บทความ อีคอมเมิร์ซ – Passive Selling Online

Category Archives for "บทความ อีคอมเมิร์ซ"

เมื่อธุรกิจออนไลน์ และ อีคอมเมิร์ซ ยังไงก็ต้องมา ในไทยเติบโตมูลค่า 1.2 แสนล้านบาท

เมื่อธุรกิจออนไลน์-และ-อีคอมเมิร์ซ-ยังไงก็ต้องมา-ในไทยเติบโตมูลค่า-1.2-แสนล้านบาท

เมื่อธุรกิจออนไลน์ และ อีคอมเมิร์ซ ยังไงก็ต้องมา ในไทยเติบโตมูลค่า 1.2 แสนล้านบาท

มีคำถามหนึ่งที่ทีมงาน ตั้งหลักออนไลน์ ได้รับมาบ่อยมากก็คือ

“ยุคนี้ขายของออนไลน์ยังไปรอดไหม”

“จะเริ่มตั้งหลักขายของออนไลน์ยังไงดี” (สมกับชื่อทีมงานเราเลย)

“ธุรกิจอีคอมเมิร์ซจะโตได้ไหม”

คำถามเหล่านี้เป็นเรื่องปกติครับ เพราะในช่วงหลังมานี้เราจะได้ยินคนพูดถึงกันมากขึ้นว่า “เราต้องเปิดขายของออนไลน์ หรือ ถ้ามีธุรกิจก็ต้องขยายช่องทางมาทำอีคอมเมิร์ซเพิ่มเติม”

หรือเรียกง่าย ๆ ว่าควรต้องเปิดหน้าร้านค้าบนโลกออนไลน์เพิ่ม เพราะเวลานี้ต้องยอมรับว่าเราจะขายของหรือบริการของเราแค่หน้าร้านทั่วไปแบบออฟไลน์ มันอาจจะไม่เพียงพอแล้วก็เป็นได้

แต่ถามว่า มันจะรุ่งได้จริงหรือไม่ เพราะหลายคนที่เริ่มเข้ามาจับธุรกิจบนออนไลน์ตรงนี้ก็อาจจะพบว่ามันไม่ง่ายอย่างที่คิด อีกทั้งยังมีการแข่งขันที่รุนแรงด้วย

ก่อนจะกังวล เรามีข้อมูลและสถิติการใช้งานอินเทอร์เน็ตของคนไทย และแนวโน้มในการเติบโตตรงนี้มาให้พิจารณากันครับ แล้วท่านอาจจะพบว่า ถึงเราไม่ทำ คนอื่นเขาก็ทำ แล้วยังไงอีคอมเมิร์ซก็ต้องมาอยู่ดีครับ

ธุรกิจออนไลน์ และ อีคอมเมิร์ซในไทย ยังคงเติบโต

มีรายงานจาก Statita ที่สำรวจว่า จนถึงไตรมาสที่ 3 ของปี 2018 ในประเทศไทย ธุรกิจออนไลน์ หรือ ธุรกิจอีคอมเมิร์ซมีมูลค่าทั้งสิ้นราว 3,757 ล้านเหรียญสหรัฐ

และคาดว่าภายในปี 2018-2023 จะมีการเติบโตขึ้นอีกราว 11.2%

รายงานยังบ่งชี้อีกว่า ภายในสิ้นปี 2023 ธุรกิจออนไลน์ในไทยจะมีมูลค่าไปแตะอยู่ที่ 6,384 ล้านเหรียญ

แล้วยังมีการคาดการณ์ว่า ประเภทของธุรกิจออนไลน์ที่มีส่วนแบ่งการตลาดและการเติบโตมากที่สุด คือกลุ่มสื่อบันเทิง และสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งจะมีมูลค่ากว่า 1,043 ล้านเหรียญสหรัฐ

มีการวิเคราะห์ว่า ปัจจัยหนึ่งมาจากพฤติกรรมของผู้บริโภค ที่มีการเปลี่ยนไปเสพข้อมูลข่าวสาร และ Content ต่าง ๆ บนช่องทางออนไลน์และโซเชียลมีเดียแทน รวมถึงการเลือกซื้อสินค้าประเภทอิเล็กทรอนิกส์ก็มีการใช้จ่ายผ่านทางออนไลน์มากขึ้น

ส่วนอันดับอื่น ๆ ก็ตามมาด้วยกลุ่มเครื่องสำอาง อาหาร ผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับสุขภาพ สกินแคร์ เสื้อผ้า แฟชั่น และ สินค้าประเภทไลพ์สไตล์

คนไทยใช้อินเทอร์เน็ตกว่า 82% จากทั้งประเทศ

มีรายงานจาก wearesocial ระบุว่าประชากรไทยกว่า 69 ล้านคน มีสถิติการใช้งานอินเทอร์เน็ตมากกว่า 57 ล้านคน โดยแบ่งเป็นผู้อยู่อาศัยในเขตเมืองมากกว่า 53% หรือประมาณ 82% ของประชากรทั้งหมด

สำหรับผู้ใช้งาน Active บนแอพลิเคชั่นโซเชียลมีเดียต่าง ๆ นั้น เวลานี้มีอยู่ที่ประมาณ 51 ล้านคน หรือคิดเป็น 74% ของประชากรทั้งหมด

ธุรกิจอีคอมเมิร์ซ ยังไงก็ต้องมา ไทยเติบโต 1.2 แสนล้านบาท

อ้างอิงจาก wearesocial/digital-in-2018

เมื่อชีวิตประจำวันกำลังอยู่บนมือถือ

มีข้อมูลที่ระบุว่า จำนวนผู้ใช้งานบนมือถือของไทยในเวลานี้ สูงกว่า 55.56 ล้านคน หรือคิดเป็น 80% ของประชากรทั้งหมด

สำหรับผู้ใช้งาน Active ของโซเชียลมีเดียผ่านทางมือถือ สูงถึง 46 ล้านคน คิดเป็น 67% ของประชากรทั้งหมด

หลายสำนักวิเคราะห์ว่า มีสองปัจจัยที่เกื้อหนุน คือ คนไทยมีพฤติกรรมในการใช้งานโซเชียลมีเดียที่เปลี่ยนแปลงไป โดยมีการใช้งานบนมือถือมากที่สุด และเริ่มมีความมั่นใจการใช้อินเทอร์เน็ตเพื่อทำธุรกรรมทางออนไลน์กับสถาบันทางการเงินมากขึ้นด้วย ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการที่ธนาคารและสถาบันการเงินเองที่ปรับตัวมาใช้ระบบทางออนไลน์เพิ่มขึ้นนั่นเอง นอกจากนี้ยังรวมถึงร้านค้าต่าง ๆ ที่พยายามดันระบบการขายและการจ่ายเงินให้เข้ามาอยู่ในเว็บไซต์และหน้าแพลตฟอร์มของตัวเองมากขึ้น ซึ่งก็สามารถดาวโหลดมาใช้งานบนมือถือได้อย่างง่าย ๆ ด้วย

ดังนั้น ไม่ใช่ว่าเราต้องปรับตัวเข้ากับธุรกิจออนไลน์หรือแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ แต่สถานการณ์มันกลับกันเลยครับ เพราะไม่ว่าอย่างไร ต่อไปนี้อีคอมเมิร์ซก็จะต้องเข้ามาหาชีวิตประจำวันของคนไทยอยู่ดีครับ

===============================================

สามารถติดตามเรา PSO ( Passive Selling Online ) ได้หลายช่องทางดังนี้

Facebook Page: passivesellingonline

LINE: คลิกที่รูป หรือค้นหา @psocourse (อย่าลืมใส่เครื่องหมาย @)

Lazada หัวหอกของอีคอมเมิร์ซจีนในอาเซียน กับเรื่องที่คนไทยควรรู้

alibaba lazada

Lazada เป็นช่องทางธุรกิจอีคอมเมิร์ซ ที่กำลังมาแรงที่สุดในประเทศไทยในเครือของ Alibaba

ซึ่งทาง ตั้งหลักออนไลน์ เองก็ขอรวบรวมข้อมูลที่น่าสนใจว่า มีเรื่องอะไรบ้างที่คนไทยควรทราบครับ

ไทยถูกเล็งว่าจะเป็น Hub ด้านดิจิทัลของอาเซียน

เนื่องจากยุทธศาสตร์ของหลายประเทศ ที่มองว่าประเทศไทยเป็นหนึ่งใน Hub ทางด้านดิจิทัลในภูมิภาคอาเซียน

ในเวลานี้เครือยักษ์ใหญ่ของจีนอย่าง Alibaba ก็ได้เข้ามาตกลงร่วมลงนามใน MOU กับประเทศไทยไว้หลายเรื่อง โดยเฉพาะในด้านการลงทุนระบบ Logistics เพื่อรองรับธุรกิจอีคอมเมิร์ซ ซึ่งกำลังมี Lazada เป็นหัวหอกสำคัญทางด้านนี้

ดังนั้นแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซและการพัฒนาทางด้านดิจิทัลกับตลาดไทยแบบออฟไลน์ดั้งเดิม จึงต้องเผชิญหน้าการเปลี่ยนแปลงและการผสมผสานกับช่องทางออนไลน์ที่ยังไงก็ตามจะเข้ามาในไทยแน่น

Asean, flags, maps, emblems, Island Info Samui

Lazada ยอมขาดทุนเพื่อเจาะตลาด

เรื่องนี้ไม่ต้องแปลกใจ เพราะแบ็กอัพใหญ่ของ Lazada ก็คือเครือ Alibaba ของแจ็คหม่า ซึ่งเข้ามาซื้อกิจการของ Lazada เพื่อให้เป็นหัวหอกด้านอีคอมเมิร์ซในอาเซียนเป็นหลัก

จากการทุ่มทุน Alibaba มากกว่า 2,000 ล้านเหรียญ เป้าหมายหลักจึงอยู่ที่ความต้องการส่งเสริมและผลักดัน Lazada ให้เป็นช่องทางอีคอมเมิร์ซอันดับหนึ่งในไทยและอาเซียนให้ได้ แน่นอนว่าผลประกอบการในช่วง 3-4 ปีหลัง แม้ว่าจะขาดทุนมาโดยตลอด แต่ก็มีจำนวนที่น้อยลงเรื่อย ๆ ซึ่งกลยุทธ์ที่หลายฝ่ายวิเคราะห์ไว้ก็คือ Lazada ถูกทำให้เป็นช่องทางนำเสนอในการดึงจำนวนผู้ใช้งานให้เข้ามามากที่สุดก่อน

แล้วในเวลานี้คงต้องยอมรับว่า Lazada ได้กลายเป็นช่องทางอีคอมเมิร์ซอันดับหนึ่งในประเทศไทยไปแล้ว

อีคอมเมิร์ซจากจีนกำลังขึ้นเป็นเบอร์หนึ่ง

ในเวลานี้ ธุรกิจอีคอมเมิร์ซของจีน กำลังกลายเป็นตลาดใหญ่สุดของโลก ซึ่งในด้านนี้กำลังแซงหน้าสหรัฐอเมริกาไปแล้วด้วย

ซึ่งถ้าอ้างอิงข้อมูลจากนิตยสาร Forbe ระบุว่า ในปี 2015 ผู้ใช้บริการระบบกระเป๋าเงินออนไลน์ E-Wallet ของจีน ซึ่งมีมูลค่าใช้งานอยู่ที่ 340,000 ล้านหยวน แต่ในปี 2017 ตัวเลขก็พุ่งไปแตะที่ 9,000,000 หยวน เลยทีเดียว

นั่นเท่ากับว่า พฤติกรรมการบริโภค การจ่ายเงินซื้อสินค้าของคนจีนและนักท่องเที่ยวจีนที่ออกไปต่างแดน ก็กำลังอยู่บนโลกออนไลน์มากขึ้นทุกที ซึ่งในประเทศไทยเอง จะมีลักษณะที่พบคือ การสแกนกับ QR Code ที่ร้านค้านั้นมีอยู่ แล้วชำระเงินด้วยแพลตฟอร์มอย่าง Alipay และ WeChat Pay ได้ ซึ่งถ้าร้านค้าปลีกหรือผู้ประกอบการไทยมีการเปิดใช้งาน ก็จะเพิ่มโอกาสในการจับตลาดนักท่องเที่ยวจีนได้ด้วย

Lazada เชิญชวน SME และผู้ค้าปลีกท้องถิ่น

เป็นกลยุทธ์ที่ทาง Lazada นำมาใช้ ด้วยการปรับค่าคอมมิชชันให้เหลือเพียง 0% เท่านั้น สำหรับสินค้าประเภทในท้องถิ่นหรือแบบ Local เพื่อเป็นการเชิญชวนผู้ค้าปลีกรายย่อยและท้องถิ่นให้เข้ามานำเสนอขายสินค้าในราคาที่ต่ำลง

แต่ในทางกลับกัน มันก็ส่งผลกระทบที่ทำให้ราคาสินค้าถูกลงมาก จนแทบจะเป็นการฆ่าผู้ค้าปลีกในช่องทางอื่นไปเลยเหมือนกัน

แพลตฟอร์มอื่นก็กำลังเริ่มมา

ในช่วงที่การแข่งขันอยู่ในยุคบุกเบิก จึงเป็นเรื่องของผลประโยชน์ระหว่างผู้ค้าหน้าใหม่และผู้ใช้บริการว่าจะสามารถตอบสนองได้แค่ไหน

สำหรับผู้เล่นรายสำคัญ นอกจาก Lazada ก็มีแพลตฟอร์มอื่นที่กำลังเริ่มสร้างชื่อเสียงและปั้นแบรนด์ของตนเองมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็น Shopee จากสิงคโปร์ และ Chilindo ของคนไทย นอกจากนี้ยังมีช่องทางการค้าออนไลน์ที่โยงกับ Line ก็มี Kamart ที่กำลังมาแรงเช่นกัน

มีระบบเปิดร้านและบริการส่งสินค้าที่รวดเร็ว

เป็นจุดแข็งสำคัญของ Lazada นอกจากใช้เวลารวดเร็ว ภายใน 1-2 วัน ทาง Lazada ยังจะช่วยรับผิดชอบกรณีที่เกิดความผิดพลาดในการส่งสินค้าด้วย

มีเปิดอบรม ระบบชัดเจน

เนื่องจากเป็นเรื่องของการเซ็นข้อตกลงร่วมกันกับรัฐบาลไทย ที่ทำให้อาลีบาบาเข้ามาเปิดโรงเรียนสอนธุรกิจอีคอมเมิร์ซในประเทศไทย โดผ่านทาง Taobao University และยังเปิดอบรมสอนการใช้งานและเปิดร้านสำหรับ Lazada ไปด้วย ยิ่งช่วยเพิ่มผู้ค้าให้มากและหลากหลายขึ้นอีกทางหนึ่งด้วย

สำหรับร้านค้าปลีกที่ต้องการเข้าร่วม ก็สามารถลงทะเบียนเป็นผู้ค้าได้อย่างง่าย ๆ ด้วยการกรอกข้อมูลสั้นๆเพียงแต่หน้าเดียว

สำหรับรายละเอียดอื่น จะนำเสนอในโอกาสต่อไปครับ

 

=============================================

สามารถติดตามเรา PSO ( Passive Selling Online ) ได้หลายช่องทางดังนี้

Facebook Page: passivesellingonline

LINE: @psocourse (อย่าลืมใส่เครื่องหมาย @)

มิถุนายน 27, 2019

ทำเพจและเว็บไซต์ขายของ แต่ระวังไม่มีคนเข้ามาดู

website ecommerce problem

เป็นกันหรือไม่ครับ สร้างเว็บไซต์ ทำเพจ ทำบล็อก สำหรับขายของ รีวิวสินค้า หรือทำ Content แต่ทำมาแล้วปรากฏว่า เว็บร้าง เพจไม่มีคนไลค์ ไม่มีคนแชร์ ไม่มีคอมเม้นท์ นอกจากต้องจ่ายค่าโฆษณา ยิงแอด ซื้อไลค์ ซึ่งสุดท้ายแล้วก็ไม่ได้เปลี่ยนเป็นยอดขายกลับมาเลย

มีลูกค้าและมิตรสหายหลายคนมาบ่นให้ทีมงานของตั้งหลักออนไลน์กันไม่น้อยเลยครับ และทางเราก็เชื่อว่าหลายคนต่างก็เคยพบเจอปัญหานี้กันมาก โดยเฉพาะคนที่ทำเว็บไซต์สำเร็จรูป แล้วหวังว่าจะให้เป็นหน้าร้าน จะมียอดขายเข้ามา

แต่ปรากฏว่า มันร้างเสียอย่างนั้น

วันนี้เรารวบรวมสาเหตุมาให้ดูกันว่า เพราะอะไรจึงเป็นแบบนั้น แล้วจะมีทางแก้ไขอย่างไรได้บ้างครับ

เว็บไซต์ หรือ เพจ ขาดแคลน Content

ระบบค้นหา Search Engine ของ Google จะมีการตรวจจับและให้คะแนนของเว็บไซต์และเพจต่าง ๆ ซึ่งถ้าให้คะแนนมาก ก็ยิ่งมีอันดับมาหน้าแรก ๆ มากขึ้น

สำหรับวิธีการที่นิยมใช้กัน ก็เช่น การผลิต Content ทำ SEO ไปจนถึงทำโฆษณาด้วย Google Adwords

แต่สำหรับเว็บหรือเพจที่แทบจะไม่มีการเคลื่อนไหว อัพเดทน้อย หรือทำ SEO แบบสายเทคนิค ไปจนถึงเน้นทำแบบ Copy & Paste มันก็มีแนวโน้มที่ Google จะตัดคะแนนลงเรื่อย ๆ อันดับก็ยิ่งตกไปด้วย จึงไม่ต้องแปลกใจที่เว็บของเราจะไม่ค่อยมีคนคลิกเข้ามาดูครับ เพราะอันดับหล่นไปไกลจากหน้าแรกนั่นแหละครับ

ยิงแอด ช่วยแก้ระยะสั้น

ในระยะสั้น การยิงแอดก็เป็นทางหนึ่งที่จำเป็นต้องทำคู่ขนานไป

แต่ในกรณีที่มีงบประมาณยิงแอดไม่มาก ควรต้องประเมินสถานการณ์ว่า เราควรต้องทุ่มเทให้กับผลิตภัณฑ์ และช่องทางจัดจำหน่ายมากกว่าหรือไม่ครับ เพราะบางครั้งการทำเว็บไซต์ให้หรูหราก็ไม่ได้จำเป็นมากนัก แต่ที่สำคัญคือ การอัพเดท และ Content ที่ดึงดูดลูกค้าได้

แต่สุดท้ายแล้ว คุณต้องทำให้มี Content ที่มีการเข้าถึงแบบ Organic Reach ให้มากขึ้นด้วยครับ

บางครั้ง Google ไม่เชื่อถือเว็บสำเร็จรูป

จะสื่อว่า การใช้เครื่องมือทำเว็บสำเร็จรูปไม่ใช่เรื่องผิดนะครับ เพราะทั่วโลกก็ใช้กัน แถมยังสะดวก รวดเร็ว ไม่ต้องเป็นโปรแกรมเมอร์ก็สามารถทำเว็บอย่างง่าย ๆ ขึ้นมาได้ แม้แต่คนดังทั่วโลกก็ยังใช้งานเครื่องมืออย่าง WordPress.com Wix.com หรือ Blogger.com ซึ่งก็มีการพัฒนากันตลอดเวลา

เพียงแต่ มันจะมีความแตกต่างเรื่องการจดทะเบียนโดเมนเอง การเช่าโฮสติ้ง หรือเช่าพื้นที่ Cloud เป็นของตัวเอง เพราะในแบบหลังคุณต้องเสียค่าใช้จ่าย ในขณะที่แบบแรกเป็นการทำเว็บไซต์ฟรี

ซึ่งระบบค้นหาของ Google จะไม่ค่อยเชื่อถือเว็บไซต์จากโดเมนฟรี แม้ว่าจะไม่ใช่ทุกกรณีก็ตาม

ทางแก้ไขดีที่สุดจากกรณีต่าง ๆ ก็คือ หมั่นสร้างและอัพเดท Content สามารถช่วยได้ในระยะยาว ซึ่งจะช่วยกระตุ้นการมองเห็นแบบ Organic Reach ให้มากขึ้น และยังเพิ่มความน่าเชื่อถือสำหรับตัวตรวจจับของ Google ให้กับเว็บของเรามากขึ้นด้วยครับ

แล้วสำหรับสายที่ทำ SEO ก็ต้องระวังที่จะไม่ใช้เทคนิคที่เสี่ยงทำให้ Google ปัดคะแนนตกเหมือนกันครับ ซึ่งเรื่องนี้จะนำเสนอในโอกาสหน้าครับ

 

=============================================

สามารถติดตามเรา PSO ( Passive Selling Online ) ได้หลายช่องทางดังนี้

Facebook Page: passivesellingonline

LINE: @psocourse (อย่าลืมใส่เครื่องหมาย @)

มิถุนายน 27, 2019

5 ปัจจัย อีคอมเมิร์ซของจีนกำลังมาแรงที่สุดในโลก

China eCommerce

กลับมาอีกครั้งกับตั้งหลักออนไลน์ วันนี้ขอพูดถึงเรื่องสำคัญใกล้ตัวของทุกท่านครับ นั่นคือเรื่องการค้าปลีกออนไลน์บนช่องทางอีคอมเมิร์ซ ซึ่งของจีนกำลังมาแรงที่สุดในโลก

แค่เพียง Lazada ช่องทางเดียว ก็เรียกว่าแรงสุด ๆ  

ทั้งนี้ถ้าเราลองย้อนกลับไปดูช่วงเวลา 7-8 ปีที่ผ่านมา ตั้งแต่ปี 2012-2018 เราจะพบว่าจีนได้กลายเป็นประเทศที่มีช่องทางของธุรกิจค้าปลีกบนโลกออนไลน์ หรือ ช่องทางอีคอมเมิร์ซ E-Commerce ที่กำลังมาแรงที่สุด เป็นอันดับต้น ๆ ของโลก ที่สำคัญคือ มันมีส่วนอย่างมากในการช่วยพลิกชีวิตผู้คนในประเทศจีนให้มีฐานะทางการเงินที่ดีขึ้นอีกด้วย

วันนี้มาลองดูว่า มีปัจจัยอะไรบ้าง ที่ส่งเสริมแบบนั้น แล้วไทยเราจะเอามาปรับใช้ได้หรือไม่ครับ

1.มือถือเครื่องเดียวทำได้ครบวงจร

ข้อนี้เป็นปัจจัยสำคัญที่สุดเลยก็ว่าได้ แต่ที่จริงแนวทางนี้ จีนไม่ใช่ประเทศแรกที่ริเริ่ม เพียงแต่ว่าการพัฒนาแพลตฟอร์มชื่อดังของโลกตะวันตกโดยส่วนใหญ่นั้น เป็นการพัฒนามาตั้งแต่ 2-3 ทศวรรษที่แล้วในยุคที่อินเทอร์เน็ตเพิ่งจะเริ่มบูม นั่นมีส่วนทำให้แพลตฟอร์มส่วนใหญ่ถูกออกแบบมาเพื่อใช้งานบนเครื่องคอมพิวเตอร์ Desk Top หรือ Laptop เป็นหลัก

ในขณะที่การพอร์ตขึ้นบนมือถือ มาเกิดขึ้นในภายหลัง ซึ่งเป็นยุคที่จีนกำลังผงาดขึ้นมาพอดีครับ เรียกว่าจังหวะและการโตของเทคโนโลยีมันเกื้อหนุนกันพอดีด้วย

ที่สำคัญคือ บริษัททางด้านเทคโนโลยีของจีน ไม่ว่าจะเป็น Alibaba หรือ Tencent ต่างก็พัฒนาแพลตฟอร์มของตัวเองขึ้นมาเพื่อใช้งานในประเทศเป็นหลัก แล้วพวกเขาก็ทำในยุคที่โทรศัพท์มือถือพัฒนาขึ้นมาเป็นมากกว่าแค่อุปกรณ์สื่อสาร แต่สามารถใช้สำหรับเข้าอินเทอร์เน็ตและใช้งานทางธุรกรรมต่าง ๆ มากขึ้น ดังนั้นแพลตฟอร์มส่วนใหญ่ของจีนจึงถูกออกแบบมาเพื่อให้รองรับการใช้งานบนมือถือโดยเฉพาะ

2.ประสบการณ์ในการใช้งาน

ต่อเนื่องจากข้อแรกเลยครับ เมื่อทุกอย่างถูกพอร์ตไปบนมือถือ เพราะฉะนั้นรูปแบบการใช้งานก็เลยถูกบีบให้ต้องเน้นความสะดวกรวดเร็ว มีรูปแบบเรียบง่าย ไม่ต้องซับซ้อนมาก เช่น คนจีนเวลานี้ถ้าอยากซื้อของสักชิ้น ก็แค่เปิดมือถือ แล้วเข้าไปใน WeChat หรือบนเว็บค้าปลีกอย่าง Taobao และ Tmall แล้วก็จะมีสินค้าให้เลือก จากนั้นก็แค่กดคลิกเข้าไปดูภาพของเหล่านั้น เราก็สามารถเลือกซื้อของได้แล้ว

แล้วที่สำคัญมากก็คือ ระบบขนส่ง Logistics สะดวกรวดเร็ว มีการเชื่อมต่อกันทั้งประเทศ เมื่อสั่งของแล้วได้รับเร็ว ใครก็อยากใช้งานครับ ดีกว่าจะออกไปซื้อเอง

เมื่อผู้ใช้งานมีความเคยชิน ใช้จนคล่อง ก็เกิดประสบการณ์ดี ๆ ที่จะใช้งานในลักษณะนั้นต่อไปนั่นเองครับ

3.คนจีนแทบทุกคนมีกระเป๋าเงินออนไลน์

ทราบหรือไม่ว่า เวลานี้จีนเป็นประเทศที่มีการจ่ายเงินออนไลน์สูงสุดของโลก แซงหน้าสหรัฐอเมริกาเรียบร้อยแล้วครับ

หลังจากสั่งของบนอีคอมเมิร์ซแล้ว มันก็จะโยงไปยังกระเป๋าเงินออนไลน์ E-Wallet ซีงคนจีนมีการใช้งานมากที่สุด โดยเฉพาะ WeChat Pay และ Alipay ซึ่งมีสถิติล่าสุดจากปี 2018 ออกมาว่า

  • Alipay มีผู้ใช้งานทะลุ 900 ล้านคน
  • WeChat Pay มีผู้ใช้งานทะลุ 1,000 ล้านคน

แถมนักท่องเที่ยวจีนที่ออกไปต่างแดน ก็จะใช้งานแอพทั้งสองตัวนี้เพื่อจ่ายเงินซื้อของในร้านค้าของสนามบินหลายแห่งทั่วโลกด้วย

4.ใครก็เป็นเจ้าของร้านได้ไม่ยาก

เรียกง่ายๆ เลยว่า อีคอมเมิร์ซของจีนเปิดโอกาสให้ใครก็ได้เป็นคนดัง เป็นเซเล็บอยู่บนโลกออนไลน์ อยากจะขาย รีวิวสินค้า หรือจะทำ Live สดก็ได้

เช่น บริการของ Taobao Live ซึ่งจะทำให้ทุกคนสามารถทำการนำเสนอสินค้าของตนเองผ่านการ Live แบบสดๆ บน Online Streaming กระแสนี้กำลังเป็นเรื่องที่นิยมมากในประเทศจีน ซึ่งมีข้อมูลว่า ฟ่านปิงปิง นักแสดงสาวชื่อดังของจีนสามารถใช้การ Live สดผ่านทาง Taobao Live ทำให้สามารถสร้างมูลค่าบน Content ได้มากกว่า 74 ล้านเหรียญ จนขึ้นเป็นอันดับ 1 ของประเทศจีน

ในขณะที่คนทั่วไปก็ทำได้เหมือนกันครับ เมื่อวันคนโสด 11.11 ปี 2018 ที่ผ่านมา Yiya สาวน้อยหน้าใสที่โด่งดังจากการขายของและรีวิวสินค้าบน Taobao ได้ทะลุหลัก 300 ล้านหยวน ในเวลาเพียงคืนเดียว หลังจากเธอทำรีวิวแนะนำสินค้า ทั้งที่สินค้าบางตัวนี่เธอแทบจะไม่ได้ได้อ่านรายละเอียดเลยว่า มันมีอะไรบ้าง ซึ่งของที่ขายส่วนใหญ่คือแบรนด์ของกลุ่มเครื่องสำอาง ผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ เป็นต้น

5.กำลังซื้อมีความต้องการสูง

นอกจากแพลตฟอร์มรองรับทั้งพ่อค้าแม่ค้าออนไลน์และผู้ใช้งานทุกคนได้แล้ว คนจีนเวลานี้ก็มีกำลังซื้อและความต้องการสินค้าประเภทอุปโภคบริโภคมากขึ้นด้วยตามฐานะที่ดีขึ้นของประชากรในภาพรวมทั้งประเทศครับ

สรุปได้ว่า ทุกอย่างมันเกื้อกันครับ แต่ที่สำคัญคือ การใช้งานแพลตฟอร์มมันรองรับบนมือถือ ซึ่งเป็นอุปกรณ์ที่คนจีนและคนทั่วโลกแทบจะมีติดตัวและใช้งานสำหรับโซเชียลมีเดียกันมากที่สุด นี่ถือว่าเป็นปัจจัยสำคัญเลย

 

=============================================

สามารถติดตามเรา PSO ( Passive Selling Online ) ได้หลายช่องทางดังนี้

Facebook Page: passivesellingonline

LINE: @psocourse (อย่าลืมใส่เครื่องหมาย @)

มิถุนายน 27, 2019

บทสรุปอีคอมเมิร์ซไทย 2018 อะไรมาแรงที่สุด

eCommerce Thai


ตั้งหลักออนไลน์ จะมาช่วยสรุปให้ว่า ธุรกิจอีคอมเมิร์ซของไทยในปี 2018 ที่ผ่านมา มีอะไรบ้างที่มาแรง เพื่อไว้วิเคราะห์แนวโน้มสำหรับปี 2019 นี้ต่อไปครับ

อีคอมเมิร์ซในไทย ยังคงเติบโตได้อีก

อ้างอิงจากรายงานของ Statita พบว่าในไตรมาสที่ 3 ของปี 2018 ธุรกิจอีคอมเมิร์ซในไทยมีมูลค่าราว 3,757 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งก็คาดว่า ภายในปี 2018-2023 จะมีการเติบโตขึ้นอีกราว 11.2%

รายงานยังบ่งชี้อีกว่า ภายในสิ้นปี 2023 ธุรกิจออนไลน์ในไทยจะมีมูลค่าไปแตะอยู่ที่ 6,384 ล้านเหรียญ

นอกจากนี้ยังมีการคาดการณ์อีกว่า ประเภทของธุรกิจออนไลน์ที่มีส่วนแบ่งการตลาดและการเติบโตมากที่สุด คือกลุ่มสื่อบันเทิง และสินค้าประเภทอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งคาดว่าจะมีมูลค่ากว่า 1,043 ล้านเหรียญสหรัฐเลยทีเดียวครับ

ช่องทางอีคอมเมิร์ซที่มาแรงที่สุด

Lazada แน่นอนว่ากลายเป็นช่องทางอีคอมเมิร์ซที่มาแรงและมีการค้นหาสูงสุด จากในปี 2018 ที่ผ่านมา ซึ่งก็เข้าใจได้ไม่ยากเลยครับ เนื่องจากข้อมูลการค้นหาที่แสดงอันดับบนหน้าแรกของ Google ก็โยงอยู่กับสินค้าบน Lazada เป็นจำนวนมากแล้ว ที่สำคัญคือ มันกลายเป็นช่องทางที่บรรดาแบรนด์ยี่ห้อดังเข้ามาทุ่มการโฆษณาอย่างมาก ถ้ามีการเก็บข้อมูล กราฟก็จะแสดงผลในอันดับหนึ่งอยู่ตลอด

แต่ก็มีข้อมูลน่าสนใจ เช่น ในระหว่างเดือนพฤษภาคม-สิงหาคม จำนวนผู้เข้าชมลดลงอย่างมาก แม้ว่าจะกลับขึ้นมาหลังจากนั้น มีการวิเคราะห์โดย iPrice ว่าอาจเพราะเป็นช่วงที่ JD Central ที่เป็นคู่แข่งเริ่มเปิดตัวก็เป็นได้ หรือไม่ก็เพราะการจัดแคมเปญไม่สามารถกระตุ้นผู้เข้าชมได้มากพอ และยังอาจจะมีปัจจัยอื่น ๆ อีกด้วย

Shopee เป็นอีกช่องทางที่กำลังมาแรงมาก นอกจากการทุ่มโฆษณาและโปรโมชั่นต่าง ๆ บนสื่อหลายช่องทางแล้ว ชื่อของ Shopee ก็เริ่มเป็นที่คุ้นหูของคนทั่วไปมากขึ้น และสินค้าบางประเภทก็มีราคาถูกกว่าบน Lazada ด้วยครับ (ทั้งที่ของ Lazada ก็ถูกมากอยู่แล้วนะ)

สงครามราคา และการทุ่มโฆษณาในหลายช่องทาง คงจะดุเดือดขึ้นในปีนี้ ต้องรอจับตาดูครับ

แคมเปญบนแพลตฟอร์มที่มาแรงที่สุด

จากข้อมูลการค้นหาบน Google Trends มีรายงานที่ชี้ว่า แคมเปญ Lazada Birthday มีผู้ค้นหาข้อมูลมากที่สุดในปีที่ผ่านมา แซงแคมเปญในช่วงเทศกาลลดราคาวันคนโสด 11.11 Sale และวัน 12.12 Sale ซึ่งมีการค้นหามากที่สุดในปี 2017 ก่อนหน้านี้ครับ

คนไทยใช้อินเทอร์เน็ตเพิ่มขึ้นสูงสุด

ซึ่งอาจกล่าวได้ว่า การเติบโตของอีคอมเมิร์ซในไทย ก็สอดรับกับการใช้งานอินเทอร์เน็ตของคนไทยที่เพิ่มขึ้นสูงสุดในปี 2018 ที่ผ่านมา

มีข้อมูลรายงานจาก wearesocial ชี้ว่า ในปี 2018 คนไทยใช้อินเทอร์เน็ตกว่า 82% จากทั้งประเทศ

โดยประชากรไทย 69 ล้านคน มีสถิติการใช้งานอินเทอร์เน็ตมากกว่า 57 ล้านคน แบ่งเป็นผู้อยู่อาศัยในเขตเมืองมากกว่า 53% หรือประมาณ 82% ของประชากรทั้งหมด

สำหรับผู้ใช้งานที่มีการ Active บนแอพโซเชียลมีเดียต่าง ๆ อยู่ที่ประมาณ 51 ล้านคน คิดเป็น 74% ของประชากรทั้งหมดในเวลานี้ครับ

เรียกได้ว่า อีคอมเมิร์ซในประเทศไทย กำลังมาแรง ทั้งในส่วนของผู้บริโภคที่ใช้งาน และร้านค้าต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นแบรนด์ดังหรือท้องถิ่น ที่ก็มีการแข่งขันในด้านราคา และสินค้าที่หลากหลายกันมากขึ้น นอกจากเป็นโอกาสดีแล้ว การแข่งขันยังรุนแรงด้วย ซึ่งถ้าสนใจศึกษา สามารถเข้ามาดูในบริการและเพจของเราได้ครับ

 

=============================================

สามารถติดตามเรา PSO ( Passive Selling Online ) ได้หลายช่องทางดังนี้

Facebook Page: passivesellingonline

LINE: @psocourse (อย่าลืมใส่เครื่องหมาย @)

มูลค่าอีคอมเมิร์ซไทย เติบโตขึ้นปีละสามเท่าตลอด 5 ปีหลังสุด

thai e-commerce


ตั้งหลักออนไลน์อยากพูดถึงช่องทางอีคอมเมิร์ซครับว่า ตอนนี้มันเป็นธุรกิจขาขึ้นอย่างมาก ซึ่งมีประเด็นน่าสนใจที่มีการอัพเดทครับ แต่น่าเสียดายว่าสถิติและข้อมูลเหล่านี้ไม่ค่อยมีการเผยแพร่ในวงกว้างเท่าไหร่ ทางตั้งหลักออนไลน์จึงอยากนำมาตีแผ่ให้ทุกท่านทราบ อย่างน้อยก็เพื่อเป็นประโยชน์ให้กับทุกท่านที่กำลังมองหาโอกาสทำธุรกิจบนอินเทอร์เน็ต แล้วอาจมีคำถามตามมาครับว่า มันจะรุ่งได้จริงหรือไม่

ธุรกิจที่กำลังขาขึ้น

ทุกธุรกิจจะมี Circle วงจรของการเติบโต มีช่วงขาขึ้น ก็ต้องมีช่วงขาลง ซึ่งสำหรับอีคอมเมิร์ซในไทยนั้น มีรายงานที่ชี้ว่ากำลังมีมูลค่าเติบโตขึ้นปีละสามเท่าตลอด 5 ปีหลังสุด

สำหรับข้อมูลดังกล่าว อ้างอิงจาก Statista เกี่ยวกับมูลค่า และรายได้ของช่องทางอีคอมเมิร์ซในประเทศไทยตลอด 5 ปีหลัง รวมถึงคาดการณ์มูลค่าที่จะเติบโตขึ้นใน 3 ปีนี้

เรียกง่าย ๆ ว่ามันกำลังอยู่ในช่วงขาขึ้นครับ ซึ่งแค่นี้ก็เป็นเหตุผลสำคัญเพียงพอที่เราจะเข้ามาจับในช่องทางธุรกิจนี้

ยักษ์จีนมาร่วมกับเครือยักษ์ใหญ่ของไทย

เมื่อเดือนกันยายน 2018 ที่ผ่านมา เครือเซ็นทรัลของไทย ได้ร่วมข้อตกลงกับ JD.com (Jingdong) บริษัทผู้ให้บริการด้านอีคอมเมิร์ซยักษ์ใหญ่ของจีน (และยังเป็นคู่แข่งสำคัญของ อาลีบาบา ของแจ็คหม่าด้วย) ซึ่งก็เป็นการเปิดบริการของ JD Central ภายใต้การลงทุนมากกว่า 500 ล้านเหรียญสหรัฐ ตามที่มีการเปิดเผยข้อมูล ซึ่งในระยะแรกก็มีผลิตภัณฑ์มากกว่า 10,000 ชิ้น พร้อมกับโปรโมชั่นต่าง ๆ เพื่อมาดึงดูดลูกค้าให้เข้ามาใช้งานครับ

ในปี 2019 คาดว่าจะมีสินค้ามากกว่า 1 ล้านชิ้น ที่เข้ามาร่วมรายการครับ

Asean, flags, maps, emblems, Island Info Samui

ไทยจะเป็นแหล่งลงทุนใหม่

ไม่ต้องสงสัยเลยว่า อีคอมเมิร์ซในไทยจะกลายเป็นตลาดลงทุนแห่งใหม่ในยุคถัดไป โดยเฉพาะภายใน 2-3 ปีจากนี้ ซึ่งเวลานี้ที่กำลังเข้ามาแรงมาก นอกจาก Lazada ของอาลีบาบาจากจีนแล้ว ยังมี Shopee ของทุนใหญ่จากสิงคโปร์ด้วย ในขณะที่ Amazon และ ebay ก็น่าจับตามองเช่นกัน ซึ่งปัจจัยหลักก็มาจากเรื่องที่ทุนใหญ่จากจีนและหลายประเทศมองว่า ไทยคือฮับทางด้านอีคอมเมิร์ซของอาเซียน

คาดการณ์ว่า ภายในสิ้นปี 2019 จะมีคนไทยลงทะเบียนใช้งานในอีคอมเมิร์ซมากกว่า 25 ล้านคน ในขณะที่พ่อค้าแม่ค้าออนไลน์บนช่องทางนี้จะมีเพิ่มขึ้นราว 10% ภายใน 5 ปีนี้

อย่าเพิ่งรอให้ใครบอก หรือมัวแต่มองคนอื่นทำไปก่อนครับ มาศึกษาแล้วทำไปพร้อมกันครับกับตั้งหลักออนไลน์

=============================================

สามารถติดตามเรา PSO ( Passive Selling Online ) ได้หลายช่องทางดังนี้

Facebook Page: passivesellingonline

LINE: @psocourse (อย่าลืมใส่เครื่องหมาย @)

4 ปัจจัยกระตุ้นยอดขายออนไลน์ของจีนตั้งแต่ปี 2012-2018

china marketing online

ทางตั้งหลักออนไลน์ ขอพามาสำรวจข้อมูลน่าสนใจ สำหรับการตลาดจีนออนไลน์ โดยเฉพาะในช่วง 6 ปีที่ผ่านมา คือระหว่างปี 2012-2018 ซึ่งจีนได้กลายเป็นประเทศที่มีการขายสินค้าผ่านระบบออนไลน์ หรือช่องทาง E-Commerce พุ่งทะยานเป็นอันดับต้นๆของโลก แถมยังเป็นการช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศจีนด้วย แม้ว่าในปีที่ผ่านมา จีนจะมีเศรษฐกิจชะลอตัวลงก็ตาม

มาลองดูกันว่า มีปัจจัยอะไรบ้างที่เกื้อหนุนให้การตลาดจีนทางออนไลน์ประสบความสำเร็จครับ และผู้ประกอบการไทยก็ควรทราบข้อมูลไว้

1.E-Commerce แข่งขันกันจริงจัง โดยบริษัทยักษ์ใหญ่

โดยธรรมชาติแล้ว เมื่อมีการแข่งขัน ก็ทำให้เกิดการพัฒนาต่อเนื่อง ไม่หยุดนิ่ง แถมยังเป็นเรื่องของยักษ์ใหญ่จีนที่แข่งกันเองด้วยในแทบทุกสนาม

เดิมทีแล้ว ใคร ๆ ก็คิดว่า Alibaba จะครอบครองส่วนแบ่งการตลาดของ E-Commerce ในประเทศจีนเป็นอันดับ 1 ต่อไปอีกนานแบบที่ไร้คู่แข่ง (หรืออย่างน้อยเบอร์ 2 คงห่างอีกไกลมาก) อีกทั้งจากรายงานในปี 2018 ที่ผ่านมา Alibaba ก็สามารถครองส่วนแบ่งได้ถึง 70% ซึ่งก็ถือว่าแทบจะผูกขาดอยู่แล้ว

แต่กลายเป็นว่า Jack Ma เองยังไม่ค่อยพอใจนัก เพราะเมื่อหันลงไปดูอันดับ 2 อย่าง JD.com ก็จะพบว่าคู่แข่งรายนี้ไม่ได้หยุดนิ่งเลย แถมยังได้รับการสนับสนุนจาก Tencent ซึ่งเวลานี้ขึ้นแท่นเป็นบริษัทที่มีมูลค่ามากกว่า Alibaba เสียอีก

การแข่งขันเหล่านี้ทำให้ Alibaba ซึ่งมีร้านค้าออนไลน์ยอดนิยมอย่าง Taobao และ Tmall ไม่สามารถอยู่นิ่งเฉยได้ จนต้องมีการปรับปรุง พัฒนา และกระตุ้นยอดขาย หรือออกโปรโมชั่นต่าง ๆ ไปจนถึงพัฒนานวัตกรรมเสริมอื่นๆให้ก้าวหน้าขึ้น

ในเมื่อมีการแข่งขันที่จริงจัง ฝ่ายที่ได้ประโยชน์ ก็คือผู้บริโภคนี่เอง

2.แม่ค้าออนไลน์คนไหนก็ทำ Live สดเพื่อขายสินค้าได้

เป็นบริการที่เกิดขึ้นในช่วง 2-3 ปีหลัง และกลายเป็นเทรนด์มาแรงในการตลาดจีนออนไลน์ครับ

ตัวอย่างเช่น การเปิดใช้งานของ Taobao Live ที่ทำให้แม่ค้าออนไลน์สามารถนำเสนอสินค้าของตนเองผ่านการ Live แบบสดๆ บน Online Streaming ที่กำลังนิยมมากในประเทศจีน

มีสถิติน่าสนใจว่า ในวันคนโสด 11.11.2018 ที่ผ่านมา Viya เซเล็บสาวหน้าใสคนดังในโซเชียลจีน สามารถทำเงินได้มากกว่า 300 ล้านหยวน ภายในคืนเดียวด้วยการทำ Live สดเพื่อรีวิวและขายสินค้าบนเว็บไซต์ Taobao ซึ่งบางสินค้านั้นเธอแทบจะไม่ต้องรีวิวสรรพคุณอะไรเลยด้วยซ้ำไป

3.Tencent บุกตลาด E-Commerce ด้วยบริการ WeChat

WeChat แพลตฟอร์มที่คนจีนนิยมใช้งานสูงสุด มีจำนวนคนใช้งานมากกว่า 1,000 ล้านคนจากปี 2018 มีการเปิดบริการ WeChat Pay ซึ่งถือว่าเป็นคู่แข่งของ Alipay โดยตรงก็ว่าได้

สำหรับ WeChat Pay เป็นบริการของ Tencent บริษัทยักษ์ใหญ่อันดับหนึ่งของจีน ไม่แพ้ Alibaba ซึ่งมีข้อได้เปรียบคือ WeChat เป็นแพลตฟอร์มประเภทการส่งข้อความ ติดต่อสื่อสาร ที่คนจีนใช้งานกันมากที่สุด  แล้วเมื่อเสริมด้วยบริการชำระเงินผ่านทาง WeChat โดยเฉพาะบรรดาร้านค้าปลีกออนไลน์ ซึ่งใช้ได้สะดวกและสามารถทำธุรกิจได้ไม่ยาก ก็ทำให้การทำธุรกิจทางออนไลน์สะดวกมาขึ้น

4.Alipay ทำหน้าที่แทนบัตรเครดิต และให้ดอกเบี้ยมากกว่าธนาคาร

เหตุผลที่สำคัญมาก เพราะทุกวันนี้เริ่มมีคำกล่าวกันว่า เวลาคนจีนได้เงินสดมา พวกเขาจะไม่เอาเข้าธนาคาร แต่จะเอามาใส่ใน Alipay แทน สาเหตุหนึ่งเพราะมันทดแทนบัตรเครดิตได้ แถมยังให้ดอกเบี้ยดีกว่าธนาคารอีกด้วย

สำหรับเรื่องนี้ ทาง Alipay ได้ร่วมมือกับธนาคารฮ่องกงและเซี่ยงไฮ้ (HSBC Bank) ทำให้มีระบบฝากเงินที่จีนอย่างถูกต้อง ขณะเดียวกันก็เป็นระบบที่สร้างเพื่อทำให้เงินของคนจีนเข้ามาอยู่ในประเทศจีนให้มากที่สุด แล้วเมื่อฝากเกิน 6 เดือน ก็สามารถนำข้อมูลหรือ Statement ไปขอสินเชื่อส่วนบุคคลได้ด้วย แล้วระบบการจ่ายของ Alipay ยังสามารถทำให้ผู้บริโภคไม่ต้องจ่ายเงินทันที แต่จ่ายตามรอบบิลที่ครบรอบเหมือนการจ่ายบัตรเครดิตนั่นเอง

 ทั้งหมดนี้เป็นเพียงปัจจัยเบื้องต้นที่ทำให้การตลาดออนไลน์ของจีนประสบความสำเร็จและยิ่งเอื้อต่อพฤติกรรมของคนจีนในยุคใหม่มากขึ้นด้วยเช่นกัน ซึ่งผู้ประกอบการของไทยต้องศึกษาอย่างยิ่งถ้าจะบุกตลาดจีนครับ

  

=============================================

สามารถติดตามเรา PSO ( Passive Selling Online ) ได้หลายช่องทางดังนี้

Facebook Page: passivesellingonline

Youtube Channel: PassiveSellingOnline

LINE: @psocourse (อย่าลืมใส่เครื่องหมาย @)

4 เรื่องควรระวัง เลือกทำตลาดออนไลน์ผิด Channel

channel-online-wrong-2

ช่องทาง (Channels) สำคัญขนาดไหน??

ตั้งหลักออนไลน์ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มา ซึ่งอยากจะแนะนำขออธิบายง่าย ๆ ว่าถ้าคุณไม่มีหน้าร้านขายสินค้า หรือไม่ได้บอกให้คนอื่นรู้ว่า คุณกำลังทำอะไร ขายอะไร แล้วใครจะซื้อสินค้าละครับ

Channels จึงเป็นเรื่องสำคัญมากที่ผู้ประกอบการทุกคนต้องหาทางนำเสนอสินค้าหรือสื่อสารไปยังผู้บริโภค ซึ่งนี่ถือว่าเป็นหนึ่งในเรื่องสำคัญที่ทำให้ตั้งหลักออนไลน์หันมาจับธุรกิจอีคอมเมิร์ซเช่นกัน

แต่ก็มีข้อควรระวัง สำหรับการเลือกช่องทางที่เหมาะสมกับสินค้าและบริการของท่านเอง ซึ่งจากการอัพเดทในปี 2019 นี้ มาลองดูว่ามีข้อควรระวังอะไรบ้างครับ

1.ทุ่มโฆษณาผิดช่องทาง

สำคัญสุด ๆ เลยครับ ยกตัวอย่างง่ายว่า ปกติแล้ว ลูกค้าของคุณเลือกซื้อสินค้าและบริการที่ใกล้เคียงกับยี่ห้อของคุณเองจากช่องทางไหน

Facebook Google หน้าปกนิตยสาร จาก TV Direct หรือจากแผ่นป้ายโฆษณาตามที่ต่าง ๆ

ต้องตีโจทย์ข้อนี้ให้แตกก่อนครับ เพราะถ้าไม่อย่างนั้นแล้ว คุณเองก็จะเลือกทุ่มเม็ดเงินโฆษณาผิดช่องทางไปด้วย ซึ่งคนที่ทำการตลาดออนไลน์ ก็ผิดพลาดในเรื่องนี้กันไม่น้อยเลยครับ

2.ต้นทุน

เงินทุน คือเรื่องใหญ่ เพราะการลงทุนในเรื่องช่องทางไม่ควรที่จะทำให้งบประมาณของคุณบานปลาย หรือทำให้งบดุลขาดทุน แต่มันควรต้องเป็นค่าใช้จ่ายที่รวมอยู่ในต้นทุนมาตั้งแต่แรก

ดังนั้นถ้าช่องทางที่ว่านี้ทำให้ต้นทุนบานปลาย แสดงว่าอาจจะมาผิดทางแล้ว คุณอาจต้องรีบปรับแผนธุรกิจก่อนจะเริ่มต้น

3.อย่าเพิ่งรีบใช้เทคโนโลยีที่เราถนัด

หมายถึงว่า มีหลายคนที่ชอบเลือกใช้ช่องทางที่ตนรู้จักหรือมีความถนัดอยู่แล้ว

แต่อันที่จริงควรต้องดูว่า ของที่เราจะขาย หรือเราทำการตลาดให้ลูกค้านั้น ส่วนใหญ่แล้วเขาใช้ช่องทางไหนเป็นหลักกันแน่

ตัวอย่างเช่น คุณอยากขายของให้คนจีน ให้นักท่องเที่ยวจีน คุณอยากใช้ช่องทางโซเชียลช่วยเสริม แต่คุณเอาไปลงขายทาง Facebook แบบนั้นก็ผิดทางแล้ว เพราะคนจีนไม่ใช้ Facebook กัน แต่พวกเขาใช้ Weibo  แต่ขณะเดียวกัน ถ้าจะขายของ พวกเขาเข้าไปดูทาง Taobao เป็นต้น

4.Like เยอะ แต่ยอดขายไม่เกิด

ข้อควรระวังที่สำคัญมากคือ แท้จริงแล้วมันทำให้เกิดการซื้อกลับหรือรายได้จริงหรือไม่

นี่เป็นอีกหนึ่งในปัญหาคลาสสิกของการทำสื่อโซเชียลออนไลน์ เมื่อคุณลงทุนทำเว็บไซต์ จ่ายค่า SEO ยิงแอด Boost ทางโซเชียล ทำ Google Adwords อะไรทั้งหลายที่คอร์สด้านการตลาดหรือนักทำ Digital Marketing บอกให้ทำ แต่ปรากฏว่ามีคู่แข่งที่เป็นสินค้าใกล้เคียงกับของคุณ เขาใช้วิธีวางขายง่ายๆตามร้านของฝาก หรือก็แค่ฝากขายบนเว็บไซต์ไม่กี่อัน เขากลับขายได้เรื่อย ๆ

ของที่ขายได้ ก็แสดงว่าของมันก็มีดีอยู่ในตัว ดังนั้นของบางอย่างอาจจะไม่ต้องทุ่มทุนกับช่องทางการขายมากเกินไป แทนที่จะได้ลงทุนในเรื่องปริมาณการผลิตหรือด้าน Logistic แทนนั่นเองครับ

แต่ที่นำมานี้ก็เป็นเพียงข้อควรระวังเบื้องต้น ซึ่งก่อนจะลุยในช่องทางสื่อโซเชียลแล้ว ก็ควรต้องประเมินก่อนจะเริ่มธุรกิจครับ

=============================================

สามารถติดตามเรา PSO ( Passive Selling Online ) ได้หลายช่องทางดังนี้

Facebook Page: passivesellingonline

Youtube Channel: PassiveSellingOnline

LINE: @psocourse (อย่าลืมใส่เครื่องหมาย @)

M-Commerce ตั้งหลักออนไลน์ กับเทรนด์ของธุรกิจบนมือถือ

m commerce

กลับมาอีกครั้งกับตั้งหลักออนไลน์ครับ วันนี้เราอยากจะมาคุยกันถึงเทรนด์ใหม่ของการทำธุรกิจบนอินเทอร์เน็ตผ่านมือถือ หรือที่เรียกว่า M-Commerce (Mobile Commerce)

วันนี้เราจะมาแนะนำเบื้องต้นว่า มีอะไรที่เราควรทราบบ้าง และทำไมเราจึงไม่ควรตกขบวน

M – Commerce คืออะไร

ธุรกิจอีคอมเมิร์ซ E-Commerce กำลังเป็นช่องทางค้าปลีกทางออนไลน์ที่สำคัญ ซึ่งเราเชื่อว่าหลายคนเองก็เริ่มให้ความสนใจและรู้จักเรื่องของ E-Commerce กันในหลายมิติมากขึ้นแล้ว

แต่วันนี้ ตั้งหลักออนไลน์ของเรา ก็อยากแนะนำสิ่งที่สำคัญไม่แพ้กันสำหรับอนาคตของการตลาดทั่วโลกครับ เพราะทุกวันนี้พวกเราก็ใช้งานกันอยู่แล้วโดยที่ไม่รู้ตัว และก็มีแนวโน้มที่จะใช้งานมากขึ้นด้วย

นั่นคือ M-Commerce (Mobile Commerce)

หลายคนอาจมีคำถามว่า แล้วมันคืออะไร

เชื่อหรือไม่ว่า ที่จริงแล้วทุกวันนี้หลายท่านต่างก็ใช้งานเจ้าสิ่งนี้กันอยู่แล้วครับ เรียกง่าย ๆ ว่า มันคือการที่เราทำธุรกรรมทางการเงินต่าง ๆ ผ่านเครือข่ายโทรศัพท์มือถือ ซึ่งก็ครอบคลุมไปถึงการซื้อขายสินค้าด้วยระบบ E-Commerce เช่นกันครับ เพียงแต่เป็นการใช้ผ่านทางมือถือนั่นเอง

ในปัจจุบัน M-Commerce กำลังกลายเป็นรูปแบบของอีคอมเมิร์ซที่กำลังกลายเป็นเทรนด์ใหม่ ซึ่งต่อไปเชื่อว่าจะได้ยินคำนี้ตามสื่อโซเชียลและในหนังสือด้านการตลาดออนไลน์มากขึ้นไปด้วยครับ

 

ทำไมถึงได้รับความนิยม

“เพราะคนเราใช้มือถือกันมากขึ้น”

เรียกง่าย ๆ ว่า มือถือกำลังกลายเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันที่เราแทบจะขาดกันไม่ได้ไปแล้ว เพราะฉะนั้นในเมื่อมีอุปสงค์และอุปทานมากขึ้น ก็ทำให้นักลงทุน และผู้ให้บริการเทคโนโลยีด้านเครือข่ายอินเทอร์เน็ตให้ความสำคัญกับการพัฒนานวัตกรรมเพื่อรองรับช่องทางเหล่านี้เพิ่มขึ้นครับ

 

ระบบขนส่ง Logistics ที่ก้าวหน้ามากขึ้น

ก็ในเมื่อระบบขนส่งในปัจจุบันมีความสะดวกรวดเร็ว และการเชื่อมต่อระหว่างการสั่งซื้อสินค้าบนแพลตฟอร์มต่าง ๆ ได้เชื่อมเข้ากับระบบ Logistics อีกทั้งธุรกิจทั้งขนาดกลางและขนาดใหญ่ก็เข้ามาเล่นในพื้นที่นี้กันมากขึ้น

แล้วปัจจัยสำคัญคือ ค่าใช้จ่ายก็อาจจะถูกกว่าการที่คุณต้องเสียเวลาขับรถออกไปหาซื้อเองด้วยครับ

รูปแบบที่สะดวก เข้ากับไลพ์สไตล์

การสั่งซื้อสินค้าบนมือถือ ผ่านแพลตฟอร์มชื่อดัง เช่น Lazada Shopee หรือร้านค้าบนโซเชียลมีเดีย ทางเพจ Facebook และตามเว็บไซต์ค้าปลีกต่าง ๆ ก็ไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป

ไม่เพียงแค่วัยรุ่น แต่ผู้สูงอายุก็สามารถใช้งานได้สะดวก เพียงแค่คลิกในสิ่งที่ต้องการซื้อ แล้วมีการเปิดบัญชีไว้แล้วเท่านั้น ก็สามารถรับสินค้าจากที่บ้านได้เลย

นอกจากนี้ การทำธุรกรรมของ M-Commerce ยังมีการพัฒนารูปแบบที่ทำให้ใช้งานได้ง่าย สะดวกและไม่ยุ่งยากเท่ากับ E-Commerce โดยทั่วไป เพราะบางครั้งคุณสามารถสั่งซื้อสินค้าผ่านช่องทาง Line หรือ เพจ Facebook และร้านค้าออนไลน์ต่าง ๆ ได้ แค่กดเลือกและสั่งสินค้าที่ต้องการก็พอ

 

แนวโน้มในอนาคต

ปัจจุบัน อุปกรณ์มือถือที่พัฒนาขึ้นเรื่อยๆตามการแข่งขันจากบริษัทดังๆในโลก และการเก็บข้อมูล Big Data ที่มีบริษัทหลายแห่งทั่วโลกเริ่มมีการใช้งานมากขึ้นเพื่อหาความต้องการของผู้บริโภคให้ตรงประเด็นมากขึ้น ก็ส่งผลทำให้ M- Commerce กลายเป็นรูปแบบใหม่ที่มาแรงในเวลานี้ รวมถึงพฤติกรรมของมนุษย์ ที่เมื่อใช้งานครั้งหนึ่งแล้วได้ผลพอใจ ก็มีแนวโน้มที่จะใช้ต่อ

อีกทั้งในเวลานี้ “แทบทุกคนล้วนมีมือถือใช้งาน” นั่นแปลว่าการรับสาร ข้อมูล และ Content ต่างๆจะเป็นการรับผ่านทางมือถือไปด้วย

นั่นหมายความว่า นี่คือโอกาสในการขายและนำเสนอสินค้าไปด้วยเช่นกันครับ

สำหรับรายละเอียดอื่น จะนำเสนอในโอกาสต่อไปครับ

=============================================

สามารถติดตามเรา PSO ( Passive Selling Online ) ได้หลายช่องทางดังนี้ 

Facebook Page: passivesellingonline

LINE: @psocourse (อย่าลืมใส่เครื่องหมาย @)

Tencent กับทิศทางของ JD.Central สู้ศึก Alibaba

Tencent JD.Central fight Alibaba

ตั้งหลักออนไลน์ขอพาทุกท่านมาดูการแข่งขันในตลาด E-Commerce จากจีน และทิศทางน่าสนใจ จากการเข้ามารุกในตลาดนี้อย่างเต็มตัวของ Tencent

สำหรับสองบริษัทชื่อดังอย่าง Tencent และ Alibaba ได้ชื่อว่าเป็นสองบริษัทยักษ์ใหญ่ด้านนวัตกรรมเทคโนโลยี ที่มีมูลค่าสูงสุดของจีน ซึ่งในช่วงปี 2016-2018 ที่ผ่านมา โดยที่มีการแข่งขันกันในหลายตลาด แต่สำหรับพื้นที่ของ E-Commerce ในประเทศจีนเวลานี้ Alibaba คือหมายเลขหนึ่งที่ยังไม่มีใครโค่นล้มได้ ในขณะที่ Tencent ก็พยายามเข้าแย่งชิงส่วนแบ่ง โดยผ่านทาง JD.com ที่เป็นคู่แข่งในด้านนี้ของ Alibaba

ซึ่งจากสถานการณ์ปัจจุบัน Tencent เริ่มนำ JD.com เข้ามาตีตลาดในอาเซียนมากขึ้น ขณะที่ Alibaba ก็ถือว่าเป็นผู้เล่นใหญ่ในอาเซียน ผ่านทาง Lazada นี่จึงเป็นเสมือนศึกตัวแทนระหว่างสองค่ายใหญ่ของจีน

ความน่าสนใจอยู่ตรงที่ JD.com เริ่มมีส่วนแบ่งรายได้ในตลาดนี้เพิ่มขึ้น และกลายเป็นทัพหน้าสำคัญของ Tencent ในการรุกเข้าพื้นที่ซึ่ง Alibaba ครอบครองอยู่มากกว่า 70% อยู่ก่อนหน้านี้

แต่ก่อนอื่นมารู้จักกับ JD.com และโมเดลการตลาดให้มากขึ้นกันสักนิดกันครับ

e-commerce chaina

ที่มาของบริษัท JD.com ถือว่าไม่ธรรมดา เพราะผู้ก่อตั้งคือ Richard Liu ได้รับการยกย่องอย่างมากว่าเป็นหนึ่งในผู้ประกอบการและ Innovator ที่มีวิสัยทัศน์กว้างไกลและประสบความสำเร็จมากที่สุดคนหนึ่งของจีนในเวลานี้

แต่เดิม แนวทางการตลาดของ JD.com จะเป็นการทำตลาดในเชิง Aggressive หมายถึงเน้นการรุกมากกว่า Alibaba

จุดเด่นสำคัญคือ พวกเขามีการลงทุนทางธุรกิจที่คล้ายคลึงกับ Amazon ยักษ์ใหญ่จากสหรัฐอเมริกา นั่นคือการให้ความสำคัญกับบทบาทของตนเองในการเป็นผู้จัดจำหน่ายสินค้าและเป็นร้านค้าด้วยตนเองด้วย ซึ่งทาง JD.com จะให้ความสำคัญกับการลงทุนในสินทรัพย์ต่าง ๆ ที่มีมูลค่าสูง ไปจนถึงการทุ่มการลงทุนกับคลังสินค้า ระบบ Logistics ซึ่งทุกวันนี้ก็มีศูนย์กระจายสินค้าในจีนเป็นจำนวนมากกว่า 7,000 แห่ง และมีพนักงานขนส่งสินค้ามากกว่า 70,000 คน

จุดแข็งอีกประการของบริษัทคือ สามารถจัดส่งสินค้าได้ภายในเวลาแค่ 1 วันในทุกเมืองและทุกมณฑลของจีน ในแง่นี้ทำให้ JD.com แตกต่างจาก Alibaba ที่ใช้โมเดลธุรกิจโยงกับผู้ประกอบการรายย่อย หรือ SME รายต่างๆให้เข้ามาใช้บริการเป็นช่องทางจัดจำหน่ายสินค้า ในขณะที่ JD คือผู้บุกเบิกการจัดจำหน่ายสินค้าเองเหมือนกับ Amazon ของสหรัฐอเมริกา

อย่างไรก็ตาม ปัญหาของ JD.com ก็คือการเป็นผู้จัดจำหน่ายสินค้าเอง ทำให้ยังไม่สามารถครอบคลุมสินค้าที่หลากหลายหรือเข้าถึงผู้ประกอบรายย่อยได้เหมือนกับ Alibaba ที่วางตัวเองเป็นร้านค้าทางออนไลน์เป็นหลัก อีกทั้งชื่อเสียงของแบรนด์เองก็ยังไม่เทียบเท่ากับ Alibaba ซึ่งเป็นเบอร์ 1 ในด้านนี้

อย่างไรก็ตาม หากดูย้อนผลประกอบการในหลายปีที่ผ่านมาตั้งแต่ปี 2014 จะพบว่า JD.com มีรายได้เพิ่มขึ้นเป็น 37.5 พันล้านดอลลาร์ โดยเพิ่มขึ้นจาก 28 พันล้านดอลลาร์ในปี 2014 ส่วนแบ่งตลาดในประเทศจีนก็เพิ่มขึ้นเป็น 25% ในปี 2016 โดยเพิ่มขึ้นจาก 18% ณ สิ้นปี 2014 และถ้าการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานของหลิวเริ่มสร้างผลตอบแทนได้ การเติบโตภายในประเทศของ Alibaba ในอนาคตก็อาจตกอยู่ในความเสี่ยงอย่างช่วยไม่ได้

แล้วในปัจจุบันนี้ ก็คงไม่เกินเลยไปถ้าจะกล่าวว่า JD.com ซึ่งมี Tencent เป็นทั้งผู้ร่วมลงทุนและแบ็คอัพรายสำคัญ ได้กลายมาเป็นคู่แข่งที่น่ากลัวที่สุดสำหรับจ้าวตลาดอย่าง Alibaba แล้วก็ไม่อาจจะนิ่งนอนใจได้อีกต่อไป

สำหรับในประเทศไทยเวลานี้ พวกเขาก็ได้เข้ามาจับมือร่วมกับเครือ Central เพื่อขยายช่องทางธุรกิจไปแล้ว แต่ก็คงต้องจับตาดูต่อไปว่า JD.Com จะสามารถรุกคืบทางการตลาดอะไรให้เกิดขึ้นในวงการ E-Commerce ได้บ้าง โดยเฉพาะในภูมิภาคอาเซียน

 =============================================

สามารถติดตามเรา PSO ( Passive Selling Online ) ได้หลายช่องทางดังนี้ 

Facebook Page: passivesellingonline

LINE: @psocourse (อย่าลืมใส่เครื่องหมาย @)

>