Category Archives for "บทความ อีคอมเมิร์ซ"

M-Commerce ตั้งหลักออนไลน์ กับเทรนด์ของธุรกิจบนมือถือ

m commerce

กลับมาอีกครั้งกับตั้งหลักออนไลน์ครับ วันนี้เราอยากจะมาคุยกันถึงเทรนด์ใหม่ของการทำธุรกิจบนอินเทอร์เน็ตผ่านมือถือ หรือที่เรียกว่า M-Commerce (Mobile Commerce)

วันนี้เราจะมาแนะนำเบื้องต้นว่า มีอะไรที่เราควรทราบบ้าง และทำไมเราจึงไม่ควรตกขบวน

M – Commerce คืออะไร

ธุรกิจอีคอมเมิร์ซ E-Commerce กำลังเป็นช่องทางค้าปลีกทางออนไลน์ที่สำคัญ ซึ่งเราเชื่อว่าหลายคนเองก็เริ่มให้ความสนใจและรู้จักเรื่องของ E-Commerce กันในหลายมิติมากขึ้นแล้ว

แต่วันนี้ ตั้งหลักออนไลน์ของเรา ก็อยากแนะนำสิ่งที่สำคัญไม่แพ้กันสำหรับอนาคตของการตลาดทั่วโลกครับ เพราะทุกวันนี้พวกเราก็ใช้งานกันอยู่แล้วโดยที่ไม่รู้ตัว และก็มีแนวโน้มที่จะใช้งานมากขึ้นด้วย

นั่นคือ M-Commerce (Mobile Commerce)

หลายคนอาจมีคำถามว่า แล้วมันคืออะไร

เชื่อหรือไม่ว่า ที่จริงแล้วทุกวันนี้หลายท่านต่างก็ใช้งานเจ้าสิ่งนี้กันอยู่แล้วครับ เรียกง่าย ๆ ว่า มันคือการที่เราทำธุรกรรมทางการเงินต่าง ๆ ผ่านเครือข่ายโทรศัพท์มือถือ ซึ่งก็ครอบคลุมไปถึงการซื้อขายสินค้าด้วยระบบ E-Commerce เช่นกันครับ เพียงแต่เป็นการใช้ผ่านทางมือถือนั่นเอง

ในปัจจุบัน M-Commerce กำลังกลายเป็นรูปแบบของอีคอมเมิร์ซที่กำลังกลายเป็นเทรนด์ใหม่ ซึ่งต่อไปเชื่อว่าจะได้ยินคำนี้ตามสื่อโซเชียลและในหนังสือด้านการตลาดออนไลน์มากขึ้นไปด้วยครับ

 

ทำไมถึงได้รับความนิยม

“เพราะคนเราใช้มือถือกันมากขึ้น”

เรียกง่าย ๆ ว่า มือถือกำลังกลายเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันที่เราแทบจะขาดกันไม่ได้ไปแล้ว เพราะฉะนั้นในเมื่อมีอุปสงค์และอุปทานมากขึ้น ก็ทำให้นักลงทุน และผู้ให้บริการเทคโนโลยีด้านเครือข่ายอินเทอร์เน็ตให้ความสำคัญกับการพัฒนานวัตกรรมเพื่อรองรับช่องทางเหล่านี้เพิ่มขึ้นครับ

 

ระบบขนส่ง Logistics ที่ก้าวหน้ามากขึ้น

ก็ในเมื่อระบบขนส่งในปัจจุบันมีความสะดวกรวดเร็ว และการเชื่อมต่อระหว่างการสั่งซื้อสินค้าบนแพลตฟอร์มต่าง ๆ ได้เชื่อมเข้ากับระบบ Logistics อีกทั้งธุรกิจทั้งขนาดกลางและขนาดใหญ่ก็เข้ามาเล่นในพื้นที่นี้กันมากขึ้น

แล้วปัจจัยสำคัญคือ ค่าใช้จ่ายก็อาจจะถูกกว่าการที่คุณต้องเสียเวลาขับรถออกไปหาซื้อเองด้วยครับ

รูปแบบที่สะดวก เข้ากับไลพ์สไตล์

การสั่งซื้อสินค้าบนมือถือ ผ่านแพลตฟอร์มชื่อดัง เช่น Lazada Shopee หรือร้านค้าบนโซเชียลมีเดีย ทางเพจ Facebook และตามเว็บไซต์ค้าปลีกต่าง ๆ ก็ไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป

ไม่เพียงแค่วัยรุ่น แต่ผู้สูงอายุก็สามารถใช้งานได้สะดวก เพียงแค่คลิกในสิ่งที่ต้องการซื้อ แล้วมีการเปิดบัญชีไว้แล้วเท่านั้น ก็สามารถรับสินค้าจากที่บ้านได้เลย

นอกจากนี้ การทำธุรกรรมของ M-Commerce ยังมีการพัฒนารูปแบบที่ทำให้ใช้งานได้ง่าย สะดวกและไม่ยุ่งยากเท่ากับ E-Commerce โดยทั่วไป เพราะบางครั้งคุณสามารถสั่งซื้อสินค้าผ่านช่องทาง Line หรือ เพจ Facebook และร้านค้าออนไลน์ต่าง ๆ ได้ แค่กดเลือกและสั่งสินค้าที่ต้องการก็พอ

 

แนวโน้มในอนาคต

ปัจจุบัน อุปกรณ์มือถือที่พัฒนาขึ้นเรื่อยๆตามการแข่งขันจากบริษัทดังๆในโลก และการเก็บข้อมูล Big Data ที่มีบริษัทหลายแห่งทั่วโลกเริ่มมีการใช้งานมากขึ้นเพื่อหาความต้องการของผู้บริโภคให้ตรงประเด็นมากขึ้น ก็ส่งผลทำให้ M- Commerce กลายเป็นรูปแบบใหม่ที่มาแรงในเวลานี้ รวมถึงพฤติกรรมของมนุษย์ ที่เมื่อใช้งานครั้งหนึ่งแล้วได้ผลพอใจ ก็มีแนวโน้มที่จะใช้ต่อ

อีกทั้งในเวลานี้ “แทบทุกคนล้วนมีมือถือใช้งาน” นั่นแปลว่าการรับสาร ข้อมูล และ Content ต่างๆจะเป็นการรับผ่านทางมือถือไปด้วย

นั่นหมายความว่า นี่คือโอกาสในการขายและนำเสนอสินค้าไปด้วยเช่นกันครับ

สำหรับรายละเอียดอื่น จะนำเสนอในโอกาสต่อไปครับ

=============================================

สามารถติดตามเรา PSO ( Passive Selling Online ) ได้หลายช่องทางดังนี้ 

Facebook Page: passivesellingonline

LINE: @psocourse (อย่าลืมใส่เครื่องหมาย @)

Tencent กับทิศทางของ JD.Central สู้ศึก Alibaba

Tencent JD.Central fight Alibaba

ตั้งหลักออนไลน์ขอพาทุกท่านมาดูการแข่งขันในตลาด E-Commerce จากจีน และทิศทางน่าสนใจ จากการเข้ามารุกในตลาดนี้อย่างเต็มตัวของ Tencent

สำหรับสองบริษัทชื่อดังอย่าง Tencent และ Alibaba ได้ชื่อว่าเป็นสองบริษัทยักษ์ใหญ่ด้านนวัตกรรมเทคโนโลยี ที่มีมูลค่าสูงสุดของจีน ซึ่งในช่วงปี 2016-2018 ที่ผ่านมา โดยที่มีการแข่งขันกันในหลายตลาด แต่สำหรับพื้นที่ของ E-Commerce ในประเทศจีนเวลานี้ Alibaba คือหมายเลขหนึ่งที่ยังไม่มีใครโค่นล้มได้ ในขณะที่ Tencent ก็พยายามเข้าแย่งชิงส่วนแบ่ง โดยผ่านทาง JD.com ที่เป็นคู่แข่งในด้านนี้ของ Alibaba

ซึ่งจากสถานการณ์ปัจจุบัน Tencent เริ่มนำ JD.com เข้ามาตีตลาดในอาเซียนมากขึ้น ขณะที่ Alibaba ก็ถือว่าเป็นผู้เล่นใหญ่ในอาเซียน ผ่านทาง Lazada นี่จึงเป็นเสมือนศึกตัวแทนระหว่างสองค่ายใหญ่ของจีน

ความน่าสนใจอยู่ตรงที่ JD.com เริ่มมีส่วนแบ่งรายได้ในตลาดนี้เพิ่มขึ้น และกลายเป็นทัพหน้าสำคัญของ Tencent ในการรุกเข้าพื้นที่ซึ่ง Alibaba ครอบครองอยู่มากกว่า 70% อยู่ก่อนหน้านี้

แต่ก่อนอื่นมารู้จักกับ JD.com และโมเดลการตลาดให้มากขึ้นกันสักนิดกันครับ

e-commerce chaina

ที่มาของบริษัท JD.com ถือว่าไม่ธรรมดา เพราะผู้ก่อตั้งคือ Richard Liu ได้รับการยกย่องอย่างมากว่าเป็นหนึ่งในผู้ประกอบการและ Innovator ที่มีวิสัยทัศน์กว้างไกลและประสบความสำเร็จมากที่สุดคนหนึ่งของจีนในเวลานี้

แต่เดิม แนวทางการตลาดของ JD.com จะเป็นการทำตลาดในเชิง Aggressive หมายถึงเน้นการรุกมากกว่า Alibaba

จุดเด่นสำคัญคือ พวกเขามีการลงทุนทางธุรกิจที่คล้ายคลึงกับ Amazon ยักษ์ใหญ่จากสหรัฐอเมริกา นั่นคือการให้ความสำคัญกับบทบาทของตนเองในการเป็นผู้จัดจำหน่ายสินค้าและเป็นร้านค้าด้วยตนเองด้วย ซึ่งทาง JD.com จะให้ความสำคัญกับการลงทุนในสินทรัพย์ต่าง ๆ ที่มีมูลค่าสูง ไปจนถึงการทุ่มการลงทุนกับคลังสินค้า ระบบ Logistics ซึ่งทุกวันนี้ก็มีศูนย์กระจายสินค้าในจีนเป็นจำนวนมากกว่า 7,000 แห่ง และมีพนักงานขนส่งสินค้ามากกว่า 70,000 คน

จุดแข็งอีกประการของบริษัทคือ สามารถจัดส่งสินค้าได้ภายในเวลาแค่ 1 วันในทุกเมืองและทุกมณฑลของจีน ในแง่นี้ทำให้ JD.com แตกต่างจาก Alibaba ที่ใช้โมเดลธุรกิจโยงกับผู้ประกอบการรายย่อย หรือ SME รายต่างๆให้เข้ามาใช้บริการเป็นช่องทางจัดจำหน่ายสินค้า ในขณะที่ JD คือผู้บุกเบิกการจัดจำหน่ายสินค้าเองเหมือนกับ Amazon ของสหรัฐอเมริกา

อย่างไรก็ตาม ปัญหาของ JD.com ก็คือการเป็นผู้จัดจำหน่ายสินค้าเอง ทำให้ยังไม่สามารถครอบคลุมสินค้าที่หลากหลายหรือเข้าถึงผู้ประกอบรายย่อยได้เหมือนกับ Alibaba ที่วางตัวเองเป็นร้านค้าทางออนไลน์เป็นหลัก อีกทั้งชื่อเสียงของแบรนด์เองก็ยังไม่เทียบเท่ากับ Alibaba ซึ่งเป็นเบอร์ 1 ในด้านนี้

อย่างไรก็ตาม หากดูย้อนผลประกอบการในหลายปีที่ผ่านมาตั้งแต่ปี 2014 จะพบว่า JD.com มีรายได้เพิ่มขึ้นเป็น 37.5 พันล้านดอลลาร์ โดยเพิ่มขึ้นจาก 28 พันล้านดอลลาร์ในปี 2014 ส่วนแบ่งตลาดในประเทศจีนก็เพิ่มขึ้นเป็น 25% ในปี 2016 โดยเพิ่มขึ้นจาก 18% ณ สิ้นปี 2014 และถ้าการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานของหลิวเริ่มสร้างผลตอบแทนได้ การเติบโตภายในประเทศของ Alibaba ในอนาคตก็อาจตกอยู่ในความเสี่ยงอย่างช่วยไม่ได้

แล้วในปัจจุบันนี้ ก็คงไม่เกินเลยไปถ้าจะกล่าวว่า JD.com ซึ่งมี Tencent เป็นทั้งผู้ร่วมลงทุนและแบ็คอัพรายสำคัญ ได้กลายมาเป็นคู่แข่งที่น่ากลัวที่สุดสำหรับจ้าวตลาดอย่าง Alibaba แล้วก็ไม่อาจจะนิ่งนอนใจได้อีกต่อไป

สำหรับในประเทศไทยเวลานี้ พวกเขาก็ได้เข้ามาจับมือร่วมกับเครือ Central เพื่อขยายช่องทางธุรกิจไปแล้ว แต่ก็คงต้องจับตาดูต่อไปว่า JD.Com จะสามารถรุกคืบทางการตลาดอะไรให้เกิดขึ้นในวงการ E-Commerce ได้บ้าง โดยเฉพาะในภูมิภาคอาเซียน

 =============================================

สามารถติดตามเรา PSO ( Passive Selling Online ) ได้หลายช่องทางดังนี้ 

Facebook Page: passivesellingonline

LINE: @psocourse (อย่าลืมใส่เครื่องหมาย @)

เจาะ 5 ปัญหา ยิงแอดโฆษณาบน Facebook แต่ยังไม่รุ่ง

5-problems-facebook-ads

เชื่อเหลือเกินว่า เวลานี้พ่อค้าแม่ค้าออนไลน์ที่เปิดร้านขายของบนเพจ Facebook คงพบปัญหานี้กันอย่างมากครับ เพราะหลังจาก Facebook มีการปรับระบบการเข้าถึง หรือยอด Reach ลดลงอีกครั้ง ซึ่งก็ส่งผลกระทบอย่างแรง เพราะทำให้การเปิดเพจเพื่อขายของออนไลน์กำลังพบอุปสรรคมากขึ้น โดยผลกระทบที่ว่าก็คือ “ทำให้คนมองเห็นร้านน้อยลง” และที่หนักเลยก็คือ ทั้งที่เราก็จ่ายค่ายิงแอดโฆษณาไปเท่าเดิม (หรืออาจจะมากขึ้นด้วยซ้ำ) คนก็เห็นน้อยอยู่ดี

ดังนั้นวันนี้เรามาเจาะ 5 ปัญหาที่พบบ่อยจากการยิงแอดโฆษณาบน Facebook แล้วไม่สามารถทำให้เกิดยอดขายหรือยิงแอดไปตรงกลุ่มเป้าหมายได้ว่ามาจากสาเหตุอะไรบ้าง และเราควรรับมือหรือหาทางแก้ปัญหาอย่างไรกันครับ

อย่างน้อยที่สุด ก็อาจจะช่วยเซฟค่าใช้จ่าย ให้เราไปทุ่มเรื่องอื่นแทน ดีกว่าจะละลายกับการยิงแอดที่ไม่ได้ผลครับ

1.เปลี่ยนยอดไลค์ให้เป็นยอดขายไม่ได้

ปัญหาสุดคลาสสิกที่ขอยกมาพูดถึงเป็นเรื่องแรกเลยครับ เพราะจากประสบการณ์ส่วนตัว สิ่งที่พบคือเพจของพ่อค้าแม่ค้าออนไลน์หลายคน ที่มีคนเข้ามากดไลค์กันเป็นหลักหลายพันถึงหลักหลายหมื่น กลับไม่ได้การันตียอดขายอย่างที่ควร

ตรงนี้ต้องย้อนกลับไปว่า แล้วที่มาของยอดไลค์ที่คุณได้เยอะๆ มันมาจากไหน

ยิงแอดโฆษณา หรือที่เรียกกันว่า ซื้อไลค์ นั่นแหละครับ ที่จริงวิธีนี้ถือว่าสะดวกมากครับ

2.แชร์เพจออกไปแล้ว แต่คนมองเห็นก็ยังน้อย

ทุกคนเคยเป็นแบบนี้ไหมครับ แชร์เพจของเราออกไปตามกลุ่มต่างๆแล้ว แต่คนก็ยังน้อย ซึ่งที่เราพบบ่อยจนถึงบ่อยมากก็คือ หลายคนแชร์ออกไปในกลุ่มที่ก็มีแต่แม่ค้าออนไลน์เอามาแชร์เพื่อขายของเหมือนกัน

แต่ขอโทษเถอะ ไม่มีคนเข้ามากดไลค์ไม่พอ ยังไม่มีคนซื้อด้วย!!!

กลยุทธ์การแชร์ร้านของเราไปตามกลุ่มต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง เป็นเรื่องที่ใช้กันมากขึ้นทุกที ซึ่งถือว่าเป็นกลยุทธ์ที่ “จำเป็นต้องทำ” ถ้าต้องการเพิ่มยอดการมองเห็นร้านค้าของเรา

แต่ปัญหาข้อหนึ่งที่หลายคนพบคือ เราแชร์ไปตามกลุ่ม แต่ในกลุ่มนั้นก็มีแต่คนที่ “คิดเหมือนกับเรา” แล้วแชร์ร้านของตัวเองกันเต็มไปหมด หลายกลุ่มใน Facebook เลยอยู่ในสภาพที่มีแต่คนแชร์ร้าน แต่กลับไม่มีคนซื้อ แม้กระทั่งยอดไลค์ยังน้อยมาก

3.กลุ่มเป้าหมายไม่ตรงกับการยิงแอดโฆษณา

เป็นอีกปัญหาที่น่ากลัวมาก เพราะมันหมายถึงการจ่ายค่ายิงแอดออกไป แต่เข้าไม่ถึงกลุ่มเป้าหมายที่แท้จริง

เท่านั้นไม่พอ ช่วงหลังมีพ่อค้าแม่ค้าออนไลน์หลายคนที่พบเรื่องแปลกๆว่า คนที่เข้ามาตอบในเพจ กลับเป็นคนต่างชาติ โดยเฉพาะจากในอาเซียน ซึ่งก็ไม่ใช่กลุ่มเป้าหมายของเราเสียอีก

ในช่วงที่ Facebook มีอาการรวนแบบนี้ ทางแก้ไขที่พอทำได้คือ การตรวจสอบกลุ่มเป้าหมายที่เลือกในการยิงแอดครับ โดยเฉพาะช่วงอายุและเมือง รวมถึงความสนใจของกลุ่มเป้าหมายด้วย

4.ภาพไม่น่าสนใจหรือดึงดูดมากพอ

ข้อนี้เป็นเรื่องสำคัญที่หลายคนพลาดไป ไม่ว่าจะเพราะอาจจะไม่ได้เก่งในการเลือกรูปมากนัก

อีกอย่างเรื่องการเลือกรูปก็ไม่ได้มีเทคนิคตายตัวเสมอไป แต่เท่าที่ทำกันมาได้ผล จะสังเกตพบว่ามักเป็นภาพที่ดึงดูดคนในด้านอารมณ์ หรือเป็นภาพผู้คนที่กำลังแสดงอารมณ์ออกมา ก็มีส่วนช่วยเรียกความสนใจของคนดูเพิ่มด้วยครับ

5.กลุ่มเป้าหมายกว้างเกินไป

ตัวอย่างเช่น ร้านขายของเล่นเด็ก กลุ่มลูกค้าส่วนใหญ่ของเราก็มักพ่อแม่ เพราะเป็นคนที่จะต้องซื้อให้ แต่ที่จริงแล้วก็ไม่เสมอไปครับ คือกรณีนี้ต้องดูว่าของเล่นของเราเป็นของสำหรับเด็กเล็กหรือเด็กโต และเป็นของแนวไหนด้วย อีกอย่างคือ บางครั้งแม่ทุกคนก็ไม่ได้สนใจของเล่นเด็กเสมอไปครับ เราเลยต้องกำหนดเป้าหมายให้แคบลง เพื่อให้แอดโฆษณาของเราได้ขึ้นหน้าฟีดเฉพาะคนที่มีโอกาสจะซื้อให้ลูกหลานครับ

ลองไล่เรียงดูว่า การยิงแอดของเราเจอปัญหาเหล่านี้ และยังไม่ได้แก้ไขหรือไม่นะครับ

ผ่าอนาคตอีคอมเมิร์ซไทย เทรนด์ไหนที่จะมาในปี 2562

thai-e-commerce-trends-2562

ธุรกิจ อีคอมเมิร์ซ (E-Commerce) กำลังเป็นกระแสใหม่ของการทำธุรกิจบนโลกอินเทอร์เน็ต ซึ่งสำหรับเมืองไทยแล้ว มีหลายเทรนด์ไหนที่อาจจจะมาแรงในปี 2562

วันนี้เรามาดูกันว่า มีอะไรบ้างที่ทุกคนควรทราบ เพื่อเตรียมรับมือและวางแผนสำหรับปีถัดไปครับ

เว็บอีคอมเมิร์ซจีนบุกไทย

ในเวลานี้ เว็บอีคอมเมิร์ซของจีนที่กำลังมาแรงมากในไทยและในอาเซียนก็มีแนวโน้มเติบโตขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะการเข้ามาของ Lazada ซึ่งเครือ Alibaba ของ แจ็คหม่า ได้หมายมั่นที่จะใช้สำหรับบุกเข้าอาเซียน โดยยอมทุ่มเงินและขาดทุนติดต่อกันมาหลายปี ซึ่งเวลานี้ก็มีผลการขาดทุนที่น้อยลงเรื่อยๆ

อีกทั้งเป้าหมายสำคัญของอีคอมเมิร์ซจากจีนก็คือ ต้องการเปลี่ยนพฤติกรรมการซื้อสินค้าออนไลน์ของผู้คน ให้เข้ามาใช้บริการบน Lazada มากขึ้นนั่นเอง

นอกจาก Lazada แล้ว ก็ยังมีคู่แข่งสำคัญอย่าง Shopee เว็บดังจากสิงคโปร์ ที่กำลังเข้ามาแย่งส่วนแบ่งในเมืองไทย และกำลังมาแรงที่สุดในอาเซียนเช่นกัน

Content กับ Social ต้องมาพร้อมกันมากขึ้น

เรียกได้ว่ากำลังเป็นหนึ่งในกระแสสำคัญที่ขาดไม่ได้เลยในการทำตลาดออนไลน์ โดยเฉพาะบนโซเชียลในยุคนี้

เนื่องจากการยิงแอดโฆษณาจะต้องใช้งบประมาณสูงมากต่อวัน แล้วบางครั้งการยิงแอดไปก็จะพบว่ามีปัญหาคือไม่สามารถทำยอดวิวหรือยอดไลค์ให้กลายเป็นขอดขายได้เสมอไป แล้วนี่ยังไม่รวมถึงปัญหาอื่นๆ เช่น ยิงแอดไปแล้วผิดกลุ่มเป้าหมายของสินค้าและบริการของเรา

หรือเรียกง่ายๆว่า บางครั้งการยิงแอด ก็ไม่สามารถตอบโจทย์ได้ ดังนั้นกระแสใหม่ที่กำลังมาแรงมากขึ้นก็คือการทำ Content เพื่อรีวิวและแนะนำสินค้า ไปจนถึงใช้สำหรับกระตุ้นการเข้าถึงของกลุ่มเป้าหมายให้เข้ามามากขึ้น ซึ่งเรียกว่าการกระตุ้นยอดเข้าถึงแบบ Organic Reach ซึ่งเป็นการเข้าถึงแบบธรรมชาติ ที่จะทำให้มั่นคงในระยะยาวมากกว่า

ดังนั้น การทำ Content บนช่องทางโซเชียลเหล่านี้จึงมีความจำเป็น ซึ่งก็จะมีการใช้ร่วมกับการยิงแอดโฆษณาสินค้าเพื่อให้ตรงกลุ่มเป้าหมาย และเหมาะสมกับแอพลิเคชั่นที่เลือกใช้งานด้วย

เพจ Facebook ถูกจำกัดการเข้าถึง

การเปิดหน้าร้านออนไลน์อยู่บนเพจ Facebook มีการแข่งขันรุนแรงขึ้นทุกวัน สำหรับผู้ที่เปิดร้านผ่านทางนี้ช่องทางหลัก “เพียงช่องทางเดียว” อาจจะต้องเริ่มคิดกันแล้วว่าเพียงพอหรือไม่

เพราะอย่างที่ทราบกันในวงการดิจิทัลและทำออนไลน์คือ ช่วงที่ผ่านมา Facebook ได้มีการปรับอัลกอริธึม หลายครั้ง เพื่อให้ยอดการเข้าถึง Reach มีจำนวนลดลง ซึ่งนัยหนึ่งก็ทำให้เจ้าของเพจต่างๆต้องซื้อโฆษณาหรือยิงแอดกันมากขึ้นไปด้วย

นักการตลาดทั่วโลกจากหลายสำนักวิเคราะห์ว่า อนาคตหากแนวโน้มยังเป็นแบบนี้อยู่ต่อไปมันจะกลายสภาพที่เป็นปลาใหญ่กินปลาเล็ก ที่นายทุนใหญ่ได้เปรียบผู้ประกอบการรายย่อย

ดังนั้นคำแนะนำคือ ไม่ควรเปิดหน้าร้านแค่บน Facebook เพียงอย่างเดียวครับ แต่ควรขยายช่องทางอื่นเพิ่มด้วย เพื่อลดความเสี่ยง และช่วยเซฟค่าใช้จ่ายสำหรับการยิงแอดโฆษณา

และทางออกที่ดีที่สุดข้อหนึ่งก็คือ ควรสร้างเว็บไซต์ที่จะเป็นบ้านของตนเอง เพราะต่อไปหากความนิยมของ Facebook ลดต่ำลง เว็บไซต์ของคุณก็ยังคงเปิดให้บริการอยู่ได้นั่นเอง

แต่ในกรณีที่เพิ่งเริ่มกิจการเล็กๆ เรายังมีฐานลูกค้าและสินค้าไม่มากนัก อาจจะไม่ต้องถึงขั้นทำเว็บไซต์ก็ได้ การมีเพจ Facebook ก็ยังเป็นทางเลือกที่ดีสำหรับพ่อค้าแม่ค้าออนไลน์ที่ไม่ได้มีต้นทุนมากนัก ซึ่งสามารถเอาทุนไปลงกับเรื่องสินค้าและการส่งสินค้าในช่วงแรกย่อมดีกว่าครับ

คนไทยใช้มือถือกับการซื้อขายออนไลน์มากขึ้น

มีรายงานจากหลายสำนักที่บ่งชี้ว่า มือถือ เป็นช่องทางที่ช่วยสร้าง Awareness ของแบรนด์สินค้าให้ผู้บริโภคได้ดีที่สุด

สาเหตุสำคัญคือ “มือถือกำลังเป็นอุปกรณ์ที่แทบจะขาดไม่ได้จากชีวิตประจำวันของผู้คนทั่วโลกไปแล้ว”

แล้วที่สำคัญคือ การพัฒนาระบบฟีดหน้าจอบนโซเชียลหลัก อย่างเช่น Facebook (หรือในจีนเช่น Weibo) ก็เป็นอีกปัจจัยเลยครับ ที่มีส่วนทำให้โซเชียลกลายเป็นช่องทางหลักที่ผู้คนใช้รับสารจากสื่อต่าง ๆ ได้สะดวกรวดเร็ว และมากที่สุดเช่นเดียวกัน โดยในเวลานี้ถือว่า Facebook เป็นช่องทางที่มีสัดส่วนของการใช้งานในประเทศไทยสูงถึงประมาณ 70%

สำหรับขั้นตอนการตัดสินใจซื้อ ส่วนมากแล้วยังใช้งานผ่าน Desktop หรือ Laptop มากกว่า ที่ 76%

นอกจากนี้ แนวโน้มอีกแบบที่ช่วยให้การใช้งานบนมือถือมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ก็คือการสั่งซื้อสินค้าผ่านแพลตฟอร์มสำหรับแชท ไม่ว่าจะเป็น Line และ Facebook Messenger ต่างก็กำลังมาแรง ซึ่งสำหรับส่วนนี้แล้วในเมืองไทยยังไม่มีการเก็บข้อมูลและการสำรวจในส่วนนี้อย่างจริงจังเท่าไรนัก เพราะเพิ่งเป็นกระแสใหม่ที่มาแรงในช่วง 1-2 ปีนี้

นอกจากนี้ Facebook ยังเปิดให้บริการในส่วนของ Market Place ซึ่งเป็นการจัดที่ทางสำหรับร้านค้าออนไลน์ในกลุ่มต่างๆที่ผู้ใช้ให้ความสนใจด้วยครับ ทำให้สามารถอัพเดทและติดตามร้านค้าที่เราสนใจได้ตลอดเวลา และตามกลุ่มต่างๆด้วยครับ

แต่สำหรับในต่างประเทศ เช่นที่ประเทศจีน การสั่งสินค้าผ่าน WeChat ได้เป็นกระแสมาระยะหนึ่งแล้ว

ดังนั้น การทำช่องทางสื่อสาร ทั้งโปรโมชั่น ราคา และทำการตลาด ผ่านทางสื่อโซเชียลและแพลตฟอร์มด้านการแชทข้อความ จึงน่าจะกลายเป็นกระแสหลักต่อจากนี้เช่นกัน ที่สำคัญคือ ทาง Google ก็เพื่งจะเปิดฟังก์ชั่นในส่วนของการส่งข้อความโดยตรงจาก Google Map ซึ่งถือว่าเป็นการเปิดตลาดสู้กับ Facebook ในแง่การสื่อสารกับผู้บริโภคเต็มตัว แล้วคงต้องรอดูว่าจะส่งผลกระทบในระยะยาวอย่างไรบ้าง

ไทยเริ่มก้าวสู่สังคมไร้เงินสดมากขึ้น

ภายในงานอีเว้นท์สำคัญเกี่ยวกับอีคอมเมิร์ซในเมืองไทยคือ งาน Priceza E-Commerce Trends ที่เพิ่งจัดขึ้นไม่นานมานี้ ได้มีการวิเคราะห์ว่า ในปีที่ผ่านมาการชำระเงินผ่านช่องทางอิเล็กทรอนิกส์มีแนวโน้มว่าจะเติบโตเพิ่มขึ้น และอาจจะเติบโตแบบก้าวกระโดดด้วยภายใน 1-2 ปีข้างหน้า

สำหรับเมืองไทยเอง เวลานี้ก็มีผู้ให้บริการทั้งในส่วนของธนาคารและผู้ให้บริการสัญญาณเครือข่าย ที่มีแอพลิเคชั่นสำหรับระบบกระเป๋าเงินออนไลน์ (E-Wallet) เพื่อสนับสนุนในส่วนนี้มากขึ้นด้วย ทำให้การซื้อขายสินค้าผ่านมือถือทำได้สะดวก และรวดเร็ว

อีกทั้งยังมีกระแสที่ว่า จะมีการเพิ่มค่าธรรมเนียมเพื่อเก็บภาษีออนไลน์ โดยมีการจำกัดการถอนและโอนเงินผ่านบัญชี ก็อาจจะยิ่งผลักดันให้กระแสการชำระเงินออนไลน์ยิ่งเติบโตมากขึ้นด้วย

สำหรับในบางประเทศ กระแสของการเข้าสู่สังคมไร้เงินสดก็กำลังเป็นเทรนด์ใหม่ที่มาแรงมากขึ้นทุกขณะ ซึ่งคงต้องจับตาดูสำหรับประเทศไทยต่อไปครับ

>