Category Archives for "บทความ อีคอมเมิร์ซ"

สงครามอีคอมเมิร์ซในประเทศไทย “Lazada ครองแชมป์ Shopee มาแรง”

สงครามอีคอมเมิร์ซในประเทศไทย-“Lazada-ครองแชมป์-Shopee-มาแรง”

สงครามอีคอมเมิร์ซในประเทศไทย “Lazada ครองแชมป์ Shopee มาแรง”

วันนี้ตั้งหลักออนไลน์ขอพามาดูสถานการณ์ของสงครามธุรกิจอีคอมเมิร์ซในประเทศไทย เพราะกำลังเข้มข้นและน่าจับตามองมาก

ที่สำคัญคือ สำหรับผู้ประกอบการไทยที่กำลังมองหาโอกาสเริ่มต้นธุรกิจอีคอมเมิร์ซ จะได้ประเมินว่า เราควรใช้แพลทฟอร์มไหน หรือรู้ว่ามีการแข่งขันอย่างไรบ้างครับ

สถิติการใช้อินเทอร์เน็ตของคนไทย

ก่อนอื่นมาดูสถิติการใช้งานอินเทอร์เน็ตของคนไทยเล็กน้อย เนื่องจากเป็นตัวที่สนับสนุนว่า ธุรกิจอีคอมเมิร์ซมีอากสดีจริงๆหรือไม่

มีรายงานจาก wearesocial ระบุว่าประชากรไทยกว่า 69 ล้านคน มีสถิติการใช้งานอินเทอร์เน็ตมากกว่า 57 ล้านคน โดยแบ่งเป็นผู้อยู่อาศัยในเขตเมืองมากกว่า 53% หรือประมาณ 82% ของประชากรทั้งหมด

สำหรับผู้ใช้งาน Active บนแอพลิเคชั่นโซเชียลมีเดียต่าง ๆ นั้น เวลานี้มีอยู่ที่ประมาณ 51 ล้านคน หรือคิดเป็น 74% ของประชากรทั้งหมดเลยทีเดียว

Lazada ยังครองแชมป์

Lazada หัวหอกใหญ่ด้านธุรกิจอีคอมเมิร์ซของบริษัทอาลีบาบา ยักษ์ใหญ่ของจีน ถือว่าเป็นหัวหอกอันดับหนึ่งทั้งในประเทศไทยและในอาเซียน

ยิ่งล่าสุด ทางอาลีบาบาได้อัดฉีดเงินลงทุนมากกว่า 2,000 ล้านเหรียญเพื่อทุ่มให้ Lazada ครองตลาดและเข้าถึงการใช้งานของผู้คนในไทยและอาเซียนโดยเฉพาะ เรียกว่ายอมขาดทุนเลย ขอเพียงทำให้คนไทยใช้งาน Lazada มากขึ้นก็พอ ทั้งคนขายและคนซื้อ

เวลานี้ร้านค้าบน Lazada มีการแข่งขันสูงมาก โดยเฉพาะสงครามราคา แต่ขณะเดียวกัน Lazada ถือว่าได้รับความเชื่อถือสูงสุดสำหรับอีคอมเมิร์ซในไทยเวลานี้ ทั้งในแง่คุณภาพสินค้า การจัดส่ง รับประกัน และอื่นๆ โดยเฉพาะสินค้าประเภทแบรนด์เนม

แต่ปัญหาของ Lazada ก็มีเหมือนกัน คือถ้าไม่ใช่สินค้าแบรนด์เนมที่มีชื่อเสียงในระดับหนึ่ง หรือถ้าไม่ใช่สินค้าจากตัวแทนจำหน่ายที่มีประวัติที่ดีมาก่อน สินค้าบางประเภทที่อยู่นอกกลุ่มอุปโภค โดนวิจารณ์ว่าใช้งานแทบไม่ได้จริง เนื่องจากสินค้าจาก Lazada ก็มีการนำเข้ามาจากโรงงานในจีนซึ่งถือว่าเป็นโรงงานโลกในเวลานี้ สินค้าบางประเภท จึงอาจจะไม่ได้เหมาะกับการใช้งานในประเทศไทย หรืออยู่ในข่ายที่ว่า เอาเข้ามาแล้ว แต่ไม่รู้จะขายใครนั่นเอง

ถึงจะมีปัญหาบ้าง แต่ข้อดีอย่างหนึ่งคือการขอเงินคืน แม้ขั้นตอนจะยุ่งยากไปบ้าง แต่ก็การันตีเงินคืนได้ในระดับหนึ่ง

อย่างไรก็ตาม เวลานี้ Lazada ยังคงเป็นแบรนด์อันดับหนึ่งของไทยและในอาเซียน และกลายเป็นแพลตฟอร์มสำหรับอีคอมเมิร์ซที่มีผู้ใช้บริการสูงสุดในประเทศไทยในปี 2018 ที่ผ่านมาด้วย

Shopee กำลังมาแรง

เป็นอีกหนึ่งช่องทางที่มาแรงสุดๆ สำหรับ Shopee อีคอมเมิร์ซชื่อดังจากสิงคโปร์ ซึ่งล่าสุดสามารถทำยอดการดาวโหลดทาง App Store สูงสุดเป็นอันดับหนึ่ง

เนื่องจากเป็นช่องทางที่มาทีหลัง จึงมีโปรโมชั่นลดราคากันเต็มที่ สำหรับร้านแต่ละแห่ง ข้อดีมากก็คือ ราคาที่ถูกสุดๆ แต่ปัญหาก็อย่างที่พบคือ สงครามการตัดราคาที่โหดมาก สำหรับสินค้าที่ได้รับความนิยม กรณีนี้ต้องประเมินดูเอาว่า ร้านไหนที่เชื่อถือได้

ซึ่งปัญหาอย่างหนึ่งคือ มีของปลอมอยู่มาก และเคลมของได้ยาก ถ้าได้มาแล้วใช้งานไม่ได้ และการติดต่อกับร้านค้าก็อาจจะมีปัญหาได้เช่นกัน

สุดท้ายแล้ว ในกรณีที่ต้องการประเมินว่า สินค้าดีหรือไม่อย่างไรนั้น มีคำแนะนำคือ ลองทำตัวว่าเราเป็นลูกค้า เป็นคนช็อปปิ้งออนไลน์ที่ต้องสั่งของดูครับ อย่าประเมินในสถานะของผู้ค้าครับ

===============================================

สามารถติดตามเรา PSO ( Passive Selling Online ) ได้หลายช่องทางดังนี้

Facebook Page: passivesellingonline

LINE: @psocourse (อย่าลืมใส่เครื่องหมาย @ ด้วยนะครับ)


Amazon ยักษ์ใหญ่สหรัฐบุกอินเดีย เจาะตลาดค้าปลีกออฟไลน์และออนไลน์

Amazon-ยักษ์ใหญ่สหรัฐบุกอินเดีย-เจาะตลาดค้าปลีกออฟไลน์และออนไลน์1

Amazon ยักษ์ใหญ่สหรัฐบุกอินเดีย เจาะตลาดค้าปลีกออฟไลน์และออนไลน์

บรรดาธุรกิจค้าปลีกออนไลน์ ต่างก็จับตาสถานการณ์ที่ Walmart กำลังตั้งกำแพงเพื่อป้องกันการรุกของ Amazon

ซึ่งล่าสุดก็มีรายงานจากสื่อญี่ปุ่นเช่น Asian Nikkei ที่ได้รายงานสถานการณ์ของ Amazon ในการบุกตลาดอินเดีย ณ  เมืองมุมไบ เมื่อบริษัท Walmart ได้เข้าซื้อหุ้นกว่า 77% ของบริษัท Flipkart ผู้ให้บริการ Online Store รายใหญ่ของอินเดียในปีนี้

ทั้งนี้ หลายฝ่ายเชื่อว่าเพื่อเป็นการสร้างกำแพงที่จะสกัดกั้นการรุกเข้ามาในอินเดียของบริษัท Amazon ยักษ์ใหญ่ทางด้านอีคอมเมิร์ซของโลก ซึ่งเวลานี้กำลังขยายช่องทางธุรกิจออกไปทั่วโลกอย่างก้าวกระโดดในช่วงหลายปีที่ผ่านมา

Amazon เตรียมรุกค้าปลีกอินเดีย

ธุรกิจค้าปลีกบนออนไลน์กำลังกลายเป็นกระแสหลักใหม่ที่ทุนยักษ์ใหญ่ทั่วโลกจ้องกันตาเป็นมัน แล้วก็เป็นที่ทราบกันดีว่า ในเวลานี้ทางบริษัท Amazon ก็กำลังมองหาโอกาสที่จะขยายกิจการเข้ามาในหลายประเทศ โดยเฉพาะประเทศที่กำลังมีการเติบโตด้านการค้าปลีกแบบออนไลน์และออฟไลน์ผสมผสานกัน

ทางด้าน Jeff Bezos CEO ของ Amazon ได้กล่าวถึงการเข้ารุกอินเดียว่า เวลานี้พวกเขาใกล้ที่จะบรรลุข้อตกลงสำหรับการเข้าซื้อหุ้นกว่า 9.5% ในกลุ่ม Future Retail ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ให้บริการ Chain Store รายใหญ่ที่สุดของอินเดีย โดยคาดว่าข้อตกลงจะบรรลุภายในสองสัปดาห์ข้างหน้า

หลายฝ่ายคาดว่า นี่อาจเป็นก้าวแรกของ Amazon ก่อนที่จะเข้าซื้อกิจการทั้งหมดโดยสมบูรณ์

แล้วยังมีสื่อท้องถิ่นของอินเดียที่รายงานว่า ตัวแทรของทั้งสองฝ่ายต่างก็เห็นพ้องกับข้อตกลงและเงื่อนไขต่าง ๆ ซึ่งสุดท้ายแล้วก็น่าจะทำให้ Amazon สามารถเข้าซื้อควบกิจการทั้งหมดของ Future Retail ได้สำเร็จภายใน 8-10 ปีข้างหน้า โดยเป็นไปตามข้อกฎหมายในการควบรวมกิจการของอินเดียด้วย

แล้วทำไมต้องเป็น Future Retail??

มารู้จักกับ Future Retail เพิ่มขึ้น

คำนี้ คนไทยส่วนใหญ่อาจจะไม่คุ้นเคยเท่าไรครับ แต่ทราบหรือไม่ว่า Future Retail เป็นแบรนด์ยักษ์ใหญ่ในอินเดีย ซึ่งเป็นผู้ให้บริการด้านธุรกิจค้าปลีกที่มีความหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นซุปเปอร์มาร์เก็ต บริการ Delivery จัดส่งถึงบ้าน

ในปัจจุบัน Future Retail มีสาขาอยู่ในเครือมากกว่า 1,000 แห่ง จาก 250 เมืองทั่วประเทศอินเดีย มีลูกค้ามากกว่า 500 ล้านคนที่เข้ามาเดินภายในซุปเปอร์มาร์เก็ตเพื่อซื้อสินค้าต่างๆ โดยมีองค์กรเอกชนและผู้ประกอบการมากกว่า 30,000 แห่งที่จัดส่งสินค้าและผลิตภัณฑ์มาจากทั่วประเทศ

ในเมื่อเป็น Chain Store ที่ใหญ่โตขนาดนี้ จึงไม่แปลกที่ Amazon ต้องการจะรุกคืบเข้ามาเป็นของตัวเองให้ได้ครับ

สงครามยักษ์ใหญ่ Amazon vs Walmart

ถ้าข้อตกลงดังกล่าวของ Amazon ลุล่วงได้จริง นี่จะถือว่าครั้งที่สามแล้ว ที่ยักษ์ใหญ่จากซีกโลกตะวันตกสามารถเข้ามาลงทุนในกิจการค้าปลีกขนาดใหญ่ของอินเดียได้

สำหรับสองครั้งก่อนหน้านี้ เป็นการควบรวมกิจการโดยยักษ์ใหญ่สำคัญอย่าง Walmart ซึ่งได้ประกาศเข้ามาซื้อกิจการของ Flipkart เป็นมูลค่ากว่า 1.6 หมื่นล้านเหรียญเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา และครั้งแรกนั้นก็เกิดจาก Amazon เอง เมื่อพวกเขาเข้ามาซื้อหุ้นราว 5% สำหรับ Shoppers Stop เป็นมูลค่ากว่า 25.3 ล้านเหรียญ เมื่อเดือนกันยายนปี 2017 ที่ผ่านมา

แน่นอนว่า การเคลื่อนไหวของ Amazon จึงนับเป็นการเปิดฉากปะทะกับ Walmart ในตลาดอีคอมเมิร์ซของอินเดียอย่างจริงจังเช่นกัน

สำหรับทางด้าน Walmart เองก็พยายามที่จะลงทุนใน Flipkart มากขึ้น ด้วยการสร้างระบบออนไลน์และออฟไลน์ผสมผสานกันเพื่อขยายช่องทางอีคอมเมิร์ซแบบครบวงจรอย่างเร่งด่วน ซึ่งการลงทุนกว่า 3.8 พันล้านเหรียญใน Flipkart เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ถือว่าสูงกว่าฝั่ง Amazon เสียอีก

แต่ทางด้าน Amazon เองก็มีส่วนแบ่งทางการตลาดเป็นมูลค่ากว่า 7.5 พันล้านเหรียญ ซึ่งถือว่าสูงกว่าราว 20% มากกว่า Flipkart ที่มีอยู่ 6.2 พันล้านเหรียญ

สุดท้ายแล้ว การแข่งขันระว่าง Amazon และ Walmart ในตลาดอินเดียผ่านบริษัทในเครือที่กำลังเกิดขึ้น ถือว่าน่าจับตามองมาก เนื่องจาก Future Retail ก็ถือว่าเป็นผู้ให้บริการค้าปลีกรายใหญ่ที่ได้รับความนิยมมากสำหรับชนชั้นกลางในอินเดีย โดยเป็นที่คาดหมายว่า การเข้ามาจับมือครั้งนี้ จะมีส่วนช่วยให้ Amazon มีความเข้าใจในพฤติกรรมและความคิดของคนอินเดียได้ดีขึ้นในอนาคตด้วย สำหรับการขยายตลาดเข้ามาในอินเดียและเอเชียใต้ ซึ่งถือว่าเป็นดินแดนลี้ลับอีกแห่งที่บริษัทจากสหรัฐอเมริกายังตีโจทย์ได้ไม่แตก

===============================================

สามารถติดตามเรา PSO ( Passive Selling Online ) ได้หลายช่องทางดังนี้

Facebook Page: passivesellingonline

LINE: คลิกที่รูป หรือค้นหา @psocourse (อย่าลืมใส่เครื่องหมาย @)


ใส่ Keyword จำนวนมากใน Content ไม่ได้ช่วยให้ SEO ได้คะแนนดีเสมอไป

ใส่ Keyword จำนวนมากใน Content ไม่ได้ช่วยให้ SEO ได้คะแนนดีเสมอไป

ใส่ Keyword จำนวนมากใน Content ไม่ได้ช่วยให้ SEO ได้คะแนนดีเสมอไป

ตั้งหลักออนไลน์อยากแชร์บทเรียนหนึ่งของการทำ Content โดยเฉพาะการเน้นทำ SEO ครับว่า สิ่งที่เราเคยทำ มันอาจจะไม่ได้ผลเสมอไป

กรณีนี้คือ การใช้ “Keyword Density” หมายถึง "การใช้ความหนาแน่นของคีย์เวิร์ด”

เนื่องจากเรื่องนี้เคยเป็นกลยุทธ์อย่างหนึ่งที่คนทำ Content และเจ้าของเว็บไซต์หลายคนชอบใช้กันมาก และเคยเป็นความเชื่อว่า เนื้อหาและบทความนั้นจะต้องทำ Title Tag หรือติด Tag Keyword เยอะๆ

แต่เวลานี้โลกเปลี่ยนแปลงไปแล้ว การใช้ “Keyword Density” ก็ไม่ได้การันตีว่าเว็บไซต์ของคุณจะติดหน้าแรกของ Google ได้นานๆหรือยั่งยืนครับ

นั่นเพราะว่า เมื่อข้อมูลใน Google มีมากขึ้น ผู้ค้นหาฉลาดขึ้น ระบบการค้นหาของ Google เองก็มีการปรับเปลี่ยน และคัดกรองข้อมูลที่มีคุณภาพมากขึ้นเช่นกัน

ตัวอย่างเช่น ถ้าเราทำเว็บไซต์หรือเพจเกี่ยวกับการขายอาหารเสริมช่วยเรื่องภูมิแพ้ หรือทำเพจ ขายสินค้าสำหรับนักกีฬา รองเท้าวิ่ง เครื่องออกกำลังกาย

ทีนี้ ถ้าเป็นกลยุทธ์เก่าๆ หนึ่งในวิธีการที่นำมาใช้เพื่อจะดันเว็บไซต์และเพจให้ขึ้นหน้าแรกของ Google ก็เลยเลือกใช้วิธีติด Tag คำว่าอาหารเสริมและช่วยแก้ภูมิแพ้เอาไว้เยอะๆ ไว้ใน Content

โอเคละครับว่า วิธีการแบบนั้นอาจจะเคยใช้การแล้วได้ผล

แต่มันเมื่อ 10 ปีก่อน ไม่ใช่กับในเวลานี้ ไม่ใช่ปี 2019

สาเหตุข้อหนึ่งเป็นเพราะว่าในเวลานี้ระบบค้นหา Google เองก็ได้อัพเกรดตัวเองขึ้นมา เช่นเดียวกับผู้บริโภคที่ต้องการรับสารและเสพข้อมูลดีๆ มากกว่าจะเข้าไปอ่านเนื้อหาที่บ้าใส่ Keyword ให้มากๆ เพียงเพื่อต้องการขึ้นในหน้าแรกๆของ Google

โอเคว่า ถ้าเป็นสมัยก่อนอาจจะเป็นแบบนั้น แต่การปรับเปลี่ยนระบบของ Google และการค้นหาข้อมูลของผู้คนที่เพิ่มมากขึ้น มีความต้องการเนื้อหาและข้อมูลที่สามารถแก้ไขปัญหาได้จริงมากขึ้น การทำ SEO ด้วยกลยุทธ์โบราณอย่างการเน้น Keyword แต่ปรากฏว่าภายใน Content กลับไม่มีเนื้อหาที่ดีมากพอ หรือเป็นข้อมูลที่ต้องการเรียกดราม่า มันใช้ไม่ได้อีกแล้ว

เวลานี้คือยุคที่เราต้องแข่งขันด้วย “Content ที่มีคุณภาพ” “อยู่ในความสนใจของผู้คน” “ให้ข้อมูลที่แก้ไขปัญหาได้จริง”

จากนั้นค่อยทำการผสมผสานกับวิธีการอื่นๆ เช่น การทำ SEO หรือการหมั่นอัพเดทอย่างต่อเนื่อง แล้วมุ่งปั้น Keyword และการทำ Google Adwords ที่เฉพาะเจาะจงกับกลุ่มผู้อ่านหรือลูกค้าของเรามากขึ้นนั่นเอง

นอกจากนี้ ระบบอัลกอริธึมของ Google ก็ทำให้การประมวลผลสำหรับการค้นหาเว็บไซต์ต่างๆ ทำให้ Keyword ที่เหมาะสมจะนำมาใช้ทำต่อ 1 หน้าของเว็บเพจ จะถูกจำกัดลงไปด้วย ดังนั้นการอัด Keywords จึงอาจจะถูก Google ตัดคะแนนด้วยซ้ำไปครับ

ซึ่งเชื่อเถอะว่า ในระยะยาวแล้ว วิธีนี้ไม่ควรทำครับ

เพราะสุดท้ายแล้ว เราก็ต้องมาทำ Re-Branding ด้วยการสร้าง Content ที่มีคุณภาพอยู่ดีนั่นเอง

===============================================

สามารถติดตามเรา PSO ( Passive Selling Online ) ได้หลายช่องทางดังนี้

Facebook Page: passivesellingonline

LINE: คลิกที่รูป หรือค้นหา @psocourse (อย่าลืมใส่เครื่องหมาย @)


9 ปัญหาที่คนมักเข้าใจผิดเกี่ยวกับ SEO

9 ปัญหาที่คนมักเข้าใจผิดเกี่ยวกับ SEO

9 ปัญหาที่คนมักเข้าใจผิดเกี่ยวกับ SEO

เคยสงสัยกันหรือไม่ครับว่า สร้างเว็บไซต์ จ้างทำ SEO แต่ทำไมคนเข้าดูไม่ได้ตามเป้า เว็บเรายังมีอันดับใน Google ต่ำอยู่ ทั้งที่ผ่านไป 5-6 เดือนแล้ว แถมพอหยุดทำ คราวนี้เว็บกระเด็นหายไปเลยก็มี

วันนี้ ตั้งหลักออนไลน์จึงรวม 9 ปัญหาที่คนมักเข้าใจผิดเกี่ยวกับ SEO เพื่อที่เราจะได้ไม่ตกหลุมพรางแล้วจะได้ตั้งเป้าหมายกันใหม่ครับ

1.SEO ไม่ได้การันตีอันดับบน Google

อ้าว ถ้าแบบนั้นแล้วจะมีจ้างทำไม ต้องอธิบายก่อนว่า การทำ SEO ไม่ได้ช่วยให้ติดอันดับบน Google Ranking ได้ทันทีครับ โดยส่วนมากแล้วเราพบว่าการแข่งขันที่รุนแรงในบางสินค้าและบริการ กับเว็บเพจจำนวนมากที่มี Content ไม่มากนัก แถมยังมีการอัพเดทค่อนข้างน้อย (แค่ 1-3 ครั้งต่อเดือน) ก็ทำให้โอกาสที่จะมีอันดับสูงมันยากไปด้วย ดังนั้นส่วนใหญ่การทำ SEO จึงต้องการเวลาอย่างน้อย 3-6 เดือน ในการติดอันดับบนหน้าแรก

ที่สำคัญคือ ใครก็ทำได้ ขอเพียงมีเครื่องมือ และมีความรู้ การแข่งขันจึงมากเป็นธรรมดา

2.SEO ไม่ได้การันตียอดขายบนออนไลน์เสมอไป

สำหรับเว็บที่มุ่งทำธุรกิจบนออนไลน์ มีความจำเป็นต้องทำการตลาดด้วยโฆษณาเพื่อให้การเข้าถึงผู้บริโภคเพิ่มมากขึ้นก็จริง แต่สิ่งที่ปรากฏคือ หลายครั้งมันก็ไม่ได้การันตียอดขายเสมอไป เพราะบางครั้งกลายเป็นว่ากลุ่มเป้าหมายที่ต้องการให้เข้ามานั้น ไม่ใช่กลุ่มลูกค้าหลักของสินค้าและบริการที่เรามีอยู่นั่นเอง

3.อัด Keyword มากไป โดนตัดคะแนน

การทำ SEO จะให้ได้ผลหรือไม่นั้น ไม่ได้แปลว่าการใส้ Keyword เข้าไปมากๆคือคำตอบ เพราะตัวจับของ Google ก็ไม่ได้โง่ แถมยังปัดคะแนนให้ลดต่ำลงด้วย ถ้าหากใส่ Keywords มากเกินไปใน Content

สำหรับแนวคิดการแท็กหรือใส่ Keywords หลักเข้าไปมากๆ เรียกว่า Keyword Density” หรือก็คือ “การใช้ความหนาแน่นของคีย์เวิร์ด” เคยเป็นกลยุทธ์หลักข้อหนึ่งที่คนทำ SEO และเจ้าของเว็บไซต์มักนำมาใช้ สาเหตุเพราะมีการคิดกันว่าวิธีนี้จะช่วยดันอันดับของเว็บไซต์หรือเพจให้ขึ้นบนหน้าแรกของ Google ได้อย่างรวดเร็ว

แต่ในเวลานี้โลกเปลี่ยนแปลงไปแล้ว การเน้น Keyword Density” ไม่ได้เป็นตัวการันตีว่าเว็บไซต์ของคุณจะติดหน้าแรกของ Google ได้นานๆหรือยั่งยืนอีกต่อไปแล้วครับ สาเหตุสำคัญมาจากการเปลี่ยนแปลงอัลกอริธึมของ Google และการฟีดหน้าจอของ Facebook ที่มีความสามารถในการจับคำและเนื้อหาได้ดีขึ้น รวมถึงการจำกัดคำหลักต่อเนื้อหา 500 คำ ให้ลดน้อยลงไปด้วยนั่นเอง

           

4.จ่ายมาก ก็ไม่ได้แปลว่าจะช่วยดันให้อยู่อันดับสูงๆ

การจ่ายค่าโฆษณา หรือค่าทำ SEO ก็ไม่ได้การันตีว่าจะช่วยนำความสำเร็จมาให้เสมอไป ขึ้นอยู่กับประเภทของเว็บไซต์และธุรกิจของคุณด้วย ซึ่งก็เกี่ยวข้องกับแบรนด์ของคุณเองเช่นกันว่าเข้มแข็งแค่ไหน ซึ่งสุดท้ายแล้ว มันอยู่ที่ Content ของเว็บเราด้วยว่า น่าสนใจและน่าเชื่อถือขนาดไหน

5.Backlinks ใส่มาก ก็ใช่ว่าจะดี

การมี Backlinks นั้น โดยแท้แล้วจะมีคุณค่าก็ต่อเมื่อเป็น Backlinks แบบธรรมชาติ

แต่ที่พบคือ บางเว็บไซต์พยายามทำทุกอย่างเพื่อให้ได้ Backlinks ไปจนถึงสแปมหรือนำไปแชร์ในกลุ่มและเว็บไซต์ที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับสินค้าและบริการของเราเลย ก็อาจจะทำให้เกิดเป็นกระแสด้านลบกลับมาแทนได้ ซึ่งตัวอย่างของพวกที่ทำด้านนี้แล้วถูกโจมตีมากก็คือเว็บขายเครื่องสำอาง ขายครีมต่างๆ เป็นต้น

6.URL ไม่สื่อความหมายเท่าไหร่

เป็นข้อที่มีขีดจำกัด เพราะเว็บไซด์ส่วนมากจะยิง ID ในแบบ Dynamic Page ซึ่งรูปแบบนี้สำหรับตัวค้นหา Search Engine จะไม่ชอบ

ทางแก้คือ เราสามารถแก้ไข URL ให้มีความสัมพันธ์และมีความหมายได้เช่นกัน

7.Meta Tag เป็นเรื่องดี แต่ถ้าไม่ตรงเนื้อหาก็ไม่ช่วย

Meta Tag หรือการใส่ข้อความด้านล่างจากชื่อของลิ้งก์หรือหัวเรื่องของเราที่จะมองเห็นบน Google เป็นเรื่องที่จำเป็นต้องทำ เพราะช่วยเพิ่มคะแนนสำหรับ SEO ได้ดียิ่งขึ้น

แต่ปัญหาคือ บางครั้ง Meta Tag ที่ทำออกมานั้น ไม่สื่อเนื้อหาตรงกับในเว็บเท่าไหร่ ที่สำคัญคือการฝืนทำมากเกินไป ก็อาจจะทำให้ความน่าเชื่อถือของเว็บเราเสียหายไปด้วยเหมือนกัน

8. ทำเว็บ Flash Site ได้ความสวย แต่ SEO ไม่อ่าน

แน่นอนว่า ทำเว็บ Flash มันช่วยเพิ่มความสวยงามของเว็บ แต่ Search Engine มันอ่านไม่ได้

เพราะฉะนั้นคนที่ชอบทำ เพราะหวังว่าเว็บสวยแล้วจะส่งผล ต้องบอกว่า ไม่เกี่ยวนะครับ

9.เน้นแชร์ทางโซเชียลมากๆ ก็ไม่ได้การันตียอดวิวเสมอไป

ทำเว็บ ทำ Content แล้วแชร์ออกไปบนโซเชียล เช่น Facebook ก็เป็นเรื่องดี และจำเป็นเหมือนกันครับ เพราะช่วยเพิ่ม Engage แต่ในขณะเดียวกัน บางครั้งการแชร์มากๆอาจจะส่งผลลบแทน เพราะเมื่อหลายคนเห็นเนื้อหาเดิมๆซ้ำไปมา คนก็เบื่อ แถมยังมีกรณีที่ตับจับของ Facebook จับการแชร์เหล่านั้นแล้วไปแบนล็อคอินที่แชร์เนื้อหาบ่อยๆไปด้วย

โดยสรุป

อันที่จริงยังมีปัญหาและความเข้าใจผิดอีกจำนวนไม่น้อยทที่พบบ่อยเกี่ยวกับการทำ SEO โดยเฉพาะในยุคนี้ที่การแข่งขันรุนแรง และระบบค้นหาของ Google มีการปรับเปลี่ยนอยู่ประจำ

 ดังนั้นแม้ว่า SEO จะมีความจำเป็น แต่ก็ควรผสมผสานไปกับการทำ Content ที่จะตอบโจทย์ผู้ค้นหา และการทำโฆษณาที่เหมาะสมประกอบไปด้วยครับ

===============================================

สามารถติดตามเรา PSO ( Passive Selling Online ) ได้หลายช่องทางดังนี้

Facebook Page: passivesellingonline

LINE: คลิกที่รูป หรือค้นหา @psocourse (อย่าลืมใส่เครื่องหมาย @)


ปัญหา ทำเว็บขายของ แต่ไม่ขึ้นอันดับบน Google

ปัญหา ทำเว็บขายของ แต่ไม่ขึ้นอันดับบน Google

ปัญหา ทำเว็บขายของ แต่ไม่ขึ้นอันดับบน Google

มีปัญหากันหรือไม่ สำหรับเจ้าของกิจการที่ต้องการขยายธุรกิจมาขายของบนออนไลน์เพิ่ม แล้วเริ่มมาพบว่า คนไม่ค่อยเข้าเว็บไซต์ของเราเท่าไหร่ ซึ่งพอเจาะสาเหตุแล้ว พบว่าเว็บของเราไม่สามารถทำอันดับที่ดีบน Google ได้เลย ทั้งที่บางรายก็พยายามซื้อโฆษณาก็แล้ว ทำ SEO ก็แล้ว

ปัญหาเหล่านี้ พบบ่อยทั้งกับกิจการที่มีเว็บไซต์หลักของตัวเองอยู่แล้ว หรือเพิ่งเริ่มทำขึ้นใหม่ ยิ่งถ้าเป็นกิจการที่พยายามกระตุ้นยอดขายผ่านทางออนไลน์ ท่านอาจจะพบว่ามันไม่รุ่งเท่าที่ควร วันนี้ทางตั้งหลักออนไลน์เลยจะพามาดูว่า ปัญหายอดนิยมที่พบบ่อยสำหรับกรณีนี้ มีอะไรบ้างครับ

เว็บเนื้อหาไม่อัพเดท

ต้องถามย้อนว่า เราอัพเดทเนื้อหาหรือ Content ครั้งล่าสุดเมื่อไหร่

อันที่จริงแล้ว ไม่ได้แปลว่าการไม่อัพเดทเลยจะเป็นปัญหาใหญ่เสมอไป เพราะถ้าเป็นกิจการที่ปั้นขึ้นมาจนมีการค้นหาบนหน้า Google อยู่ในหน้าแรกสุดเป็นเวลาหลายปีอยู่แล้ว หรือว่ากิจการของเราเป็นตัว TOP ในสินค้าและบริการประเภทของตนเอง ต่อให้ไม่ได้มีการขยับอัพเดท Content อะไรเป็นิเศษ แต่เราก็จะพบว่าเว็บของเรายังมีการค้นหาอยู่ในอันดับแรกๆของ Google ซึ่งนั่นก็เพราะเนื้อหาที่มีคุณภาพ มีการอ่านซ้ำบ่อยครั้ง

แต่ในการแข่งขันของเว็บที่ทำเพื่อเชิงพาณิชย์ ต้องยอมรับว่ามีการเบียดแย่งอันดับกันใน Google อยู่ตลอด ซึ่งถ้าเราชะล่าใจ ไม่ยอมอัพเดทอะไรเลย ก็มีสิทธิที่จะเสียอันดับต้นๆที่เราครองอยู่ในหน้าแรกไปได้เหมือนกัน โดยเฉพาะธุรกิจในครัวเรือนที่สินค้ามีคู่แข่งมาก หรือแบรนด์ของคุณยังไม่ได้ติดตลาดมากพอ

เว็บไซต์พัง โหลดช้า

ที่จริงแล้ว นี่เป็นลิสต์ข้อแรกๆที่ต้องดูก่อนเรื่องอื่น

มีบางกรณีที่เว็บไซต์พังหรือโหลดช้า ส่งผลต่อความน่าเชื่อถือของเว็บเองด้วย (Google นำข้อนี้มาคำนวณ) ตัวอย่างเช่น หัวข้อหรือลิ้งก์ในหน้าเว็บไซต์ของคุณพอกดเข้าไปแล้วมันกลับไปต่อไม่ได้ เว็บหาย หรือโหลดช้า โดยสาเหตุมีหลายประการ เช่น เพราะใช้ภาพใหญ่หรือทำกราฟฟิกมากเกินไป มีคลิปวีดีโอเยอะ แต่พื้นที่น้อย ทั้งหมดนี้เป็นปัญหาด้านเทคนิคที่ต้องคำนึงเป็นอันดับแรกสุดเสมอ และควรแก้ไขแต่เนิ่นๆ นั่นเพราะอาจจะทำให้เสียโอกาสทางการตลาดและการขายไปแล้ว

เนื้อหา Content ไม่สอดคล้องกับ Keywords

เราทำเว็บขายอะไร ต้องการสื่ออะไรถึงลูกค้า แต่ถ้า Content ของเว็บเรามันไม่ได้ครอบคลุมหรือมี Keywords ที่เกี่ยวข้องมากพอ ก็อาจจะส่งผลต่อการค้นหาของ Google เช่นกัน

มีบางกรณี บางเว็บพยายามที่จะใช้ Keywords ที่วุ่นวายเกินไปและไม่ได้ตอบโจทย์ความสนใจของผู้คน ก็เป็นไปได้ที่จะไม่พบเว็บของเราอยู่ในอันดับแรกๆ

ถ้าคุณขาดสินค้าอะไร ก็เน้นให้ตอบโจทย์ของสินค้าและบริการนั้น

ลิ้งก์เปลี่ยน หรือลิ้งก์หาย

กรณีนี้ ต้องตรวจสอบว่า เว็บไซต์ของเราได้ Backlink เข้ามาใหม่ หรือมีการเปลี่ยนแปลง หรือถึงขั้นหายไปเลยหรือไม่

สำหรับเครื่องมือของ Google สามารถช่วยตรวจสอบในกรณีเหล่านี้ได้ เช่น การใช้ Google Search Console เป็นต้น

Clickbait มากไป เสียความน่าเชื่อถือ

เป็นความผิดพลาดที่เกิดขึ้น หากว่าคนทำเว็บไซต์หรือคนทำ SEO บางรายจงใจทำพาดหัวเรื่องประเภท Click Bait หรือการเรียกร้องดราม่าและประเด็นแรงๆมากเกินไป แล้วใช้วีแชร์ไปตามกลุ่มต่างๆในโซเชียล เพื่อหวังจะเรียกให้คนเข้ามาอ่านมากๆ บางครั้งมันส่งผลเสียมากกว่าผลดีนั่นเอง

หรือสรุปง่ายๆว่า พอคลิกเข้าไปดูแล้ว มันไม่ได้ให้ข้อมูลหรือสิ่งที่คนค้นหาต้องการ แถมบางครั้งเป็นการ Copy & Paste ข่าวดราม่ามาตัดแปะอีก ซึ่งถ้าทำบ่อยๆ มีสิทธิที่ Google จะตัดคะแนนของเว็บไซต์เราครับ 

===============================================

สามารถติดตามเรา PSO ( Passive Selling Online ) ได้หลายช่องทางดังนี้

Facebook Page: passivesellingonline

LINE: คลิกที่รูป หรือค้นหา @psocourse (อย่าลืมใส่เครื่องหมาย @)


เมื่อธุรกิจออนไลน์ และ อีคอมเมิร์ซ ยังไงก็ต้องมา ในไทยเติบโตมูลค่า 1.2 แสนล้านบาท

เมื่อธุรกิจออนไลน์-และ-อีคอมเมิร์ซ-ยังไงก็ต้องมา-ในไทยเติบโตมูลค่า-1.2-แสนล้านบาท

เมื่อธุรกิจออนไลน์ และ อีคอมเมิร์ซ ยังไงก็ต้องมา ในไทยเติบโตมูลค่า 1.2 แสนล้านบาท

มีคำถามหนึ่งที่ทีมงาน ตั้งหลักออนไลน์ ได้รับมาบ่อยมากก็คือ

“ยุคนี้ขายของออนไลน์ยังไปรอดไหม”

“จะเริ่มตั้งหลักขายของออนไลน์ยังไงดี” (สมกับชื่อทีมงานเราเลย)

“ธุรกิจอีคอมเมิร์ซจะโตได้ไหม”

คำถามเหล่านี้เป็นเรื่องปกติครับ เพราะในช่วงหลังมานี้เราจะได้ยินคนพูดถึงกันมากขึ้นว่า “เราต้องเปิดขายของออนไลน์ หรือ ถ้ามีธุรกิจก็ต้องขยายช่องทางมาทำอีคอมเมิร์ซเพิ่มเติม”

หรือเรียกง่าย ๆ ว่าควรต้องเปิดหน้าร้านค้าบนโลกออนไลน์เพิ่ม เพราะเวลานี้ต้องยอมรับว่าเราจะขายของหรือบริการของเราแค่หน้าร้านทั่วไปแบบออฟไลน์ มันอาจจะไม่เพียงพอแล้วก็เป็นได้

แต่ถามว่า มันจะรุ่งได้จริงหรือไม่ เพราะหลายคนที่เริ่มเข้ามาจับธุรกิจบนออนไลน์ตรงนี้ก็อาจจะพบว่ามันไม่ง่ายอย่างที่คิด อีกทั้งยังมีการแข่งขันที่รุนแรงด้วย

ก่อนจะกังวล เรามีข้อมูลและสถิติการใช้งานอินเทอร์เน็ตของคนไทย และแนวโน้มในการเติบโตตรงนี้มาให้พิจารณากันครับ แล้วท่านอาจจะพบว่า ถึงเราไม่ทำ คนอื่นเขาก็ทำ แล้วยังไงอีคอมเมิร์ซก็ต้องมาอยู่ดีครับ

ธุรกิจออนไลน์ และ อีคอมเมิร์ซในไทย ยังคงเติบโต

มีรายงานจาก Statita ที่สำรวจว่า จนถึงไตรมาสที่ 3 ของปี 2018 ในประเทศไทย ธุรกิจออนไลน์ หรือ ธุรกิจอีคอมเมิร์ซมีมูลค่าทั้งสิ้นราว 3,757 ล้านเหรียญสหรัฐ

และคาดว่าภายในปี 2018-2023 จะมีการเติบโตขึ้นอีกราว 11.2%

รายงานยังบ่งชี้อีกว่า ภายในสิ้นปี 2023 ธุรกิจออนไลน์ในไทยจะมีมูลค่าไปแตะอยู่ที่ 6,384 ล้านเหรียญ

แล้วยังมีการคาดการณ์ว่า ประเภทของธุรกิจออนไลน์ที่มีส่วนแบ่งการตลาดและการเติบโตมากที่สุด คือกลุ่มสื่อบันเทิง และสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งจะมีมูลค่ากว่า 1,043 ล้านเหรียญสหรัฐ

มีการวิเคราะห์ว่า ปัจจัยหนึ่งมาจากพฤติกรรมของผู้บริโภค ที่มีการเปลี่ยนไปเสพข้อมูลข่าวสาร และ Content ต่าง ๆ บนช่องทางออนไลน์และโซเชียลมีเดียแทน รวมถึงการเลือกซื้อสินค้าประเภทอิเล็กทรอนิกส์ก็มีการใช้จ่ายผ่านทางออนไลน์มากขึ้น

ส่วนอันดับอื่น ๆ ก็ตามมาด้วยกลุ่มเครื่องสำอาง อาหาร ผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับสุขภาพ สกินแคร์ เสื้อผ้า แฟชั่น และ สินค้าประเภทไลพ์สไตล์

คนไทยใช้อินเทอร์เน็ตกว่า 82% จากทั้งประเทศ

มีรายงานจาก wearesocial ระบุว่าประชากรไทยกว่า 69 ล้านคน มีสถิติการใช้งานอินเทอร์เน็ตมากกว่า 57 ล้านคน โดยแบ่งเป็นผู้อยู่อาศัยในเขตเมืองมากกว่า 53% หรือประมาณ 82% ของประชากรทั้งหมด

สำหรับผู้ใช้งาน Active บนแอพลิเคชั่นโซเชียลมีเดียต่าง ๆ นั้น เวลานี้มีอยู่ที่ประมาณ 51 ล้านคน หรือคิดเป็น 74% ของประชากรทั้งหมด

ธุรกิจอีคอมเมิร์ซ ยังไงก็ต้องมา ไทยเติบโต 1.2 แสนล้านบาท

อ้างอิงจาก wearesocial/digital-in-2018

เมื่อชีวิตประจำวันกำลังอยู่บนมือถือ

มีข้อมูลที่ระบุว่า จำนวนผู้ใช้งานบนมือถือของไทยในเวลานี้ สูงกว่า 55.56 ล้านคน หรือคิดเป็น 80% ของประชากรทั้งหมด

สำหรับผู้ใช้งาน Active ของโซเชียลมีเดียผ่านทางมือถือ สูงถึง 46 ล้านคน คิดเป็น 67% ของประชากรทั้งหมด

หลายสำนักวิเคราะห์ว่า มีสองปัจจัยที่เกื้อหนุน คือ คนไทยมีพฤติกรรมในการใช้งานโซเชียลมีเดียที่เปลี่ยนแปลงไป โดยมีการใช้งานบนมือถือมากที่สุด และเริ่มมีความมั่นใจการใช้อินเทอร์เน็ตเพื่อทำธุรกรรมทางออนไลน์กับสถาบันทางการเงินมากขึ้นด้วย ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการที่ธนาคารและสถาบันการเงินเองที่ปรับตัวมาใช้ระบบทางออนไลน์เพิ่มขึ้นนั่นเอง นอกจากนี้ยังรวมถึงร้านค้าต่าง ๆ ที่พยายามดันระบบการขายและการจ่ายเงินให้เข้ามาอยู่ในเว็บไซต์และหน้าแพลตฟอร์มของตัวเองมากขึ้น ซึ่งก็สามารถดาวโหลดมาใช้งานบนมือถือได้อย่างง่าย ๆ ด้วย

ดังนั้น ไม่ใช่ว่าเราต้องปรับตัวเข้ากับธุรกิจออนไลน์หรือแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ แต่สถานการณ์มันกลับกันเลยครับ เพราะไม่ว่าอย่างไร ต่อไปนี้อีคอมเมิร์ซก็จะต้องเข้ามาหาชีวิตประจำวันของคนไทยอยู่ดีครับ

===============================================

สามารถติดตามเรา PSO ( Passive Selling Online ) ได้หลายช่องทางดังนี้

Facebook Page: passivesellingonline

LINE: คลิกที่รูป หรือค้นหา @psocourse (อย่าลืมใส่เครื่องหมาย @)

Lazada หัวหอกของอีคอมเมิร์ซจีนในอาเซียน กับเรื่องที่คนไทยควรรู้

alibaba lazada

Lazada เป็นช่องทางธุรกิจอีคอมเมิร์ซ ที่กำลังมาแรงที่สุดในประเทศไทยในเครือของ Alibaba

ซึ่งทาง ตั้งหลักออนไลน์ เองก็ขอรวบรวมข้อมูลที่น่าสนใจว่า มีเรื่องอะไรบ้างที่คนไทยควรทราบครับ

ไทยถูกเล็งว่าจะเป็น Hub ด้านดิจิทัลของอาเซียน

เนื่องจากยุทธศาสตร์ของหลายประเทศ ที่มองว่าประเทศไทยเป็นหนึ่งใน Hub ทางด้านดิจิทัลในภูมิภาคอาเซียน

ในเวลานี้เครือยักษ์ใหญ่ของจีนอย่าง Alibaba ก็ได้เข้ามาตกลงร่วมลงนามใน MOU กับประเทศไทยไว้หลายเรื่อง โดยเฉพาะในด้านการลงทุนระบบ Logistics เพื่อรองรับธุรกิจอีคอมเมิร์ซ ซึ่งกำลังมี Lazada เป็นหัวหอกสำคัญทางด้านนี้

ดังนั้นแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซและการพัฒนาทางด้านดิจิทัลกับตลาดไทยแบบออฟไลน์ดั้งเดิม จึงต้องเผชิญหน้าการเปลี่ยนแปลงและการผสมผสานกับช่องทางออนไลน์ที่ยังไงก็ตามจะเข้ามาในไทยแน่น

Asean, flags, maps, emblems, Island Info Samui

Lazada ยอมขาดทุนเพื่อเจาะตลาด

เรื่องนี้ไม่ต้องแปลกใจ เพราะแบ็กอัพใหญ่ของ Lazada ก็คือเครือ Alibaba ของแจ็คหม่า ซึ่งเข้ามาซื้อกิจการของ Lazada เพื่อให้เป็นหัวหอกด้านอีคอมเมิร์ซในอาเซียนเป็นหลัก

จากการทุ่มทุน Alibaba มากกว่า 2,000 ล้านเหรียญ เป้าหมายหลักจึงอยู่ที่ความต้องการส่งเสริมและผลักดัน Lazada ให้เป็นช่องทางอีคอมเมิร์ซอันดับหนึ่งในไทยและอาเซียนให้ได้ แน่นอนว่าผลประกอบการในช่วง 3-4 ปีหลัง แม้ว่าจะขาดทุนมาโดยตลอด แต่ก็มีจำนวนที่น้อยลงเรื่อย ๆ ซึ่งกลยุทธ์ที่หลายฝ่ายวิเคราะห์ไว้ก็คือ Lazada ถูกทำให้เป็นช่องทางนำเสนอในการดึงจำนวนผู้ใช้งานให้เข้ามามากที่สุดก่อน

แล้วในเวลานี้คงต้องยอมรับว่า Lazada ได้กลายเป็นช่องทางอีคอมเมิร์ซอันดับหนึ่งในประเทศไทยไปแล้ว

อีคอมเมิร์ซจากจีนกำลังขึ้นเป็นเบอร์หนึ่ง

ในเวลานี้ ธุรกิจอีคอมเมิร์ซของจีน กำลังกลายเป็นตลาดใหญ่สุดของโลก ซึ่งในด้านนี้กำลังแซงหน้าสหรัฐอเมริกาไปแล้วด้วย

ซึ่งถ้าอ้างอิงข้อมูลจากนิตยสาร Forbe ระบุว่า ในปี 2015 ผู้ใช้บริการระบบกระเป๋าเงินออนไลน์ E-Wallet ของจีน ซึ่งมีมูลค่าใช้งานอยู่ที่ 340,000 ล้านหยวน แต่ในปี 2017 ตัวเลขก็พุ่งไปแตะที่ 9,000,000 หยวน เลยทีเดียว

นั่นเท่ากับว่า พฤติกรรมการบริโภค การจ่ายเงินซื้อสินค้าของคนจีนและนักท่องเที่ยวจีนที่ออกไปต่างแดน ก็กำลังอยู่บนโลกออนไลน์มากขึ้นทุกที ซึ่งในประเทศไทยเอง จะมีลักษณะที่พบคือ การสแกนกับ QR Code ที่ร้านค้านั้นมีอยู่ แล้วชำระเงินด้วยแพลตฟอร์มอย่าง Alipay และ WeChat Pay ได้ ซึ่งถ้าร้านค้าปลีกหรือผู้ประกอบการไทยมีการเปิดใช้งาน ก็จะเพิ่มโอกาสในการจับตลาดนักท่องเที่ยวจีนได้ด้วย

Lazada เชิญชวน SME และผู้ค้าปลีกท้องถิ่น

เป็นกลยุทธ์ที่ทาง Lazada นำมาใช้ ด้วยการปรับค่าคอมมิชชันให้เหลือเพียง 0% เท่านั้น สำหรับสินค้าประเภทในท้องถิ่นหรือแบบ Local เพื่อเป็นการเชิญชวนผู้ค้าปลีกรายย่อยและท้องถิ่นให้เข้ามานำเสนอขายสินค้าในราคาที่ต่ำลง

แต่ในทางกลับกัน มันก็ส่งผลกระทบที่ทำให้ราคาสินค้าถูกลงมาก จนแทบจะเป็นการฆ่าผู้ค้าปลีกในช่องทางอื่นไปเลยเหมือนกัน

แพลตฟอร์มอื่นก็กำลังเริ่มมา

ในช่วงที่การแข่งขันอยู่ในยุคบุกเบิก จึงเป็นเรื่องของผลประโยชน์ระหว่างผู้ค้าหน้าใหม่และผู้ใช้บริการว่าจะสามารถตอบสนองได้แค่ไหน

สำหรับผู้เล่นรายสำคัญ นอกจาก Lazada ก็มีแพลตฟอร์มอื่นที่กำลังเริ่มสร้างชื่อเสียงและปั้นแบรนด์ของตนเองมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็น Shopee จากสิงคโปร์ และ Chilindo ของคนไทย นอกจากนี้ยังมีช่องทางการค้าออนไลน์ที่โยงกับ Line ก็มี Kamart ที่กำลังมาแรงเช่นกัน

มีระบบเปิดร้านและบริการส่งสินค้าที่รวดเร็ว

เป็นจุดแข็งสำคัญของ Lazada นอกจากใช้เวลารวดเร็ว ภายใน 1-2 วัน ทาง Lazada ยังจะช่วยรับผิดชอบกรณีที่เกิดความผิดพลาดในการส่งสินค้าด้วย

มีเปิดอบรม ระบบชัดเจน

เนื่องจากเป็นเรื่องของการเซ็นข้อตกลงร่วมกันกับรัฐบาลไทย ที่ทำให้อาลีบาบาเข้ามาเปิดโรงเรียนสอนธุรกิจอีคอมเมิร์ซในประเทศไทย โดผ่านทาง Taobao University และยังเปิดอบรมสอนการใช้งานและเปิดร้านสำหรับ Lazada ไปด้วย ยิ่งช่วยเพิ่มผู้ค้าให้มากและหลากหลายขึ้นอีกทางหนึ่งด้วย

สำหรับร้านค้าปลีกที่ต้องการเข้าร่วม ก็สามารถลงทะเบียนเป็นผู้ค้าได้อย่างง่าย ๆ ด้วยการกรอกข้อมูลสั้นๆเพียงแต่หน้าเดียว

สำหรับรายละเอียดอื่น จะนำเสนอในโอกาสต่อไปครับ

 

=============================================

สามารถติดตามเรา PSO ( Passive Selling Online ) ได้หลายช่องทางดังนี้

Facebook Page: passivesellingonline

LINE: @psocourse (อย่าลืมใส่เครื่องหมาย @)

มิถุนายน 27, 2019

ทำเพจและเว็บไซต์ขายของ แต่ระวังไม่มีคนเข้ามาดู

website ecommerce problem

เป็นกันหรือไม่ครับ สร้างเว็บไซต์ ทำเพจ ทำบล็อก สำหรับขายของ รีวิวสินค้า หรือทำ Content แต่ทำมาแล้วปรากฏว่า เว็บร้าง เพจไม่มีคนไลค์ ไม่มีคนแชร์ ไม่มีคอมเม้นท์ นอกจากต้องจ่ายค่าโฆษณา ยิงแอด ซื้อไลค์ ซึ่งสุดท้ายแล้วก็ไม่ได้เปลี่ยนเป็นยอดขายกลับมาเลย

มีลูกค้าและมิตรสหายหลายคนมาบ่นให้ทีมงานของตั้งหลักออนไลน์กันไม่น้อยเลยครับ และทางเราก็เชื่อว่าหลายคนต่างก็เคยพบเจอปัญหานี้กันมาก โดยเฉพาะคนที่ทำเว็บไซต์สำเร็จรูป แล้วหวังว่าจะให้เป็นหน้าร้าน จะมียอดขายเข้ามา

แต่ปรากฏว่า มันร้างเสียอย่างนั้น

วันนี้เรารวบรวมสาเหตุมาให้ดูกันว่า เพราะอะไรจึงเป็นแบบนั้น แล้วจะมีทางแก้ไขอย่างไรได้บ้างครับ

เว็บไซต์ หรือ เพจ ขาดแคลน Content

ระบบค้นหา Search Engine ของ Google จะมีการตรวจจับและให้คะแนนของเว็บไซต์และเพจต่าง ๆ ซึ่งถ้าให้คะแนนมาก ก็ยิ่งมีอันดับมาหน้าแรก ๆ มากขึ้น

สำหรับวิธีการที่นิยมใช้กัน ก็เช่น การผลิต Content ทำ SEO ไปจนถึงทำโฆษณาด้วย Google Adwords

แต่สำหรับเว็บหรือเพจที่แทบจะไม่มีการเคลื่อนไหว อัพเดทน้อย หรือทำ SEO แบบสายเทคนิค ไปจนถึงเน้นทำแบบ Copy & Paste มันก็มีแนวโน้มที่ Google จะตัดคะแนนลงเรื่อย ๆ อันดับก็ยิ่งตกไปด้วย จึงไม่ต้องแปลกใจที่เว็บของเราจะไม่ค่อยมีคนคลิกเข้ามาดูครับ เพราะอันดับหล่นไปไกลจากหน้าแรกนั่นแหละครับ

ยิงแอด ช่วยแก้ระยะสั้น

ในระยะสั้น การยิงแอดก็เป็นทางหนึ่งที่จำเป็นต้องทำคู่ขนานไป

แต่ในกรณีที่มีงบประมาณยิงแอดไม่มาก ควรต้องประเมินสถานการณ์ว่า เราควรต้องทุ่มเทให้กับผลิตภัณฑ์ และช่องทางจัดจำหน่ายมากกว่าหรือไม่ครับ เพราะบางครั้งการทำเว็บไซต์ให้หรูหราก็ไม่ได้จำเป็นมากนัก แต่ที่สำคัญคือ การอัพเดท และ Content ที่ดึงดูดลูกค้าได้

แต่สุดท้ายแล้ว คุณต้องทำให้มี Content ที่มีการเข้าถึงแบบ Organic Reach ให้มากขึ้นด้วยครับ

บางครั้ง Google ไม่เชื่อถือเว็บสำเร็จรูป

จะสื่อว่า การใช้เครื่องมือทำเว็บสำเร็จรูปไม่ใช่เรื่องผิดนะครับ เพราะทั่วโลกก็ใช้กัน แถมยังสะดวก รวดเร็ว ไม่ต้องเป็นโปรแกรมเมอร์ก็สามารถทำเว็บอย่างง่าย ๆ ขึ้นมาได้ แม้แต่คนดังทั่วโลกก็ยังใช้งานเครื่องมืออย่าง WordPress.com Wix.com หรือ Blogger.com ซึ่งก็มีการพัฒนากันตลอดเวลา

เพียงแต่ มันจะมีความแตกต่างเรื่องการจดทะเบียนโดเมนเอง การเช่าโฮสติ้ง หรือเช่าพื้นที่ Cloud เป็นของตัวเอง เพราะในแบบหลังคุณต้องเสียค่าใช้จ่าย ในขณะที่แบบแรกเป็นการทำเว็บไซต์ฟรี

ซึ่งระบบค้นหาของ Google จะไม่ค่อยเชื่อถือเว็บไซต์จากโดเมนฟรี แม้ว่าจะไม่ใช่ทุกกรณีก็ตาม

ทางแก้ไขดีที่สุดจากกรณีต่าง ๆ ก็คือ หมั่นสร้างและอัพเดท Content สามารถช่วยได้ในระยะยาว ซึ่งจะช่วยกระตุ้นการมองเห็นแบบ Organic Reach ให้มากขึ้น และยังเพิ่มความน่าเชื่อถือสำหรับตัวตรวจจับของ Google ให้กับเว็บของเรามากขึ้นด้วยครับ

แล้วสำหรับสายที่ทำ SEO ก็ต้องระวังที่จะไม่ใช้เทคนิคที่เสี่ยงทำให้ Google ปัดคะแนนตกเหมือนกันครับ ซึ่งเรื่องนี้จะนำเสนอในโอกาสหน้าครับ

 

=============================================

สามารถติดตามเรา PSO ( Passive Selling Online ) ได้หลายช่องทางดังนี้

Facebook Page: passivesellingonline

LINE: @psocourse (อย่าลืมใส่เครื่องหมาย @)

มิถุนายน 27, 2019

5 ปัจจัย อีคอมเมิร์ซของจีนกำลังมาแรงที่สุดในโลก

China eCommerce

กลับมาอีกครั้งกับตั้งหลักออนไลน์ วันนี้ขอพูดถึงเรื่องสำคัญใกล้ตัวของทุกท่านครับ นั่นคือเรื่องการค้าปลีกออนไลน์บนช่องทางอีคอมเมิร์ซ ซึ่งของจีนกำลังมาแรงที่สุดในโลก

แค่เพียง Lazada ช่องทางเดียว ก็เรียกว่าแรงสุด ๆ  

ทั้งนี้ถ้าเราลองย้อนกลับไปดูช่วงเวลา 7-8 ปีที่ผ่านมา ตั้งแต่ปี 2012-2018 เราจะพบว่าจีนได้กลายเป็นประเทศที่มีช่องทางของธุรกิจค้าปลีกบนโลกออนไลน์ หรือ ช่องทางอีคอมเมิร์ซ E-Commerce ที่กำลังมาแรงที่สุด เป็นอันดับต้น ๆ ของโลก ที่สำคัญคือ มันมีส่วนอย่างมากในการช่วยพลิกชีวิตผู้คนในประเทศจีนให้มีฐานะทางการเงินที่ดีขึ้นอีกด้วย

วันนี้มาลองดูว่า มีปัจจัยอะไรบ้าง ที่ส่งเสริมแบบนั้น แล้วไทยเราจะเอามาปรับใช้ได้หรือไม่ครับ

1.มือถือเครื่องเดียวทำได้ครบวงจร

ข้อนี้เป็นปัจจัยสำคัญที่สุดเลยก็ว่าได้ แต่ที่จริงแนวทางนี้ จีนไม่ใช่ประเทศแรกที่ริเริ่ม เพียงแต่ว่าการพัฒนาแพลตฟอร์มชื่อดังของโลกตะวันตกโดยส่วนใหญ่นั้น เป็นการพัฒนามาตั้งแต่ 2-3 ทศวรรษที่แล้วในยุคที่อินเทอร์เน็ตเพิ่งจะเริ่มบูม นั่นมีส่วนทำให้แพลตฟอร์มส่วนใหญ่ถูกออกแบบมาเพื่อใช้งานบนเครื่องคอมพิวเตอร์ Desk Top หรือ Laptop เป็นหลัก

ในขณะที่การพอร์ตขึ้นบนมือถือ มาเกิดขึ้นในภายหลัง ซึ่งเป็นยุคที่จีนกำลังผงาดขึ้นมาพอดีครับ เรียกว่าจังหวะและการโตของเทคโนโลยีมันเกื้อหนุนกันพอดีด้วย

ที่สำคัญคือ บริษัททางด้านเทคโนโลยีของจีน ไม่ว่าจะเป็น Alibaba หรือ Tencent ต่างก็พัฒนาแพลตฟอร์มของตัวเองขึ้นมาเพื่อใช้งานในประเทศเป็นหลัก แล้วพวกเขาก็ทำในยุคที่โทรศัพท์มือถือพัฒนาขึ้นมาเป็นมากกว่าแค่อุปกรณ์สื่อสาร แต่สามารถใช้สำหรับเข้าอินเทอร์เน็ตและใช้งานทางธุรกรรมต่าง ๆ มากขึ้น ดังนั้นแพลตฟอร์มส่วนใหญ่ของจีนจึงถูกออกแบบมาเพื่อให้รองรับการใช้งานบนมือถือโดยเฉพาะ

2.ประสบการณ์ในการใช้งาน

ต่อเนื่องจากข้อแรกเลยครับ เมื่อทุกอย่างถูกพอร์ตไปบนมือถือ เพราะฉะนั้นรูปแบบการใช้งานก็เลยถูกบีบให้ต้องเน้นความสะดวกรวดเร็ว มีรูปแบบเรียบง่าย ไม่ต้องซับซ้อนมาก เช่น คนจีนเวลานี้ถ้าอยากซื้อของสักชิ้น ก็แค่เปิดมือถือ แล้วเข้าไปใน WeChat หรือบนเว็บค้าปลีกอย่าง Taobao และ Tmall แล้วก็จะมีสินค้าให้เลือก จากนั้นก็แค่กดคลิกเข้าไปดูภาพของเหล่านั้น เราก็สามารถเลือกซื้อของได้แล้ว

แล้วที่สำคัญมากก็คือ ระบบขนส่ง Logistics สะดวกรวดเร็ว มีการเชื่อมต่อกันทั้งประเทศ เมื่อสั่งของแล้วได้รับเร็ว ใครก็อยากใช้งานครับ ดีกว่าจะออกไปซื้อเอง

เมื่อผู้ใช้งานมีความเคยชิน ใช้จนคล่อง ก็เกิดประสบการณ์ดี ๆ ที่จะใช้งานในลักษณะนั้นต่อไปนั่นเองครับ

3.คนจีนแทบทุกคนมีกระเป๋าเงินออนไลน์

ทราบหรือไม่ว่า เวลานี้จีนเป็นประเทศที่มีการจ่ายเงินออนไลน์สูงสุดของโลก แซงหน้าสหรัฐอเมริกาเรียบร้อยแล้วครับ

หลังจากสั่งของบนอีคอมเมิร์ซแล้ว มันก็จะโยงไปยังกระเป๋าเงินออนไลน์ E-Wallet ซีงคนจีนมีการใช้งานมากที่สุด โดยเฉพาะ WeChat Pay และ Alipay ซึ่งมีสถิติล่าสุดจากปี 2018 ออกมาว่า

  • Alipay มีผู้ใช้งานทะลุ 900 ล้านคน
  • WeChat Pay มีผู้ใช้งานทะลุ 1,000 ล้านคน

แถมนักท่องเที่ยวจีนที่ออกไปต่างแดน ก็จะใช้งานแอพทั้งสองตัวนี้เพื่อจ่ายเงินซื้อของในร้านค้าของสนามบินหลายแห่งทั่วโลกด้วย

4.ใครก็เป็นเจ้าของร้านได้ไม่ยาก

เรียกง่ายๆ เลยว่า อีคอมเมิร์ซของจีนเปิดโอกาสให้ใครก็ได้เป็นคนดัง เป็นเซเล็บอยู่บนโลกออนไลน์ อยากจะขาย รีวิวสินค้า หรือจะทำ Live สดก็ได้

เช่น บริการของ Taobao Live ซึ่งจะทำให้ทุกคนสามารถทำการนำเสนอสินค้าของตนเองผ่านการ Live แบบสดๆ บน Online Streaming กระแสนี้กำลังเป็นเรื่องที่นิยมมากในประเทศจีน ซึ่งมีข้อมูลว่า ฟ่านปิงปิง นักแสดงสาวชื่อดังของจีนสามารถใช้การ Live สดผ่านทาง Taobao Live ทำให้สามารถสร้างมูลค่าบน Content ได้มากกว่า 74 ล้านเหรียญ จนขึ้นเป็นอันดับ 1 ของประเทศจีน

ในขณะที่คนทั่วไปก็ทำได้เหมือนกันครับ เมื่อวันคนโสด 11.11 ปี 2018 ที่ผ่านมา Yiya สาวน้อยหน้าใสที่โด่งดังจากการขายของและรีวิวสินค้าบน Taobao ได้ทะลุหลัก 300 ล้านหยวน ในเวลาเพียงคืนเดียว หลังจากเธอทำรีวิวแนะนำสินค้า ทั้งที่สินค้าบางตัวนี่เธอแทบจะไม่ได้ได้อ่านรายละเอียดเลยว่า มันมีอะไรบ้าง ซึ่งของที่ขายส่วนใหญ่คือแบรนด์ของกลุ่มเครื่องสำอาง ผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ เป็นต้น

5.กำลังซื้อมีความต้องการสูง

นอกจากแพลตฟอร์มรองรับทั้งพ่อค้าแม่ค้าออนไลน์และผู้ใช้งานทุกคนได้แล้ว คนจีนเวลานี้ก็มีกำลังซื้อและความต้องการสินค้าประเภทอุปโภคบริโภคมากขึ้นด้วยตามฐานะที่ดีขึ้นของประชากรในภาพรวมทั้งประเทศครับ

สรุปได้ว่า ทุกอย่างมันเกื้อกันครับ แต่ที่สำคัญคือ การใช้งานแพลตฟอร์มมันรองรับบนมือถือ ซึ่งเป็นอุปกรณ์ที่คนจีนและคนทั่วโลกแทบจะมีติดตัวและใช้งานสำหรับโซเชียลมีเดียกันมากที่สุด นี่ถือว่าเป็นปัจจัยสำคัญเลย

 

=============================================

สามารถติดตามเรา PSO ( Passive Selling Online ) ได้หลายช่องทางดังนี้

Facebook Page: passivesellingonline

LINE: @psocourse (อย่าลืมใส่เครื่องหมาย @)

มิถุนายน 27, 2019

บทสรุปอีคอมเมิร์ซไทย 2018 อะไรมาแรงที่สุด

eCommerce Thai


ตั้งหลักออนไลน์ จะมาช่วยสรุปให้ว่า ธุรกิจอีคอมเมิร์ซของไทยในปี 2018 ที่ผ่านมา มีอะไรบ้างที่มาแรง เพื่อไว้วิเคราะห์แนวโน้มสำหรับปี 2019 นี้ต่อไปครับ

อีคอมเมิร์ซในไทย ยังคงเติบโตได้อีก

อ้างอิงจากรายงานของ Statita พบว่าในไตรมาสที่ 3 ของปี 2018 ธุรกิจอีคอมเมิร์ซในไทยมีมูลค่าราว 3,757 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งก็คาดว่า ภายในปี 2018-2023 จะมีการเติบโตขึ้นอีกราว 11.2%

รายงานยังบ่งชี้อีกว่า ภายในสิ้นปี 2023 ธุรกิจออนไลน์ในไทยจะมีมูลค่าไปแตะอยู่ที่ 6,384 ล้านเหรียญ

นอกจากนี้ยังมีการคาดการณ์อีกว่า ประเภทของธุรกิจออนไลน์ที่มีส่วนแบ่งการตลาดและการเติบโตมากที่สุด คือกลุ่มสื่อบันเทิง และสินค้าประเภทอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งคาดว่าจะมีมูลค่ากว่า 1,043 ล้านเหรียญสหรัฐเลยทีเดียวครับ

ช่องทางอีคอมเมิร์ซที่มาแรงที่สุด

Lazada แน่นอนว่ากลายเป็นช่องทางอีคอมเมิร์ซที่มาแรงและมีการค้นหาสูงสุด จากในปี 2018 ที่ผ่านมา ซึ่งก็เข้าใจได้ไม่ยากเลยครับ เนื่องจากข้อมูลการค้นหาที่แสดงอันดับบนหน้าแรกของ Google ก็โยงอยู่กับสินค้าบน Lazada เป็นจำนวนมากแล้ว ที่สำคัญคือ มันกลายเป็นช่องทางที่บรรดาแบรนด์ยี่ห้อดังเข้ามาทุ่มการโฆษณาอย่างมาก ถ้ามีการเก็บข้อมูล กราฟก็จะแสดงผลในอันดับหนึ่งอยู่ตลอด

แต่ก็มีข้อมูลน่าสนใจ เช่น ในระหว่างเดือนพฤษภาคม-สิงหาคม จำนวนผู้เข้าชมลดลงอย่างมาก แม้ว่าจะกลับขึ้นมาหลังจากนั้น มีการวิเคราะห์โดย iPrice ว่าอาจเพราะเป็นช่วงที่ JD Central ที่เป็นคู่แข่งเริ่มเปิดตัวก็เป็นได้ หรือไม่ก็เพราะการจัดแคมเปญไม่สามารถกระตุ้นผู้เข้าชมได้มากพอ และยังอาจจะมีปัจจัยอื่น ๆ อีกด้วย

Shopee เป็นอีกช่องทางที่กำลังมาแรงมาก นอกจากการทุ่มโฆษณาและโปรโมชั่นต่าง ๆ บนสื่อหลายช่องทางแล้ว ชื่อของ Shopee ก็เริ่มเป็นที่คุ้นหูของคนทั่วไปมากขึ้น และสินค้าบางประเภทก็มีราคาถูกกว่าบน Lazada ด้วยครับ (ทั้งที่ของ Lazada ก็ถูกมากอยู่แล้วนะ)

สงครามราคา และการทุ่มโฆษณาในหลายช่องทาง คงจะดุเดือดขึ้นในปีนี้ ต้องรอจับตาดูครับ

แคมเปญบนแพลตฟอร์มที่มาแรงที่สุด

จากข้อมูลการค้นหาบน Google Trends มีรายงานที่ชี้ว่า แคมเปญ Lazada Birthday มีผู้ค้นหาข้อมูลมากที่สุดในปีที่ผ่านมา แซงแคมเปญในช่วงเทศกาลลดราคาวันคนโสด 11.11 Sale และวัน 12.12 Sale ซึ่งมีการค้นหามากที่สุดในปี 2017 ก่อนหน้านี้ครับ

คนไทยใช้อินเทอร์เน็ตเพิ่มขึ้นสูงสุด

ซึ่งอาจกล่าวได้ว่า การเติบโตของอีคอมเมิร์ซในไทย ก็สอดรับกับการใช้งานอินเทอร์เน็ตของคนไทยที่เพิ่มขึ้นสูงสุดในปี 2018 ที่ผ่านมา

มีข้อมูลรายงานจาก wearesocial ชี้ว่า ในปี 2018 คนไทยใช้อินเทอร์เน็ตกว่า 82% จากทั้งประเทศ

โดยประชากรไทย 69 ล้านคน มีสถิติการใช้งานอินเทอร์เน็ตมากกว่า 57 ล้านคน แบ่งเป็นผู้อยู่อาศัยในเขตเมืองมากกว่า 53% หรือประมาณ 82% ของประชากรทั้งหมด

สำหรับผู้ใช้งานที่มีการ Active บนแอพโซเชียลมีเดียต่าง ๆ อยู่ที่ประมาณ 51 ล้านคน คิดเป็น 74% ของประชากรทั้งหมดในเวลานี้ครับ

เรียกได้ว่า อีคอมเมิร์ซในประเทศไทย กำลังมาแรง ทั้งในส่วนของผู้บริโภคที่ใช้งาน และร้านค้าต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นแบรนด์ดังหรือท้องถิ่น ที่ก็มีการแข่งขันในด้านราคา และสินค้าที่หลากหลายกันมากขึ้น นอกจากเป็นโอกาสดีแล้ว การแข่งขันยังรุนแรงด้วย ซึ่งถ้าสนใจศึกษา สามารถเข้ามาดูในบริการและเพจของเราได้ครับ

 

=============================================

สามารถติดตามเรา PSO ( Passive Selling Online ) ได้หลายช่องทางดังนี้

Facebook Page: passivesellingonline

LINE: @psocourse (อย่าลืมใส่เครื่องหมาย @)

>