหากันแล้ว

อีกสาเหตุหนึ่งก็คือ ระบบค้นหา Search Engine ของ Google ไม่เชื่อถือเว็บไซต์จากโดเมนฟรี แม้ว่าจะไม่ใช่ทุกกรณีก็ตามที

แต่ก็ไม่ได้แปลว่า การใช้เครื่องมือทำเว็บฟรีอย่าง WordPress.com และ Wix com  จะเป็นเรื่องผิดนะครับ เพราะทุกวันนี้เว็บชื่อดังหลายแห่งก็ใช้เครื่องมือนี้ แม้แต่เว็บในต่างประเทศเองก็นิยมใช้งานด้วย มีหลายเว็บจำนวนมากที่ใช้แล้วก็รุ่ง หรือเป็นเว็บไซต์โด่งดังได้ เพียงแต่ถ้าคุณต้องการทำเว็บไซต์ขึ้นมาเพื่อใช้งานด้านการตลาด เพื่อขายและโปรโมทสินค้าและบริการ ไปจนถึงการมองหาโอกาสต่อยอดต่างๆ การจดทะเบียนโดเมนของเราเองคือเรื่องสำคัญครับ จากนั้นการผลิต Content และอัพเดทอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการทำ SEO และ Google Adwords การยิงโฆษณาที่ถูกกลุ่มเป้าหมายก็จะช่วยเพิ่มโอกาสให้การค้นหาบน Google ดีขึ้นได้

สรุปว่า เครื่องมือทำเว็บฟรีเป็นของราคาถูกและดีก็จริง แต่เราก็ต้องลงทุนและอัพเดท Content ที่จะตอบโจทย์ลูกค้าได้ รวมถึงการจดโดเมนและองค์ประกอบอื่นๆด้วยครับ เพราะสุดท้ายแล้ว เว็บไซต์มันก็คือหน้าร้านของเรา ถ้าเราทำไม่ดี คนก็ไม่อยากเข้ามาดูหรอกครับ

===============================================

สามารถติดตามเรา PSO ( Passive Selling Online ) ได้หลายช่องทางดังนี้

Facebook Page: passivesellingonline

LINE: @psocourse (อย่าลืมใส่เครื่องหมาย @ ด้วยนะครับ)


สงครามอีคอมเมิร์ซในประเทศไทย “Lazada ครองแชมป์ Shopee มาแรง”

สงครามอีคอมเมิร์ซในประเทศไทย-“Lazada-ครองแชมป์-Shopee-มาแรง”

สงครามอีคอมเมิร์ซในประเทศไทย “Lazada ครองแชมป์ Shopee มาแรง”

วันนี้ตั้งหลักออนไลน์ขอพามาดูสถานการณ์ของสงครามธุรกิจอีคอมเมิร์ซในประเทศไทย เพราะกำลังเข้มข้นและน่าจับตามองมาก

ที่สำคัญคือ สำหรับผู้ประกอบการไทยที่กำลังมองหาโอกาสเริ่มต้นธุรกิจอีคอมเมิร์ซ จะได้ประเมินว่า เราควรใช้แพลทฟอร์มไหน หรือรู้ว่ามีการแข่งขันอย่างไรบ้างครับ

สถิติการใช้อินเทอร์เน็ตของคนไทย

ก่อนอื่นมาดูสถิติการใช้งานอินเทอร์เน็ตของคนไทยเล็กน้อย เนื่องจากเป็นตัวที่สนับสนุนว่า ธุรกิจอีคอมเมิร์ซมีอากสดีจริงๆหรือไม่

มีรายงานจาก wearesocial ระบุว่าประชากรไทยกว่า 69 ล้านคน มีสถิติการใช้งานอินเทอร์เน็ตมากกว่า 57 ล้านคน โดยแบ่งเป็นผู้อยู่อาศัยในเขตเมืองมากกว่า 53% หรือประมาณ 82% ของประชากรทั้งหมด

สำหรับผู้ใช้งาน Active บนแอพลิเคชั่นโซเชียลมีเดียต่าง ๆ นั้น เวลานี้มีอยู่ที่ประมาณ 51 ล้านคน หรือคิดเป็น 74% ของประชากรทั้งหมดเลยทีเดียว

Lazada ยังครองแชมป์

Lazada หัวหอกใหญ่ด้านธุรกิจอีคอมเมิร์ซของบริษัทอาลีบาบา ยักษ์ใหญ่ของจีน ถือว่าเป็นหัวหอกอันดับหนึ่งทั้งในประเทศไทยและในอาเซียน

ยิ่งล่าสุด ทางอาลีบาบาได้อัดฉีดเงินลงทุนมากกว่า 2,000 ล้านเหรียญเพื่อทุ่มให้ Lazada ครองตลาดและเข้าถึงการใช้งานของผู้คนในไทยและอาเซียนโดยเฉพาะ เรียกว่ายอมขาดทุนเลย ขอเพียงทำให้คนไทยใช้งาน Lazada มากขึ้นก็พอ ทั้งคนขายและคนซื้อ

เวลานี้ร้านค้าบน Lazada มีการแข่งขันสูงมาก โดยเฉพาะสงครามราคา แต่ขณะเดียวกัน Lazada ถือว่าได้รับความเชื่อถือสูงสุดสำหรับอีคอมเมิร์ซในไทยเวลานี้ ทั้งในแง่คุณภาพสินค้า การจัดส่ง รับประกัน และอื่นๆ โดยเฉพาะสินค้าประเภทแบรนด์เนม

แต่ปัญหาของ Lazada ก็มีเหมือนกัน คือถ้าไม่ใช่สินค้าแบรนด์เนมที่มีชื่อเสียงในระดับหนึ่ง หรือถ้าไม่ใช่สินค้าจากตัวแทนจำหน่ายที่มีประวัติที่ดีมาก่อน สินค้าบางประเภทที่อยู่นอกกลุ่มอุปโภค โดนวิจารณ์ว่าใช้งานแทบไม่ได้จริง เนื่องจากสินค้าจาก Lazada ก็มีการนำเข้ามาจากโรงงานในจีนซึ่งถือว่าเป็นโรงงานโลกในเวลานี้ สินค้าบางประเภท จึงอาจจะไม่ได้เหมาะกับการใช้งานในประเทศไทย หรืออยู่ในข่ายที่ว่า เอาเข้ามาแล้ว แต่ไม่รู้จะขายใครนั่นเอง

ถึงจะมีปัญหาบ้าง แต่ข้อดีอย่างหนึ่งคือการขอเงินคืน แม้ขั้นตอนจะยุ่งยากไปบ้าง แต่ก็การันตีเงินคืนได้ในระดับหนึ่ง

อย่างไรก็ตาม เวลานี้ Lazada ยังคงเป็นแบรนด์อันดับหนึ่งของไทยและในอาเซียน และกลายเป็นแพลตฟอร์มสำหรับอีคอมเมิร์ซที่มีผู้ใช้บริการสูงสุดในประเทศไทยในปี 2018 ที่ผ่านมาด้วย

Shopee กำลังมาแรง

เป็นอีกหนึ่งช่องทางที่มาแรงสุดๆ สำหรับ Shopee อีคอมเมิร์ซชื่อดังจากสิงคโปร์ ซึ่งล่าสุดสามารถทำยอดการดาวโหลดทาง App Store สูงสุดเป็นอันดับหนึ่ง

เนื่องจากเป็นช่องทางที่มาทีหลัง จึงมีโปรโมชั่นลดราคากันเต็มที่ สำหรับร้านแต่ละแห่ง ข้อดีมากก็คือ ราคาที่ถูกสุดๆ แต่ปัญหาก็อย่างที่พบคือ สงครามการตัดราคาที่โหดมาก สำหรับสินค้าที่ได้รับความนิยม กรณีนี้ต้องประเมินดูเอาว่า ร้านไหนที่เชื่อถือได้

ซึ่งปัญหาอย่างหนึ่งคือ มีของปลอมอยู่มาก และเคลมของได้ยาก ถ้าได้มาแล้วใช้งานไม่ได้ และการติดต่อกับร้านค้าก็อาจจะมีปัญหาได้เช่นกัน

สุดท้ายแล้ว ในกรณีที่ต้องการประเมินว่า สินค้าดีหรือไม่อย่างไรนั้น มีคำแนะนำคือ ลองทำตัวว่าเราเป็นลูกค้า เป็นคนช็อปปิ้งออนไลน์ที่ต้องสั่งของดูครับ อย่าประเมินในสถานะของผู้ค้าครับ

===============================================

สามารถติดตามเรา PSO ( Passive Selling Online ) ได้หลายช่องทางดังนี้

Facebook Page: passivesellingonline

LINE: @psocourse (อย่าลืมใส่เครื่องหมาย @ ด้วยนะครับ)


Amazon ยักษ์ใหญ่สหรัฐบุกอินเดีย เจาะตลาดค้าปลีกออฟไลน์และออนไลน์

Amazon-ยักษ์ใหญ่สหรัฐบุกอินเดีย-เจาะตลาดค้าปลีกออฟไลน์และออนไลน์1

Amazon ยักษ์ใหญ่สหรัฐบุกอินเดีย เจาะตลาดค้าปลีกออฟไลน์และออนไลน์

บรรดาธุรกิจค้าปลีกออนไลน์ ต่างก็จับตาสถานการณ์ที่ Walmart กำลังตั้งกำแพงเพื่อป้องกันการรุกของ Amazon

ซึ่งล่าสุดก็มีรายงานจากสื่อญี่ปุ่นเช่น Asian Nikkei ที่ได้รายงานสถานการณ์ของ Amazon ในการบุกตลาดอินเดีย ณ  เมืองมุมไบ เมื่อบริษัท Walmart ได้เข้าซื้อหุ้นกว่า 77% ของบริษัท Flipkart ผู้ให้บริการ Online Store รายใหญ่ของอินเดียในปีนี้

ทั้งนี้ หลายฝ่ายเชื่อว่าเพื่อเป็นการสร้างกำแพงที่จะสกัดกั้นการรุกเข้ามาในอินเดียของบริษัท Amazon ยักษ์ใหญ่ทางด้านอีคอมเมิร์ซของโลก ซึ่งเวลานี้กำลังขยายช่องทางธุรกิจออกไปทั่วโลกอย่างก้าวกระโดดในช่วงหลายปีที่ผ่านมา

Amazon เตรียมรุกค้าปลีกอินเดีย

ธุรกิจค้าปลีกบนออนไลน์กำลังกลายเป็นกระแสหลักใหม่ที่ทุนยักษ์ใหญ่ทั่วโลกจ้องกันตาเป็นมัน แล้วก็เป็นที่ทราบกันดีว่า ในเวลานี้ทางบริษัท Amazon ก็กำลังมองหาโอกาสที่จะขยายกิจการเข้ามาในหลายประเทศ โดยเฉพาะประเทศที่กำลังมีการเติบโตด้านการค้าปลีกแบบออนไลน์และออฟไลน์ผสมผสานกัน

ทางด้าน Jeff Bezos CEO ของ Amazon ได้กล่าวถึงการเข้ารุกอินเดียว่า เวลานี้พวกเขาใกล้ที่จะบรรลุข้อตกลงสำหรับการเข้าซื้อหุ้นกว่า 9.5% ในกลุ่ม Future Retail ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ให้บริการ Chain Store รายใหญ่ที่สุดของอินเดีย โดยคาดว่าข้อตกลงจะบรรลุภายในสองสัปดาห์ข้างหน้า

หลายฝ่ายคาดว่า นี่อาจเป็นก้าวแรกของ Amazon ก่อนที่จะเข้าซื้อกิจการทั้งหมดโดยสมบูรณ์

แล้วยังมีสื่อท้องถิ่นของอินเดียที่รายงานว่า ตัวแทรของทั้งสองฝ่ายต่างก็เห็นพ้องกับข้อตกลงและเงื่อนไขต่าง ๆ ซึ่งสุดท้ายแล้วก็น่าจะทำให้ Amazon สามารถเข้าซื้อควบกิจการทั้งหมดของ Future Retail ได้สำเร็จภายใน 8-10 ปีข้างหน้า โดยเป็นไปตามข้อกฎหมายในการควบรวมกิจการของอินเดียด้วย

แล้วทำไมต้องเป็น Future Retail??

มารู้จักกับ Future Retail เพิ่มขึ้น

คำนี้ คนไทยส่วนใหญ่อาจจะไม่คุ้นเคยเท่าไรครับ แต่ทราบหรือไม่ว่า Future Retail เป็นแบรนด์ยักษ์ใหญ่ในอินเดีย ซึ่งเป็นผู้ให้บริการด้านธุรกิจค้าปลีกที่มีความหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นซุปเปอร์มาร์เก็ต บริการ Delivery จัดส่งถึงบ้าน

ในปัจจุบัน Future Retail มีสาขาอยู่ในเครือมากกว่า 1,000 แห่ง จาก 250 เมืองทั่วประเทศอินเดีย มีลูกค้ามากกว่า 500 ล้านคนที่เข้ามาเดินภายในซุปเปอร์มาร์เก็ตเพื่อซื้อสินค้าต่างๆ โดยมีองค์กรเอกชนและผู้ประกอบการมากกว่า 30,000 แห่งที่จัดส่งสินค้าและผลิตภัณฑ์มาจากทั่วประเทศ

ในเมื่อเป็น Chain Store ที่ใหญ่โตขนาดนี้ จึงไม่แปลกที่ Amazon ต้องการจะรุกคืบเข้ามาเป็นของตัวเองให้ได้ครับ

สงครามยักษ์ใหญ่ Amazon vs Walmart

ถ้าข้อตกลงดังกล่าวของ Amazon ลุล่วงได้จริง นี่จะถือว่าครั้งที่สามแล้ว ที่ยักษ์ใหญ่จากซีกโลกตะวันตกสามารถเข้ามาลงทุนในกิจการค้าปลีกขนาดใหญ่ของอินเดียได้

สำหรับสองครั้งก่อนหน้านี้ เป็นการควบรวมกิจการโดยยักษ์ใหญ่สำคัญอย่าง Walmart ซึ่งได้ประกาศเข้ามาซื้อกิจการของ Flipkart เป็นมูลค่ากว่า 1.6 หมื่นล้านเหรียญเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา และครั้งแรกนั้นก็เกิดจาก Amazon เอง เมื่อพวกเขาเข้ามาซื้อหุ้นราว 5% สำหรับ Shoppers Stop เป็นมูลค่ากว่า 25.3 ล้านเหรียญ เมื่อเดือนกันยายนปี 2017 ที่ผ่านมา

แน่นอนว่า การเคลื่อนไหวของ Amazon จึงนับเป็นการเปิดฉากปะทะกับ Walmart ในตลาดอีคอมเมิร์ซของอินเดียอย่างจริงจังเช่นกัน

สำหรับทางด้าน Walmart เองก็พยายามที่จะลงทุนใน Flipkart มากขึ้น ด้วยการสร้างระบบออนไลน์และออฟไลน์ผสมผสานกันเพื่อขยายช่องทางอีคอมเมิร์ซแบบครบวงจรอย่างเร่งด่วน ซึ่งการลงทุนกว่า 3.8 พันล้านเหรียญใน Flipkart เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ถือว่าสูงกว่าฝั่ง Amazon เสียอีก

แต่ทางด้าน Amazon เองก็มีส่วนแบ่งทางการตลาดเป็นมูลค่ากว่า 7.5 พันล้านเหรียญ ซึ่งถือว่าสูงกว่าราว 20% มากกว่า Flipkart ที่มีอยู่ 6.2 พันล้านเหรียญ

สุดท้ายแล้ว การแข่งขันระว่าง Amazon และ Walmart ในตลาดอินเดียผ่านบริษัทในเครือที่กำลังเกิดขึ้น ถือว่าน่าจับตามองมาก เนื่องจาก Future Retail ก็ถือว่าเป็นผู้ให้บริการค้าปลีกรายใหญ่ที่ได้รับความนิยมมากสำหรับชนชั้นกลางในอินเดีย โดยเป็นที่คาดหมายว่า การเข้ามาจับมือครั้งนี้ จะมีส่วนช่วยให้ Amazon มีความเข้าใจในพฤติกรรมและความคิดของคนอินเดียได้ดีขึ้นในอนาคตด้วย สำหรับการขยายตลาดเข้ามาในอินเดียและเอเชียใต้ ซึ่งถือว่าเป็นดินแดนลี้ลับอีกแห่งที่บริษัทจากสหรัฐอเมริกายังตีโจทย์ได้ไม่แตก

===============================================

สามารถติดตามเรา PSO ( Passive Selling Online ) ได้หลายช่องทางดังนี้

Facebook Page: passivesellingonline

LINE: คลิกที่รูป หรือค้นหา @psocourse (อย่าลืมใส่เครื่องหมาย @)


>