Category Archives for "บทความ อีคอมเมิร์ซ"

Tencent และ Alibaba รุกตลาด Retail จุดแข็งที่กำลังเหนือกว่า Amazon

retail.

Tencent รุกคืบตลาด Retail ขยายการแข่งกับ Alibaba

         ตั้งหลักออนไลน์ ขอพามาอัพเดทเรื่องของการแข่งขันในตลาด Retail หรือค้าปลีกทางออนไลน์ในจีนบ้าง โดยเฉพาะศึกระหว่างสองยักษ์ใหญ่ของจีนอย่าง Tencent และ Alibaba

เรื่องนี้มีรายงานที่มาจาก Technote เกี่ยวกับการรุกคืบในตลาด Retail ของสองยักษ์ใหญ่ในวงการเทคโนโลยีและอีคอมเมิร์ซของจีนอย่าง Tencent เจ้าของ WeChat และ Alibaba เจ้าของ Alipay ซึ่งในเวลานี้กำลังขับเคี่ยวและเปิดศึกกันในตลาด Retail กันมากขึ้น

ทำไมถึงเป็น Retail ???

แน่นอนครับ เพราะมันคือช่องทางธุรกิจที่เกี่ยวกับ ปากท้อง การบริโภค และชีวิตประจำวันของมนุษย์ เป็นช่องทางการจำหน่ายสินค้าที่ใช้ในชีวิตประจำวัน ใช้แล้วหมดไป ขายทีหนึ่งคือกระจายออกไปในหลายเมือง และทั่วประเทศ เรียกง่าย ๆ ว่ามันคือธุรกิจในช่องทางของ 7-11 Tesco Lotus

retail.

ไม่ต้องแปลกใจว่าทำไมบริษัทที่มีความร่ำรวยอันดับต้น ๆ ของโลก จึงเป็น Amazon ที่ขายสินค้าทางออนไลน์ออกไปทั่วโลก

 ดังนั้นการแข่งขันและช่วงชิงพื้นที่ซูเปอร์มาร์เก็ตจึงอาจเป็นหมากสำคัญของ Tencent ที่ต้องจับตาดูต่อไป

สำหรับกลุ่มธุรกิจ Retail หรือธุรกิจค้าปลีก จัดว่าเป็น “พื้นที่” ที่สำคัญมากของ Alibaba ซึ่งในเวลานี้ทางบริษัท Tencent ก็ได้พยายามรุกเข้ามาในตลาดนี้มากขึ้นตั้งแต่ปี 2016-2018

ตรงนี้น่าสนใจครับ เพราะกลยุทธ์ของ Tencent ก็คือการทำสงครามตัวแทน โดยเลือกเข้าไปถือหุ้นใน Super Species ซึ่งเป็นร้านซูเปอร์มาร์เก็ตที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นซูเปอร์มาร์เก็ตแห่งอนาคต นี่จึงเป็นการเปิดศึกทางการค้าและแย่งส่วนแบ่งในตลาด Retail โดยตรง

แต่ Alibaba ก็ไม่ได้อยู่นิ่ง เพราะพวกเขาก็มีแผนการที่จะยกระดับ Retail ของตัวเองอยู่แล้ว โดยเฉพาะช่องทางแบบ New Retail ที่พวกเขาเป็นผู้นำร่อง

สำหรับ New Retail ก็คือการผสมผสานระหว่างร้านค้าแบบ Online และ Offline หรือที่เรียกว่า O2O นอกจากนี้ ยังมีการซื้อซุปเปอร์มาร์เก็ต Hema ซึ่งทาง Tencent เองก็พยายามรุกด้วยการลงทุนด้านนี้เช่นกัน

ส่วนสถานการณ์ของทั้งสองฝั่งเป็นอย่างไรบ้าง

Super Species ถือได้ว่าเป็นโปรเจคซูเปอร์มาร์เก็ตแนวใหม่ที่อยู่ในเครือ Yonghui ซึ่งเป็นธุรกิจด้านซุปเปอร์มาร์เก็ตรายใหญ่ของจีน ปัจจุบันมีอยู่ 20 สาขา ในขณะที่ Hema Supermarket มีอยู่ 17 สาขา

จะเห็นว่า นี่เป็นการเปิดศึกกันระหว่างสองบริการใหญ่ของจีนคือระบบกระเป๋าเงินออนไลน์ E-Wallet คือ WeChatPay และ Alipay ซึ่งเป็นบริการทั้งสองด้านที่คนจีนนิยมใช้กันมากที่สุดในเวลานี้

นอกจากนี้ทาง Tencent ก็ยังเป็นแบ็กอัพรายใหญ่ให้กับ JD.com ซึ่งเป็นเจ้าของเว็บ E-Commerce อันดับสองของจีน และเป็นคู่แข่งโดยตรงกับ Alibaba ด้วย

แล้วไทยมีผลกระทบอะไรบ้างไหม

มีอยู่เหมือนกันครับ เพราะทั้งสองฝ่าย รุกเข้ามาขยายตลาดในไทยอย่างจริงจังแล้ว

Alibaba ใช้ Lazada เป็นหัวหอก เข้ามาจับมือ MOU ร่วมกับรัฐบาลไทย

ส่วน Tencent เข้ามาจับมือกับเครือ Central เริ่มให้บริการ JD Central ซึ่งแม้ว่าจะยังมีกระแสตอบรับไม่ดีนัก แต่ปรากฏว่าในส่วนของ WeChat ซึ่งเป็นบริการหลักของบริษัท สามารถเข้ามากรุยทางได้ดีกว่า

ไม่ต้องแปลกใจว่าทำไมบริษัทที่มีความร่ำรวยอันดับต้น ๆ ของโลก จึงเป็น Amazon ที่ขายสินค้าทางออนไลน์ออกไปทั่วโลก

สำหรับกลุ่มธุรกิจ Retail หรือธุรกิจค้าปลีก จัดว่าเป็น “พื้นที่” ที่สำคัญมากของ Alibaba ซึ่งในเวลานี้ทางบริษัท Tencent ก็ได้พยายามรุกเข้ามาในตลาดนี้มากขึ้นตั้งแต่ปี 2016-2018

ตรงนี้น่าสนใจครับ เพราะกลยุทธ์ของ Tencent ก็คือการทำสงครามตัวแทน โดยเลือกเข้าไปถือหุ้นใน Super Species ซึ่งเป็นร้านซูเปอร์มาร์เก็ตที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นซูเปอร์มาร์เก็ตแห่งอนาคต นี่จึงเป็นการเปิดศึกทางการค้าและแย่งส่วนแบ่งในตลาด Retail โดยตรง

แต่ Alibaba ก็ไม่ได้อยู่นิ่ง เพราะพวกเขาก็มีแผนการที่จะยกระดับ Retail ของตัวเองอยู่แล้ว โดยเฉพาะช่องทางแบบ New Retail ที่พวกเขาเป็นผู้นำร่อง

สำหรับ New Retail ก็คือการผสมผสานระหว่างร้านค้าแบบ Online และ Offline หรือที่เรียกว่า O2O นอกจากนี้ ยังมีการซื้อซุปเปอร์มาร์เก็ต Hema ซึ่งทาง Tencent เองก็พยายามรุกด้วยการลงทุนด้านนี้เช่นกัน

ส่วนสถานการณ์ของทั้งสองฝั่งเป็นอย่างไรบ้าง

Super Species ถือได้ว่าเป็นโปรเจคซูเปอร์มาร์เก็ตแนวใหม่ที่อยู่ในเครือ Yonghui ซึ่งเป็นธุรกิจด้านซุปเปอร์มาร์เก็ตรายใหญ่ของจีน ปัจจุบันมีอยู่ 20 สาขา ในขณะที่ Hema Supermarket มีอยู่ 17 สาขา

จะเห็นว่า นี่เป็นการเปิดศึกกันระหว่างสองบริการใหญ่ของจีนคือระบบกระเป๋าเงินออนไลน์ E-Wallet คือ WeChatPay และ Alipay ซึ่งเป็นบริการทั้งสองด้านที่คนจีนนิยมใช้กันมากที่สุดในเวลานี้

นอกจากนี้ทาง Tencent ก็ยังเป็นแบ็กอัพรายใหญ่ให้กับ JD.com ซึ่งเป็นเจ้าของเว็บ E-Commerce อันดับสองของจีน และเป็นคู่แข่งโดยตรงกับ Alibaba ด้วย

แล้วไทยมีผลกระทบอะไรบ้างไหม

มีอยู่เหมือนกันครับ เพราะทั้งสองฝ่าย รุกเข้ามาขยายตลาดในไทยอย่างจริงจังแล้ว

Alibaba ใช้ Lazada เป็นหัวหอก เข้ามาจับมือ MOU ร่วมกับรัฐบาลไทย

ส่วน Tencent เข้ามาจับมือกับเครือ Central เริ่มให้บริการ JD Central ซึ่งแม้ว่าจะยังมีกระแสตอบรับไม่ดีนัก แต่ปรากฏว่าในส่วนของ WeChat ซึ่งเป็นบริการหลักของบริษัท สามารถเข้ามากรุยทางได้ดีกว่า

===============================================

สามารถติดตามเรา PSO ( Passive Selling Online ) ได้หลายช่องทางดังนี้

Facebook Page: passivesellingonline

LINE: @psocourse (อย่าลืมใส่เครื่องหมาย @ ด้วยนะครับ)

ความร่วมมือ 4 ด้าน ไทยและ Alibaba

Jack Ma

ร่วมมือ 4 ด้าน ไทยและ Alibaba

          ตั้งหลักออนไลน์ขอสรุปประเด็นสำคัญ เกี่ยวกับความร่วมมือทั้ง 8 ด้านระหว่างประเทศไทยและเครือ Alibaba ซึ่งเกิดขึ้นหลังจากการมาเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการของ Jack Ma ผู้ก่อตั้งเครือ Alibaba

เชื่อว่าหลายคนทราบกันดีอยู่แล้วว่า Jack Ma คือผู้ก่อตั้งและเจ้าของกิจการยักษ์ใหญ่ในจีนอย่าง Alibaba ซึ่งปัจจุบันถือว่าผู้ให้บริการด้าน E-Commerce และ E-Payment รายใหญ่ที่สุดของจีนในเวลานี้ โดยเฉพาะบริการกระเป๋าเงินออนไลน์อย่าง Alipay ซึ่งทุกวันนี้มีจำนวนผู้ใช้บริการมากกว่า 800 ล้านคน อีกทั้งยังมีเว็บไซต์ E-Commerce ที่ทำยอดขายต่อปีมหาศาลอย่าง Tmall Taobao Aliexpress

แล้วหัวหอกหลักที่เข้ามาในไทยและอาเซียน เรารู้จักกันดีคือ Lazada ซึ่งหลายคนก็อาจจะเปิดร้านค้าหรือขายของทางออนไลน์อยู่ในช่องทางนี้กันอยู่แล้วด้วย

นอกจากนี้ทางบริษัท Alibaba ก็ได้ทำข้อตกลงความร่วมมือกับรัฐบาลไทยและในภาคส่วนต่าง ๆ ซึ่งก่อนหน้านี้ก็ได้มีการวิพากษ์วิจารณ์กันมาก จากความกังวลเรื่องการเข้ามาของทุนใหญ่จากจีนว่าจะส่งผลกระทบกับผู้ประกอบการรายย่อย  แล้วเพื่อให้หลายท่านหายสงสัย ทางเราจึงอยากจะสรุปความร่วมมือต่าง ๆ ซึ่งทาง Alibaba ได้ทำข้อตกลงไว้ โดบเราสามารถแบ่งได้เป็นหัวข้อหลัก ได้แก่

  • ความร่วมมือด้านการค้า การลงทุนและการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ Digital ระหว่างสำนักงาน EEC ภูมิภาคตะวันออก และ Alibaba.com Singapore e-Commerce Private Limited รวมถึงการใช้เทคโนโลยีของ Alibaba และการประมวลข้อมูลด้าน Logistics เพื่อทำให้มีความรวดเร็วและประสิทธิภาพในการขนส่งสินค้า ทั้งระหว่างประเทศโดยเฉพาะไทย-จีน และการส่งสินค้าไปยังกลุ่มประเทศอาเซียน และยกระดับการส่งออกสินค้าไปยังประเทศอื่นทั่วโลก
  • ความร่วมมือและลงทุนด้าน Smart Digital Hub โดยในส่วนนี้จะเป็นการจัดตั้งและสร้าง ศูนย์ปฏิบัติการในพื้นที่ของ EEC เป็นความร่วมมือกับ Cainiao Smart Logistics Network Hong Kong Limited  
  • พัฒนา SME ไทย รวมถึงบุคลากรด้าน Digital ระหว่างกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม (กสอ.) กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ และโรงเรียนสอนธุรกิจในเครือ Alibaba Business School เป็นโปรเจคที่เน้นการพัฒนาทรัพยากรบุคคลและด้านแนวคิด รวมถึง Start Up สำหรับผู้ประกอบการไทย
  • ความร่วมมือด้านการท่องเที่ยวด้วยระบบ Digital และส่งเสริมการท่องเที่ยวเมืองรอง ระหว่างการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย และบริษัท Zhejiang Fliggy Network Technology Company Limited แนวทางคือการแนะนำสถานที่ท่องเที่ยวเมืองรองและส่งเสริมการขายสินค้า ของฝาก ที่ระลึก

ดังนั้น ไม่เพียงแค่ Alibaba ในฐานะผู้ให้บริการ E-Commerce แล้วนำสินค้าไปขายบน Tmall ซึ่งเป็น Platform รายใหญ่ของตนเท่านั้น แต่ทาง Alibaba ยังมีความร่วมมือในภาคส่วนต่าง ๆ อีกด้วยครับ ซึ่งการเข้ามาในลักษณะนี้ ทำให้เราจำเป็นต้องมองแพลตฟอร์มในเครือของ Alibaba ไว้เป็นทางเลือกที่สำคัญด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง Lazada ที่กำลังครองตลาดเมืองไทยในเวลานี้

ในแง่ของความเสี่ยงก็มีเช่นกัน เมื่อมีเจ้าหนึ่งเปิด เจ้าอื่นก็ตามมา การแข่งขันเป็นเรื่องที่เลี่ยงไม่ได้ ทั้งในส่วนของร้านค้าบนออนไลน์ และระหว่างผู้ให้บริการ E-Commerce รายต่าง ๆ ซึ่งมีการคาดการณ์จาก Boston Consulting Group ที่ชี้ว่า ภายในปี 2018-2019 Alibaba จะสามารถเข้ามากินส่วนแบ่งในตลาดนี้จาก Amazon ได้มากกว่า 90,000 ล้านเหรียญสหรัฐ 

สำหรับผู้ประกอบการไทยก็จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องศึกษาและปรับตัวสำหรับตลาดออนไลน์โดยเร็ว เพราะมันใกล้ตัวกว่าที่คท่านคิด และเป็นโอกาสทางธุรกิจครับ

===============================================

สามารถติดตามเรา PSO ( Passive Selling Online ) ได้หลายช่องทางดังนี้

Facebook Page: passivesellingonline

LINE: @psocourse (อย่าลืมใส่เครื่องหมาย @ ด้วยนะครับ)

6 เรื่องที่ไม่ควรทำสำหรับ SEO Content

SEO

6 เรื่องที่ไม่ควรทำ SEO Content

         ตั้งหลักออนไลน์ พามาแบ่งปันข้อควรระวัง สำหรับเรื่องที่เราไม่ควรทำกับ SEO Content ซึ่งเวลานี้กำลังเป็นที่นิยมกันทั่วไป เพื่อดันอันดับของเว็บไซต์และเพจให้อยู่อันดับต้น ๆ และทำให้ลูกค้าค้นหาได้ง่ายขึ้น ถ้าหากใครทำสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้อยู่ ก็ขอให้ระวังหรือปรับเปลี่ยนครับ มาดูว่ามีอะไรบ้าง

เว็บหรือเพจ ไม่มี Content ที่ดีพอ

เรียกง่ายๆว่า ไม่สนใจเรื่องการสร้างพื้นฐานที่ดีให้เว็บไซต์ นั่นคือเรื่องที่ควรหลีกเลี่ยง และก็มีหลายเว็บไซต์ที่ละเลยในเรื่องนี้ไป จนสุดท้ายกลายเป็นว่าการทำ SEO ล้มเหลว

นอกจากนี้ ถ้าเราจะทำ SEO แบบเทคนิคที่ใช้ Keyword ในปริมาณมาก หรือการซ้ำบ่อย ๆ ที่เรียกว่า Keyword Density ก็ยังสามารถใช้ได้ แต่ไม่ควรให้เป็นวิธีการหลักอีก เพราะตัวจับของ Google เองก็มีการปรับเปลี่ยนบ่อยครั้ง ซึ่งในระยะยาวแล้ว การเข้าถึงแบบ Organic Reach จะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อเว็บไซต์มีคะแนนคุณภาพที่ดี ซึ่งก็มาจาก Content ที่มีเนื้อหาสาระดีพอนั่นเอง

ขาดการอัพเดท

เป็นอีกหนึ่งเรื่องพื้นฐาน

ซึ่งมาจากการอัพเดทเนื้อหาอย่างสม่ำเสมอ และมีคุณภาพ

ทำ Link ไว้มาก แต่ไม่มีความเกี่ยวข้องกับเว็บไซต์ คือการทำ Link Network สามารถทำได้ แต่ควรเป็น Link และเว็บไซต์เพื่อนบ้านที่เกี่ยวข้องกับสินค้าและบริการของเว็บไซต์คุณเอง

Script

การใส่ภาพและ Script เข้าไปมากจนเว็บไซต์โหลดช้า

เว็บโหลดช้า นี่คือหนึ่งในสาเหตุสำคัญที่ทำให้คะแนนของเว็บไซต์ร่วง และการเข้าดูซ้ำของคนน้อยลงหนึ่งในต้นเหตุมาจาก ความที่คนทำเว็บไซต์ส่วนใหญ่พยายามใส่รูปภาพหรือ Script เข้าไปมากเกินไป แล้วก็เลยทำให้เว็บไซต์โหลดขึ้นได้ช้ามาก

แล้วสิ่งที่น่ากลัวที่สุดคืออะไรทราบหรือไม่ครับ นั่นคือเจ้าของเว็บไม่รู้ตัวว่าเว็บเราโหลดช้า อาจจะเพราะไม่มีเวลาเข้ามาดูเอง หรือมัวแต่ไปปั้นการแชร์เพจบน Facebook จนละเลยเว็บไซต์ รู้ตัวอีกทีอันดับเว็บของเราโดนคู่แข่งเบียดร่วงไปแล้วก็มี  

แล้วในบางกรณี อาจจะส่งผลให้เกิดอัตราการตีกลับ (Bounce Rate) ที่ทำให้อันดับบน Google ของเราร่วงด้วยครับ นี่จึงเป็นเรื่องควรระวัง

Keyword กว้างและไม่เกี่ยวข้อง

เป็นหนึ่งในเรื่องที่ควรระวัง ถ้าหากว่า Keywords ที่เราเลือกใช้ไม่ได้เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์ หรือมีความกว้างมากเกินไป ก็อาจจะส่งผลได้ เพราะยิ่งกว้าง การแข่งขันก็ยิ่งสูง สิ่งที่เราต้องประเมินมากขึ้นคือการเจาะไปที่คำเฉพาะมากขึ้น

ตัวอย่างเช่น คำว่า โต๊ะ ก็จะมีคำรองถัดมาที่มีการค้นหาสูงเช่น โต๊ะอาหาร โต๊ะกาแฟ โต๊ะไม้ เราก็สามารถเจาะลงไปได้อีกสำหรับคำเช่น การเลือกซื้อโต๊ะ การแต่งร้านอาหาร วัสดุ ราคา เป็นต้น

Link มากเกินไป ไม่ใช่เรื่องดี

เนื่องจากเวลานี้ทาง Google ได้มีการลดการให้ความสำคัญต่อการจัดอันดับโดยประเมินจากจำนวนลิงก์ เพราะหลายเว็บเลือกใช้วิธีการโยงลิ้งก์เข้ามามาก แต่ในเว็บไซต์กลับไม่มี Content ที่ดึงดูดหรือน่าให้มีการเข้าซ้ำมากพอ

แม้ว่า Google จะยังคงให้ความสำคัญกับการเชื่อมลิงก์อยู่ แต่ก็ลดการประเมินในส่วนนี้ลง แถมยังจะเพิ่มบทลงโทษให้กับการสร้างลิงก์ที่ไม่มีคุณภาพอีกด้วย ซึ่งจะส่งผลต่อการจัดอันดับสำหรับเว็บไซต์ของเราไปด้วย ถ้าใช้วิธีการเชื่อมโยงลิ้งก์ที่ไม่มีคุณภาพมากเกินไป

โพสข้อมูลซ้ำในเว็บอื่นที่ไม่มีคุณภาพ

เป็นหนึ่งในกลยุทธ์หนึ่งที่เว็บใช้กันอยู่ รูปแบบคือ ไปทำโปรโมทสินค้าและบริการโดยใช้เว็บประกาศขายสินค้า (Classified) แต่ผลคือเว็บไซต์ที่เราเอา Content ไปโพสไว้นั้นเป็น Link Network ที่มี IP ของเว็บไซต์เหมือนกัน

อีกกรณีที่พบบ่อยคือ Copy&Paste ซึ่งถ้าเจอแบบนี้บ่อยครั้งเข้า เว็บไซต์ของเราอาจจะเสียอันดับไปแบบไม่รู้ตัวเลยครับ

         โดยสรุปแล้ว การเขียนบทความ หรือสร้าง Content ที่น่าสนใจแล้วหมั่นอัพเดทบ่อย ๆ ถือว่าเป็นวิธีการที่เรียบง่ายแต่ได้ผลดีที่สุดในระยะยาว แม้ว่าจะต้องใช้พลังสร้างสรรค์อยู่บ้าง แต่สุดท้ายแล้วมันก็จะส่งผลต่อเว็บของเราในแง่การปั้นแบรนด์และการเข้าถึง รวมถึงสร้างฐานผู้ติดตามได้ดีกว่าครับ

===============================================

สามารถติดตามเรา PSO ( Passive Selling Online ) ได้หลายช่องทางดังนี้

Facebook Page: passivesellingonline

LINE: @psocourse (อย่าลืมใส่เครื่องหมาย @ ด้วยนะครับ)

5G กำลังจะมา โลกอินเทอร์เน็ตยกระดับ ทุกธุรกิจต้องปรับตัว

5G

5G กำลังจะมา ธุรกิจต้องปรับตัว

เมื่ออินเทอร์เน็ต 5G กำลังจะมา ทุกธุรกิจต้องปรับตัวอะไรบ้าง

         วันนี้ตั้งหลักออนไลน์อยากจะแบ่งปันข้อมูลเพื่อให้ทุกท่านได้อัพเดทกันครับ เพราะทุกวันนี้อินเทอร์เน็ตได้แทรกเข้ามาอยู่ในหลากหลายอาชีพ และในทุกธุรกิจ รวมถึงในชีวิตประจำวันด้วย มันจึงเป็นเรื่องใกล้ตัวกับชีวิตของเราอย่างมากครับ

5G คืออะไร?

5G เครือข่ายอินเทอร์เน็ต ที่เราจะเริ่มเห็นโฆษณาและในสำนักข่าวตามเพจพูดถึงกันมากขึ้น มันย่อมาจาก เจนเนอเรชั่นที่ 5 ของการสื่อสารด้วยโทรศัพท์มือถือ (5th Generation of Cellular Mobile Communications) โดยในปัจจุบัน ก็ได้มีข้อกำหนดออกมาเกือบสมบูรณ์ และเตรียมจะประกาศใช้ในช่วงปี 2020 ที่จะถึงนี้แล้ว

สำหรับเหล่าเครือข่ายและผู้ผลิตมือถือทั่วโลกก็เริ่มออกมาเคลมว่า เครือข่ายของตัวเองสามารถรองรับ 5G ได้ แต่หลายท่านก็อาจจะมีคำถามว่า แล้ว 5G มันดีกว่า 4G ยังไง แค่เน็ตเร็วขึ้นกว่าเดิมไม่ใช่เหรอ หรือมันมีอะไรมากกว่านั้น เพราะทุกวันนี้หลายคนก็สามารถใช้ 4G สำหรับเล่น Facebook ดูคลิปยูทูป หรือ Live สดกันได้รวดเร็วอยู่แล้ว อาจจะมีกระตุกไปบ้าง หรือว่าถ้ามี 5G จะช่วยให้เร็วขึ้น แล่นปรื้ด ไม่มีสะดุดอะไรแบบนั้นหรือเปล่า

เอาเป็นว่า มาลองดูสเปกเบื้องต้น ของ 5G กันครับ ว่ามีอะไรบ้าง

  • ให้ความเร็วสูงสุดได้ถึง 10Gbps
  • Latency ระยะเวลาการเชื่อมต่อไปยังปลายทาง น้อยกว่า 0.001 วินาที
  • สามารถรองรับการเชื่อมต่อจากอุปกรณ์ เพิ่มขึ้นได้ถึง 100 เท่า ในแต่ละพื้นที่
  • ใช้พลังงานเพื่อเชื่อมต่อน้อยลง 90% ทำให้ประหยัดอายุแบตเตอรี่ได้
  • มี Bandwidth เพิ่มขึ้นราวพันเท่าในแต่ละพื้นที่
  • ครอบคลุมพื้นที่ได้ 100%
  • มีความเสถียรสูงมาก

สำหรับในปัจจุบันเราจะได้เห็นการเตรียมพร้อมของแต่ละเครือข่ายทั่วโลกพัฒนาตนเองให้รองรับการมาของ 5G ตั้งแต่ปีหน้ากันแล้ว เรียกว่าเป็นการแข่งขันที่ดุเดือดมากครับ

5G

การเปลี่ยนแปลงจาก 1G-5G

เรื่องของตัวเลขก็อีกกรณีหนึ่ง แต่ในแง่ประโยชน์ใช้งานจริงละ

ซึ่งถ้าเราย้อนดู จะเห็นถึงการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในแต่ละ Generation คือ

  • 1G ติดต่อสื่อสารด้วยเสียง
  • 2G สามารถรองรับการส่งข้อความหากัน
  • 3G เริ่มใช้งานเชื่อมต่อเครือข่ายอินเทอร์เน็ตทั่วไป
  • 4G สามารถดูภาพและเสียงได้ชัดเจน
  • 5G สามารถเชื่อมต่อกับทุกอย่างได้

5G กับประเทศไทย

สำหรับความจำเป็นที่ต้องใช้ 5G ในเวลานี้บางประเทศมีเทคโนโลยีที่เตรียมรองรับเพื่อใช้งานกันแล้ว เริ่มมีการทดลองใช้งานกันในบางพื้นที่ ซึ่งในส่วนของเมืองไทยยังไม่มีความพร้อมมากนัก เพราะปัจจุบันยังไม่ได้มีการจัดสรรคลื่นในช่วงความถี่สูงเกิน 3GHz ออกมาให้เห็นกัน

แต่ในปัจจุบัน บรรดาค่ายต่าง ๆ ก็มีคลื่นความถี่ในมือเกิน 100MHz ซึ่งมือถือค่ายดังของจีนอย่าง Huawei ในฐานะที่เป็นผู้นำในด้านการทำเครือข่าย 5G ก็แนะนำให้ประเทศที่ต้องการจะเข้าถึง 5G โดยเร็วมีไม่น้อยไปกว่านี้

คาดว่าเร็ว ๆ นี้ ค่ายที่มีความพร้อมในไทยก็คงจะเป็นกลุ่มค่ายใหญ่ เช่น AIS, True, dtac ตามลำดับ

โดยสรุปแล้ว ภายในปี 2020 คนไทยน่าจะได้เริ่มใช้งานเครือข่าย 5G แน่ เพียงแต่คนไทยส่วนใหญ่ที่พร้อมจะใช้งาน 5G นั้น ก็ยังไม่สามารถตอบได้ แต่ที่แน่ ๆ คือยังไงการเปลี่ยนแปลงของโลกก็จะมาถึงอยู่ดีครับ

===============================================

สามารถติดตามเรา PSO ( Passive Selling Online ) ได้หลายช่องทางดังนี้

Facebook Page: passivesellingonline

LINE: @psocourse (อย่าลืมใส่เครื่องหมาย @ ด้วยนะครับ)

ปั้นเว็บไซต์ด้วย SEO Content และ Google Adwords แบบไหนดีกว่า

seo content

SEO Content และ Google Adwords

แบบไหนดีกว่า

       ตั้งหลักออนไลน์มาแบ่งปันข้อมูลที่จำเป็นสำหรับการตลาดออนไลน์ในยุคนี้ครับโดยเฉพาะการปั้นเว็บไซต์ด้วยกลยุทธ์แบบ SEO Content และ Google Adwords ตรงนี้หลายคนอาจสงสัยว่า แล้วแบบไหนดีกว่ากัน ทางตั้งหลักออนไลน์จะมาให้คำแนะนำครับ

SEO Content

รูปแบบที่พบบ่อยคือ การเขียนบทความ หรือผลิต Content ที่มีความน่าสนใจ ดึงดูด โดยมีการกำหนดเป้าหมายว่าต้องการอะไร จากนั้นคอยหมั่นอัพเดทขึ้นบนเว็บไซต์หรือบนเพจของเราบ่อย ๆ บางเพจอาจจะอัพเดทแบบวันหนึ่ง 2-3 ครั้งด้วยซ้ำ

สำหรับบทความ Content ที่เหมาะสำหรับการทำตลาด ก็สามารถการทำ SEO เพื่อเพิ่มโอกาสในการค้นหาของ Google ได้ โดยเฉพาะการใช้ Keywords ที่เกี่ยวข้องกับสินค้าและบริการของเว็บไซต์ของเรา หรือเขียน Content ที่มีหัวข้อน่าสนใจ ตอบโจทย์ความต้องการของผู้ค้นหา หรือแก้ปัญหาต่าง ๆ ได้ เรียกว่าถ้าสามารถผลิตเนื้อหาที่มีคุณภาพได้มากพอ ซึ่งก็ไม่จำเป็นต้องมีเนื้อหาที่ยาวเสมอไป แต่ขอให้ตรงความต้องการ หรือเป็นกระแสในเวลานั้น ก็สามารถดันอันดับการค้นหาใน Google ได้เป็นอย่างดี ซึ่งยังมีส่วนช่วยสร้างอันดับที่ดีขึ้นบน Google ที่มีความยั่งยืนและมั่นคงให้กับเว็บไซต์ของเราด้วยครับ

ซึ่งการทำ SEO Content ก็ไม่จำเป็นต้องเขียนบทความเสมอไป แต่สามารถใช้การทำ Video หรือภาพที่น่าสนใจ ไม่ว่าภาพถ่าย ภาพการ์ตูน ก็มีส่วนช่วยด้วย ซึ่งนี้ว่าเป็นวิธีการพื้นฐานที่จำเป็นมาก

แต่ปัญหาของ SEO Content ถ้าไม่ได้มีทักษะในการเขียนมากพอ หรือไม่ได้มีความรู้ในเรื่องที่จะถ่ายทอดออกมา ไปจนถึงไม่ได้มีเวลาที่จะอัพเดทเช่นนี้ได้ทุกวัน ก็เป็นวิธีการที่อาจจะค่อนข้างยากสำหรับกลุ่มเว็บไซต์ที่เน้นขายสินค้าและบริการทั่วไปซึ่งต้องการเน้นยอดขายเป็นหลัก เพราะเป็นเรื่องยากที่จะผลิต Content ให้น่าสนใจแล้วอัพเดทได้ทุกวัน แต่อันที่จริงแล้ว ถ้าเข้าใจหลักการในการจัดอันดับของ Google มากพอ ก็สามารถทำให้เรื่องนี้ทำได้ง่ายมากขึ้น เพราะสำหรับเว็บไซต์ที่มุ่งเน้นการขายสินค้าและบริการ ถ้าสามารถผลักดันให้ขึ้นมาติดในการค้นหาหน้าแรกของ Google ได้ ก็มีโอกาสที่จะเพิ่มยอดขายได้อย่างมาก แต่กระบวนการนี้ก็ต้องใช้เวลาอย่างน้อย 3-6 เดือนเป็นส่วนใหญ่ ที่สำคัญคือ การแข่งขันสูงมาก ในขณะที่ค่าใช้จ่ายจะถูกกว่า Google Adwords และสามารถควบคุมได้มากกว่า

Google Adwords

Google Adwords

มุ่งเน้นการเจาะไปที่คำค้นหาสำหรับทำโฆษณา

          ซึ่งแนวทางของ Google Adwords คือการเล่นกับ Keywords ที่เกี่ยวข้องกับพฤติกรรมของผู้คน เพราะเมื่อคนเราต้องการการค้นหาข้อมูลที่ต้องการบน Google ก็จะเลือกจากคำค้นหาที่เป็น Keywords และในคำที่อาจจะมีส่วนเกี่ยวข้อง

ตัวอย่างเช่น ถ้าต้องการค้นหาคำว่า “คอนโด” “รองเท้า” “เก้าอี้” “หนังสือ” เมื่อเลือกคำแล้วพิมพ์ลงใน Google ก็จะมีคำอัตโนมัติขึ้นมาให้เลือกเพิ่มเติมอีก เช่น

  • คอนโด มือสอง
  • คอนโด น่าอยู่
  • รองเท้า ยี่ห้อไหน
  • เก้าอี้ พลาสติก
  • หนังสือ การ์ตูน
  • หนังสือ มือสอง

        ดังนั้น นี่จึงเป็นเครื่องมือที่จะเข้ามาช่วยเพื่อกระตุ้นให้การค้นหาคำเหล่านี้พบเว็บไซต์ของเราได้ขึ้นมาอยู่ใน Google Ranking ที่ดี โดยหลักการแล้วก็จะช่วยให้การค้นหาเว็บไซต์ของคุณขึ้นมาติดอันดับอยู่ในหน้าแรกทันที วิธีนี้จะเรียกอีกอย่างว่า Paid Search

        แต่ปัญหาก็อยู่ที่ การซื้อโฆษณามีค่าใช้จ่ายที่สูง ตามแต่ Keywords ที่มีการแข่งขันและค้นหาในปริมาณมาก นอกจากนี้ยังมีปัญหาอีกจุดคือ มีแนวโน้มที่คนจะไม่ได้คลิกเข้ามามากอย่างที่คาดการณ์ไว้เช่นกัน แต่ปรากฏว่าอันดับรองๆลงมาที่ไม่ได้มีการขึ้นว่าซื้อโฆษณาของ Google กลับได้รับความสนใจมากกว่าก็เป็นได้

สุดท้ายแล้วนี้

การทำ SEO Content กับ Google Adwords เป็นเรื่องที่ควรทำผสมผสานไปด้วยกัน แต่การทำ Content ที่มีคุณภาพในระยะยาวย่อมเป็นเรื่องที่ดีกว่า

===============================================

สามารถติดตามเรา PSO ( Passive Selling Online ) ได้หลายช่องทางดังนี้

Facebook Page: passivesellingonline

LINE: @psocourse (อย่าลืมใส่เครื่องหมาย @ ด้วยนะครับ)

Facebook Group การทำตลาดโซเชียลแบบนอกตำรา

facebook join our groups+

Facebook Group ทำตลาดโซเชียลนอกตำรา

         ไม่ทราบว่า หลายคนรู้จักการทำตลาดทาง Facebook Group กันมากน้อยแค่ไหน

ตั้งหลักออนไลน์อยากนำข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องนี้มาแบ่งปันครับ เพราะมันเกี่ยวข้องกับผลลัพธ์ทางการตลาด การเพิ่มฐานลูกค้า การเข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย และการสร้างแบรนด์ที่จำเป็นมาก

Facebook Group ไม่ใช่เรื่องใหม่

Facebook Group เป็นการรวมตัวของผู้ที่มีความสนใจคล้ายคลึงกัน ไม่ว่าจะเป็นงานอดิเรก ของสะสม ทักษะ อาชีพ สัตว์เลี้ยง ไปจนถึงแนวคิด ศาสนา ความเชื่อ ซึ่งทุกวันนี้มีผู้ใช้งานมากกว่า 500 ล้านคนที่เข้ามาแชร์หรือโพส Content คลิป ภาพ ในกลุ่มต่าง ๆ กันไป

ถ้าเอาเฉพาะในสหรัฐอเมริกาเอง ผู้ใช้งานมากกว่า 50,000 คน ที่ทำหน้าที่แอดมินเพจและกลุ่มต่าง ๆ ในการปั้นแบรนด์ทางธุรกิจ และช่วย Boost และยกระดับแบรนด์เหล่านั้นผ่านช่องทางโซเชียลมีเดีย

สำหรับในปี 2018 ที่ผ่านมา มีรายงาน มีจำนวนผู้ใช้งานมากกว่า 1.4 พันล้านคน ที่เข้ามาในกลุ่มที่หลากหลายแตกต่างไปทุกวัน แต่ก็มีข้อมูลว่า กลุ่มที่มีการเคลื่อนไหวหรือ Active ในระดับที่เรียกว่าเป็น กลุ่มที่ “มีประโยชน์ และมีสาระ” จะอยู่ที่ราว 200 ล้านคน

ซึ่งทาง มาร์ค ซัคเกอร์เบิร์ก เจ้าของและผู้ก่อตั้ง Facebook ก็เคยกล่าวว่า อยากจะทำให้ผู้ที่เข้ามาในกลุ่มที่มีสาระดังกล่าวให้ได้อย่างน้อย 1,000 ล้านคน ภายใน 5 ปีต่อจากนี้ไป

facebook groups

เครื่องมือทำตลาด

ข้อดีอย่างหนึ่งคือ เราสามารถใช้เป็นช่องทางทำตลาดสำหรับการเปิดตัวสินค้าหรือแบรนด์ของเราก่อนได้ โดยใช้ฐานลูกค้าหรือผู้สนใจใน Facebook Group

สำหรับรูปแบบที่พบบ่อยมากคือ ทางบริษัทหรือทีมงาน Start-Up จะใช้วิธีการตั้งกลุ่มกันก่อนหน้าที่จะเปิดตัวผลิตภัณฑ์หรือบริการเหล่านั้นอย่างน้อยก็ระยะเวลาหนึ่ง เพื่อเป็นการทำตลาดและรวมกลุ่มผู้สนใจ ไปจนถึงสร้างฐานแฟนคลับไว้ก่อน

ที่สำคัญคือ ได้เป็นการทดลองและประเมินความสนใจของลูกค้าด้วยว่ามีมากน้อยแค่ไหน หรือมีความสนใจด้านอื่นเพิ่มอย่างไร ถ้าเป็นธุรกิจ Start-Up ทั้งหลาย ก็สามารถปรับเปลี่ยนให้เหมาะสมได้ด้วย

ช่วยสร้าง Networking ของตัวเอง

การสร้างเครือข่าย Networking คือเป้าหมายอันดับต้น ๆ ของ Facebook ซึ่งนี่ก็เป็นอีกช่องทางหนึ่งที่ช่วยเพิ่มโอกาสสำหรับผู้สนใจในเรื่องเดียวกันครับ

เราสามารถสร้างกลุ่มได้เองตามความต้องการของเรา แล้วก็เพื่อตอบแผนธุรกิจของเราในอนาคตได้ ที่สำคัญก็คือ เราไม่ต้องห่วงว่าจะซ้ำกับของคนอื่น เพราะเราสามารถทำได้ในแนวทางของเราได้ จากนั้นก็สามารถดึงคนจากในกลุ่มอื่นเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งได้

แก้ปัญหาอัลกอริธึมของ Facebook เปลี่ยนแปลง

เนื่องจาก Facebook มีการเปลี่ยนแปลงอัลกอริธึมบ่อยครั้งมากขึ้น ทำให้หลายแบรนด์และหลายสื่อบนเพจกำลังเจอปัญหาหนักในแง่ของจำนวนการมองเห็นและ Engagement ที่ลดลง

ดังนั้นการทำ Facebook Group จึงเริ่มเป็นวิธีการที่ได้รับความนิยมมากขึ้น เพราะเท่ากับสามารถรวมกลุ่มฐานแฟนคลับหรือใช้เก็บผู้สนใจให้มาเข้ากลุ่มได้ แล้วผู้สนใจก็สามารถมองเห็นกลุ่มเหล่านี้ได้ก่อนบนหน้าฟีด เวลาเปิดดู Facebook บนมือถือหรือแล็ปท็อป ขึ้นอยู่กับว่าจะเปิดให้ Public มากน้อยแค่ไหน

แต่ก็ไม่ได้แปลว่าการตั้ง Facebook Group จะได้ผลเสมอไป เพราะบางครั้งเราก็จะพบว่าในบาง Community มีการเคลื่อนไหวน้อย หรือแทบจะไม่เกิดประโยชน์ทางด้านยอดขายหรือการตลาดเลย ดังนั้นอีกกลยุทธ์ที่จำเป็นคือ ต้องสามารถผลิต Content ที่ดึงดูดความสนใจของกลุ่มได้ด้วย

สำหรับในสหรัฐเองก็มีรายงานว่า หลายกลุ่มมีลักษณะของกลุ่มปิด แล้วสามารถระดมสมาชิกเข้ามาได้ถึงหลักแสนคน จึงกลายเป็นว่ากลุ่มเหล่านี้ถูกใช้ประโยชน์ในทางการเมือง ความรุนแรง และเรื่องทางด้านลบ ซึ่งในอนาคต Facebook ก็อาจจะมีแผนที่จะปรับอัลกอริธึมใหม่อีกครั้งเพื่อแก้ปัญหาเรื่องนี้เช่นกัน

===============================================

สามารถติดตามเรา PSO ( Passive Selling Online ) ได้หลายช่องทางดังนี้

Facebook Page: passivesellingonline

LINE: @psocourse (อย่าลืมใส่เครื่องหมาย @ ด้วยนะครับ)

เลือกใช้เว็บอีคอมเมิร์ซ สินค้าเราเหมาะกับช่องทางไหน

Lazada e-commerce

เว็บอีคอมเมิร์ซ สินค้าเราเหมาะกับช่องทางไหน

         ตั้งหลักออนไลน์พามาแนะนำแพลตฟอร์มเว็บอีคอมเมิร์ซไซต์ ซึ่งในเวลานี้กำลังเป็นช่องทางธุรกิจออนไลน์ที่กำลังมาแรงมาก

แต่สินค้าของเราเหมาะกับช่องทางไหนบ้าง มาลองดูกันทีละอัน เพื่อไว้เป็นแนวทางหรือ Guideline กันครับ

อีคอมเมิร์ซที่แนะนำ มีอะไรบ้าง

ก่อนอื่น ต้องประเมินตามประเภทสินค้า

เพราะไม่ใช่สินค้าทุกประเภทที่จะเหมาะกับการวางขายบนหน้าร้านออนไลน์แบบเดียวกันไปหมด เราต้องรู้ก่อนว่า เราจะขายอะไร สินค้าหรือบริการของเราคือประเภทไหน อาทิ

  • Lazada – ช่องทางเว็บอีคอมเมิร์ซยอดนิยมและชื่อดังที่สุดของจีนที่เข้ามาให้บริการในเมืองไทย
  • Amazon – ช่องทางเว็บอีคอมเมิร์ซอันดับหนึ่งของโลกในเวลานี้
  • eBay - ช่องทางเว็บอีคอมเมิร์ซที่โด่งดังและได้รับความนิยมไปทั่วโลก
  • Shopee – ช่องทางเว็บอีคอมเมิร์ซที่กำลังมาแรงในเอเชีย
  • Taobao – ช่องทางเว็บอีคอมเมิร์ซแบบ C2C ที่ใหญ่ที่สุดของจีน
  • Tmall - เว็บแบบ B2C ที่ใหญ่ที่สุดของจีน
aliexpress

กลุ่มลูกค้าของเราคือใคร

เราจำเป็นต้องประเมินกลุ่มเป้าหมายให้ชัดเจนครับ ว่าเราจะขายใคร และสินค้าของเราเป็นประเภทไหน จึงจะได้เลือกให้เหมาะสม

เช่นถ้าเป็น eBay จะมีข้อดีมากคือ มีกลุ่มลูกค้าที่พร้อมซื้อสินค้าจำนวนมาก เนื่องจากมีจำนวนสมาชิกมากกว่า 800 ล้านคนจากทั่วโลก อีกทั้งทางเว็บก็มีการทำการตลาดเพื่อช่วยโปรโมตสินค้าอย่างต่อเนื่องอยู่แล้วด้วย

eBay ยังมีจุดเด่นเรื่องระบบที่น่าเชื่อถือ สามารถทำให้เกิดการซื้อซ้ำจากผู้ซื้อได้ และยังสามารถช่วยเป็นตัวกลางช่วยไกล่เกลี่ยระหว่างผู้ซื้อและผู้ขายในกรณีมีปัญหาเกิดขึ้นระหว่างการซื้อขายได้ด้วย แล้วที่สำคัญคือ มีระบบการจ่ายเงินที่ไว้วางใจได้และรองรับสกุลเงินที่หลากหลายจากทั่วโลก ทำให้ผู้ขายสามารถขายสินค้ากับคนทั่วโลกได้อย่างง่ายดายด้วย

แต่ถ้าจะมองหาโอกาสบุกตลาดในประเทศอื่นที่ชัดเจน เช่น บุกตลาดจีน ก็ต้องเจาะทางเว็บอีคอมเมิร์ซในจีนเป็นหลัก ซึ่งก็ได้แก่ Tmall Taobao Aliexpress 1168

ตัวอย่างเช่น ถ้าสินค้าของเราเน้นราคาไม่แพง เป็นแบรนด์ท้องถิ่น อยู่ในกลุ่มเสื้อผ้า กระเป๋า รองเท้า อาหารแห้ง ขนม เป็นต้น กรณีนี้ ถ้าเรามองตลาดเมืองจีน เราก็สามารถนำไปขายบน Taobao ซึ่งเป็นเว็บค้าปลีกสำหรับสินค้าประเภทนี้ได้ ข้อดีคือ ใครก็สามารถที่จะลงสินค้าได้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย

แต่ข้อเสียที่พบคือ ความน่าเชื่อถือก็จะต่ำกว่าเว็บอื่นไปด้วย เพราะเป็นเรื่องของผู้ค้าปลีกรายย่อย หรือกระทั่งผู้บริโภคเองที่ลงขายด้วยตัวเอง

แต่ถ้าเป็นสินค้าที่คนจีนเองก็นิยมอยู่แล้ว มีชื่อเสียงอยู่ก่อน เช่น ทุเรียนหมอนทอง มังคุด และผลไม้ไทยบางประเภท ไปจนถึงสินค้าที่มีแบรนด์ส่งออกได้ กลุ่มเครื่องสำอาง Luxury หรือเป็นสินค้าจากห้างสรรพสินค้า พวกนี้ต้องไปลงใน Tmall ซึ่งก็ต้องมีการจดทะเบียนที่ถูกต้อง มีค่าใช้จ่ายเบื้องต้น แต่ความน่าเชื่อถือของสินค้าก็จะสูงกว่าของ Taobao ไปด้วย

หรือถ้าเป็น Aliexpress และ 1168 ก็จะเป็นเสมือนแหล่งรวมร้านค้าส่งของจีน ซื้อยิ่งเยอะ ก็ยิ่งราคาถูก ไม่ว่าจะเป็น เสื้อผ้า แฟชั่น เครื่องประดับ ข้อดีคือ ยิ่งซื้อเยอะ ก็ยิ่งได้ถูก และการันตีสินค้าด้วย แต่ข้อด้อยก็คือต้องสั่งเยอะเช่นกัน

สุดท้ายแล้ว ก็อยู่ที่ประเภทของสินค้าที่เราต้องการขายครับ ซึ่งจำเป็นต้องประเมินให้ดี รวมถึงเรื่องสงครามราคาเป็นเรื่องที่เราต้องเจอเสมอสำหรับการขายของบนอีคอมเมิร์ซ

===============================================

สามารถติดตามเรา PSO ( Passive Selling Online ) ได้หลายช่องทางดังนี้

Facebook Page: passivesellingonline

LINE: @psocourse (อย่าลืมใส่เครื่องหมาย @ ด้วยนะครับ)

จีนครองแชมป์ยื่นจดสิทธิบัตร Blockchain สูงสุดในโลก

Blockchain

จีนครองแชมป์จดสิทธิบัตร Blockchain สูงสุดในโลก

            ตั้งหลักออนไลน์เชื่อว่าหลายท่านคงรู้จักและได้ยินเรื่องของ Blockchain กันมาบ้างครับ ซึ่งวันนี้เราอยากให้ข้อมูลน่าสนใจ เนื่องจาก Blockchain กำลังกลายเป็นอนาคตใหม่ของโลก ที่ไม่เพียงแค่ได้รับความสนใจและมีการพัฒนากันอย่างมากทั้งจากในภาครัฐและภาคเอกชนเท่านั้น แต่ก็มีรายงานที่ชี้ว่า เวลานี้ประเทศจีนได้กลายเป็นประเทศที่ครงอันดับ 1 ในการยื่นจดสิทธิบัตรทางด้าน Blockchain สูงสุดของโลก โดยเริ่มนับตั้งแต่ปี 2015-2018 อ้างอิงจากรายงานของ Global Blockchain Enterprise Patent Ranking (IPRdaily report) และ http://finance.ifeng.com 

Blockchain คืออะไร

Blockchain คือ นวัตกรรมเทคโนโลยีในการจัดเก็บข้อมูลรูปแบบหนึ่ง มีลักษณะเป็นบล็อกเรียงต่อกันเป็นสาย ซึ่งแต่ละบล็อกก็จะมีชุดข้อมูลที่มีลักษณะสามารถเชื่อมโยงไปยังบล็อกต่าง ๆ ก่อนหน้าได้

นี่จึงเป็นที่มาของการเรียกว่า Blockchain

ใช้ทำอะไรได้บ้าง

Blockchain สามารถนำมาใช้ระบบต่าง ๆ ที่มีความเกี่ยวข้องกับเครือข่ายและข้อมูลที่ต้องเชื่อมโยงขนาดใหญ่ ซึ่งประยุกต์ไปใช้ได้กับในหลากหลายวงการ เช่น การเงิน ธนาคาร การขนส่ง Logistics ข้อมูลข่าวสาร เทคโนโลยีสารสนเทศ เป็นต้น

ตัวอย่างเช่น เราสามารถใช้มันเพื่อติดตามเส้นทางของการขนส่งสินค้า ทำให้เราสามารถทราบได้ทันทีว่า สินค้ารายการไหนกำลังถูกส่งออกมาจากคลังสินค้าที่ไหน ส่งให้ใคร แล้วยังตรวจสอบได้ว่า สินค้านั้นหมดอายุเมื่อใด ดังนั้นถ้ามีกรณีที่สินค้ามีปัญหา ก็สามารถสืบย้อนกลับไปได้ทันทีว่าติดขัดที่ตรงไหน

ที่สำคัญคือ ข้อมูลที่อยู่ใน Blockchain ไม่สามารถลบออกไปได้ เพราะทุกคนมีข้อมูลนี้เหมือนกันหมด ถ้าจะลบก็ต้องตามลบทุกคนซึ่งทำไม่ได้อยู่แล้ว และยังสามารถติดตามการบันทึกข้อมูลย้อนหลังทั้งหมดได้ ช่วยให้ธุรกิจและกิจการของเราโปร่งใสมากขึ้น

ไม่เพียงเท่านั้น Blockchain ยังมีส่วนช่วยลดปัญหาการรวมศูนย์จากส่วนกลาง ขจัดปัญหาด้านทรัพยากรและความไม่โปร่งใสได้ด้วย

China holds patents for Blockchain

จีนกับอนาคตของ Blockchain

ในเวลานี้ทางรัฐบาลจีนได้เริ่มตั้งนิคมอุตสาหกรรม ”China HangZhou Blockchain Industrial park” เพื่อให้เป็นศูนย์รวมของบริษัททางด้าน Blockchain โดยเฉพาะ ไม่เพียงเท่านั้นยังมีการลงทุนในหลายเมือง มากขึ้น 

ปัจจุบัน ยักษ์ใหญ่ของจีนเช่น Alibaba JD.com ได้มีการนำเทคโนโลยีด้านนี้เข้ามาช่วยสำหรับการตรวจสอบการกระจายสินค้า การขนส่ง การหมดอายุของสินค้า และอื่น ๆ อีกด้วย

นอกจากนี้ จีนยังมีการยื่นขอจดสิทธิบัตรมากกว่า 284 รายการ จากในปี 2017 เหนือกว่าสหรัฐอเมริกาซึ่งขอยื่นจดที่ 112 รายการ

ส่วน Alibaba ยังขึ้นแท่นเป็นบริษัทที่มีการยื่นจดสิทธิบัตรในด้านนี้สูงสุด มากกว่า 90 รายการ แซงหน้า IBM ยักษ์ใหญ่ทางด้าน IT ของสหรัฐอเมริกาและของโลก

นอกจากนี้ ที่กรุงปักกิ่ง ยังมีการลงทุนกับ Blockchain คือการตั้งกองทุน Beijing Blockchain Ecosystem Fund เป็นมูลค่ากว่า 1,000 ล้านหยวน เพื่อที่จะนำไปใช้กับอุตสาหกรรมด้านต่าง ๆ ของประเทศต่อไป  

ทำไมต้อง Blockchain

การเร่งพัฒนานวัตกรรมและเทคโนโลยีทางด้าน Blockchain ไม่ได้เป็นแค่กระแสที่มาเพียงชั่วคราว แต่กำลังถูกมองว่าเป็นทิศทางใหม่ของโลก ซึ่งจีนก็เป็นหนึ่งในชาติมหาอำนาจที่ให้ความสำคัญในด้านนี้อย่างเต็มที่ โดยแหล่งอ้างอิงข้อมูลดังกล่าวชี้ว่า ภาครัฐและภาคเอกชนของจีน ได้ร่วมกันลงทุนด้านเทคโนโลยี Blockchain โดยในส่วนของภาครัฐนั้นได้มีการให้ทุนและอัดเม็ดเงินให้กับภาคเอกชนและโครงการต่าง ๆ เพื่อทำการวิจัยอย่างจริงจังด้วย

ทั้งนี้ หากย้อนกลับไปดูเส้นทางการพัฒนาทางด้าน Blockchain ของจีน ประธานาธิบดีจีน สีจิ้นผิง ได้ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มาก เขาเคยกล่าวว่า เทคโนโลยี Blockchain เป็นกญแจสำคัญในการปฏิวัติด้านเทคโนโลยีในศตวรรษที่ 21 และต่อไป ซึ่งจีนเห็นว่านี่คือโอกาสสำคัญที่ไม่ควรพลาด เช่นเดียวกับปัญญาประดิษฐ์ A.I. ที่จีนได้ก้าวเข้ามาทางด้านการวิจัยอย่างเต็มตัว

ที่สำคัญคือ ในตลาดโลกที่สหรัฐอเมริกาครอบครองอยู่ในหลายพื้นที่นั้น การรุกทางด้านนี้จะเป็นโอกาสสำคัญที่จะทำให้จีนแข่งขันกับสหรัฐอเมริกาได้อย่างเต็มที่ด้วย

ซึ่งผู้ประกอบการไทยก็มีความจำเป็นที่จะต้องอัพเดทความคืบหน้านี้ต่อเช่นกันครับ

===============================================

สามารถติดตามเรา PSO ( Passive Selling Online ) ได้หลายช่องทางดังนี้

Facebook Page: passivesellingonline

LINE: @psocourse (อย่าลืมใส่เครื่องหมาย @ ด้วยนะครับ)

เมื่อทาสแมวในจีน ปั้นธุรกิจ Start Up

Cafe cat

เมื่อทาสแมวปั้นธุรกิจ Start Up

          วันนี้ตั้งหลักออนไลน์มาแบ่งปันเรื่องการใช้พลังโซเชียลโดยทาสแมวในจีน ที่ช่วยให้สร้างธุรกิจได้เหมือนกันCase นี้น่าสนใจมากครับ โดยมาจากการายงานของสำนักข่าว Chinadaily หนึ่งในสื่อใหญ่ของจีน ได้รายงานเกี่ยวกับหญิงสาวที่เป็นหนึ่งในทาสแมว ได้เริ่มต้นทำธุรกิจ Start Up เกี่ยวกับสัตว์เลี้ยง

จากพนักงานบริษัท เจอวิกฤติชีวิต

เรื่องนี้สื่อจีนเอามาลงที่ Chinadaily เมื่อนางสาว Wang Zhijue ซึ่งอาศัยอยู่ที่เซี่ยงไฮ้ ได้เอาแมวที่เธอเลี้ยงไว้มาช่วยในการทำธุรกิจแล้วเติบโตขึ้นมาได้

ในสื่อรายงานว่า Wang Zhijue เป็นคนรักแมวมากมาตั้งแต่เด็ก แต่เธอก็ให้สัมภาษณ์กับสื่อว่า ในหัวไม่เคยมีความคิดเลยว่า จะทำธุรกิจเกี่ยวกับแมวหรือสัตว์เลี้ยงมาก่อน

เดิมที Wang Zhijue ทำธุรกิจเกี่ยวกับสื่อโซเชียล เดิมทีเธอแค่อยากจะแชร์เรื่องแมวของเธอลงในโซเชียล และในกลุ่มของคนรักสัตว์เท่านั้น แต่แล้วหลังจากเผชิญกับวิกฤติทางการเงินของบริษัทที่เธอทำงานอยู่ ทำให้เธอจำเป็นต้องลาออกจากงานแล้วตัดสินใจเริ่มต้นธุรกิจ Start Up ขนาดเล็ก ๆ ของตนเองเป็นครั้งแรก

Content cat

แล้วจะทำธุรกิจอะไรดี

เธอได้เปิดเผยว่า การเริ่มต้นธุรกิจประสบความยากลำบากมาก เธอไม่รู้ว่าควรจะเอาอะไรมาขาย หรือจะทำอะไรดี เธอมีความคิดที่จะทำตลาดผ่านออนไลน์ แต่การแข่งขันในตลาดออนไลน์จีนก็สูงมาก ไม่มีอะไรการันตีเลยว่าจะประสบความสำเร็จ

แต่แล้วด้วยคำแนะนำเรื่องธุรกิจจากบริษัทที่ปรึกษาการลงทุน ซึ่งได้ให้ Keyword สำคัญมาก็คือ ให้เธอเริ่มทำธุรกิจจากสิ่งที่เธอรักหรือมีความถนัดอยู่แล้ว

หลังจากกลับมาสำรวจตัวเองอย่างจริงจัง Wang Zhijue ก็พบว่า หนึ่งในสิ่งที่เธอรักที่สุด แต่เธอยังไม่ได้มีอยู่ในเวลานั้นก็คือแมว

ใช่ครับ เธอคือหนึ่งในทาสแมว เหมือนกับอีกหลายคน แต่เธอเป็นทาสแมวที่ยังไม่มีแมวไว้เลี้ยงเป็นของตัวเองเลย เมื่อเธอตัดสินใจที่เริ่มต้นธุรกิจเกี่ยวกับแมว เธอก็ตัดสินใจไปเลือกแมวมาเลี้ยงสามตัว

จากนั้นเอาเงินเก็บมาลงทุนด้วยการหาเช่าอพาร์ทเม้นท์ที่สามารถเลี้ยงแมวได้ แล้วเริ่มต้นธุรกิจจากในสภาพที่ว่านั้น

เลือกช่องทางออนไลน์

ปัญหาของเธอคือ เธอไม่เคยทำธุรกิจมาก่อน ซึ่งธุรกิจเกี่ยวกับสัตว์เลี้ยวอย่างแมว ก็มีการแข่งขันที่หลากหลาย เช่น ธุรกิจซื้อขายอาหารแมว เลี้ยงแมวแล้วขายเป็นสัตว์เลี้ยง ไปจนถึง Cafe แมว ซึ่งเป็นที่นิยมอยู่ช่วงหนึ่ง แต่ทั้งหมดก็ต้องใช้เงินลงทุนสูงเพื่อตกแต่งหน้าร้านด้วย 

ดังนั้นเพื่อป้องกันและลดความเสี่ยงเรื่องต้นทุน เธอตัดสินใจเข้ามาทำธุรกิจขายอาหารแมวโดยใช้ช่องทางออนไลน์ ซึ่งสามารถลดต้นทุนแล้วเอาเงินไปลงกับค่าอาหารแมวและค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ได้มากขึ้นไปด้วย เพราะในช่วงแรก จำเป็นต้องให้สินค้าดีพอพร้อม ๆ กับทำตลาดไปด้วย

Wang Zhijue and cat

กลยุทธ์ Content

Wang Zhijue พยายามใช้กลยุทธ์ทำ Content โดยอิงกับเจ้าแมวสามตัวที่เธอเลี้ยงไว้ หนึ่งในกลยุทธ์ที่เธอเลือกใช้คือ Video Content และการ Live

ในบทสัมภาษณ์เธอบอกว่า ทุกวันนี้งานประจำของเธอก็คือการใช้ชีวิตโดยมีเจ้าแมวเหมียว 3 ทั้งตัวอยู่ล้อมหน้าล้อมหลัง ซึ่งที่เธอต้องทำก็คือ ถ่ายภาพและอัดคลิปวีดีโอเพื่อแชร์ลงในโซเชียลออนไลน์

ผลปรากฏว่ามีผู้ให้ความสนใจจำนวนมากจนกลายแฟนคลับประจำที่เข้ามากดติดตาม เมื่อมั่นใจว่ามาถูกทางแล้ว เธอจึงเริ่มลงทุนทำเว็บไซต์ของตนเอง ผสมผสานกับทำการตลาดผ่านช่องทางทุกอย่างที่พอทำได้

ในช่วงแรก เธอเน้นช่องทางโซเชียลหลักเช่น  Wechat และ Weibo ซึ่งเป็นสองโซเชียลมีเดียยอดนิยมของคนจีน สามารถสร้างฐานแฟนคลับได้มากกว่า 500,000 คน

จะเห็นว่า เรื่องของ Wang Zhijue เป็นกรณีที่น่าสนใจสำหรับการเริ่มต้นกิจการของตัวเอง โดยเริ่มต้นจากสิ่งที่แต่ละคนมีความชอบอยู่แล้ว แล้วเลือก Product หรือบริการ ที่มีความเกี่ยวข้องและเชื่อมโยงเข้าด้วยกันได้นั่นเอง

Reference

http://www.chinadaily.com.cn/a/201804/19/WS5ad83540a3105cdcf65194ce.html

===============================================

สามารถติดตามเรา PSO ( Passive Selling Online ) ได้หลายช่องทางดังนี้

Facebook Page: passivesellingonline

LINE: @psocourse (อย่าลืมใส่เครื่องหมาย @ ด้วยนะครับ)

Google วางแบรนด์บริษัทยุคใหม่ เลือกคนจากความสามารถ ไม่สนวุฒิการศึกษา

google

Google บริษัทยุคใหม่ เลือกคนจากความสามารถ ไม่สนวุฒิการศึกษา

         การสื่อสารผ่าน Content เพื่อสร้างแบรนด์ให้กับบริษัทหรือ Product ของเรานั้นมีความสำคัญมากตั้งหลักออนไลน์อยากแนะนำให้ดู Case หนึ่งที่น่าศึกษาครับ คือการวางแบรนด์ของบริษัทอันดับหนึ่งของโลก นั่นคือ Google

ในหลักการบริหารองค์กรของโลกตะวันตกทุกวันนี้ มีสำนวนยอดนิยมที่ผู้คนมักอ้างอิงถึงบ่อยครั้งว่า

“Put the Right Man on the Right Job”

ความหมายก็คือ เราต้องวางคนให้ตรงกับงานที่จะทำ

แต่แท้จริงแล้ว คนเราเข้าใจแก่นของหลักการนี้มากน้อยเพียงใด และมีผู้นำหรือองค์กรสักกี่แห่งที่สามารถเอาแนวคิดนี้มาใช้งานได้เห็นผลจริง

หากพูดกันตามตรงเมื่อเราลองมองย้อนกลับไปในประวัติศาสตร์โลก เราอาจจะพบว่ามีบรรดาผู้นำ กลุ่มองค์กร หรือบริษัทเพียงไม่กี่แห่งเท่านั้น ที่สามารถนำแก่นในวลีทที่กล่าวมาข้างต้นมาใช้งานให้เกิดผลได้จริง เพราะในความเป็นจริงแล้ว มันยังมีเงื่อนไขอื่น ๆ อยู่อีก

โดยส่วนมากแล้ว การคัดสรรคนตามตำแหน่งงานนั้น แม้ว่าฉากหน้าจะพยายามอ้างว่าตามความสามารถเป็นหลัก แต่สุดท้ายแล้ว ก็มักมีเรื่องของ อคติ ความสัมพันธ์ส่วนตัว ความอาวุโส ระยะเวลาในการทำงาน ฯลฯ กล่าวคือจะต้องมีปัจจัยอื่นนอกเหนือจากความสามารถแท้จริงเข้ามาเกี่ยวข้องด้วยเสมอ จึงกลายเป็นว่า ผู้มีความสามารถในตำแหน่งหน้าที่เหล่านั้น อาจจะไม่ได้รับเงินเดือนหรือผลตอบแทนที่ควรได้เพียงพอนัก นำไปสู่ความดิ้นรนที่จะออกไปสร้างกิจการของตนเองเป็นจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ

แต่โลกยุคดิจิทัลในทุกวันนี้ Google ซึ่งถือว่าเป็นบริษัทอันดับ 1 ของโลกกำลังแสดงให้เห็นแล้วว่า แนวคิดนี้สามารถนำมาใช้ได้จริง โดยปราศจากอดติหรือปัจจัยอื่นมารบกวนจนเกินไป  

เซอร์เกย์ บริน และ แลรี่ร์ เพจ

สอง CEO ผู้ปราดเปรื่องของบริษัทก็คือ เซอร์เกย์ บริน และ แลรี่ร์ เพจ ได้เริ่มก่อตั้งบริษัทกูเกิลขึ้นนั้น ในช่วงแรกมีเป้าหมายก็เพื่อพัฒนาการให้บริการระบบค้นหา (Search Engine) ขึ้นเพื่อใช้งานบนโลกอินเทอร์เน็ต โดยก่อนหน้านี้การเข้ามาเกาะกับอินเทอร์เน็ตนั้น ถือว่าเป็นเรื่องใหม่มาก ซึ่งแม้แต่ บิลเก็ตส์ ผู้ก่อตั้ง Microsoft และสตีฟจ็อบส์ ผู้ก่อตั้ง Apple ก็ยังให้ความสนใจที่จะพัฒนาแพลตฟอร์มของตัวเองเพื่อสำหรับการใช้งานอินเทอร์เน็ต

สำหรับ Google บริการของพวกเขา มีเจ้าตลาดใหญ่ในโลกเวลานั้นอย่าง Yahoo เป็นหัวหอกหลัก และครองตลาดนี้อยู่ในโลกตะวันตกและหลายประเทศทั่วโลก แล้วยังมี Geocities ซึ่งภายหลังมีรากฐานที่เข้มแข็งมากในญี่ปุ่น

ฝั่ง Google มีความคิดว่า ต้องการพัฒนาระบบค้นหา โดยยึด Policy สำคัญคือ จะต้องทำให้คนทั่วไปเข้าถึงข้อมูลบนโลกอินเทอร์เน็ตได้ฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย โดยเฉพาะข้อมูลที่ถือว่าเป็นของสาธารณะ

พวกเขาได้พยายามทำให้บริษัท Google มีความแตกต่างไปจากบริษัทอื่น โดยไม่เพียงแค่พัฒนา Google ให้ดูเรียบง่ายที่สุด เหมือนอย่างที่เราเห็นกันอยู่ ก็คือเมื่อเปิดเข้าหน้า URL ของ Google มาแล้ว เราจะเห็นแค่ช่องสำหรับใส่ Keywords เพื่อค้นหา โดยไม่มีโฆษณา หรืออะไรอย่างอื่นอยู่ให้รก แต่พื้นหลังเป็นสีขาวทั้งหมด

นอกจากนี้ยังพยายามสร้างแบรนด์ของบริษัทให้มีความแตกต่าง โดยกระตุ้นให้รูปแบบบริษัทของพวกเขาเป็นแหล่งสร้างสรรค์อย่างเต็มที่ บริษัทเริ่มรับสมัครพนักงานและเจ้าหน้าที่ โดยเฉพาะฝ่ายพัฒนาโปรแกรมที่มีความคิดสร้างสรรค์โดยไม่ค่อยสนใจผลการศึกษาในระดับมหาวิทยาลัยหรือสถาบันที่เรียนจบมาเท่าไรนัก ขอเพียงมีความสามารถตรงตามที่ต้องการก็พอ

กระทั่งในช่วงต้นปี 2015 ไม่นานนี้ Google ก็ได้ออกมาประกาศนโยบายของบริษัทอย่างชัดเจนเกี่ยวกับเปิดรับบุคลากรเข้าทำงานว่า “จะไม่สนใจวุฒิการศึกษา” แต่พวกเขาจะมุ่งเน้นที่ความสามารถและความเหมาะสมกับหน้าที่หรือตำแหน่งงานที่ต้องการเป็นหลัก แต่กรณีจะยกเว้นเพียงบางตำแหน่งงานที่ต้องการวุฒิการศึกษาเท่านั้น

ด้วยคำประกาศของ Google เท่ากับเป็นการทำให้รูปแบบการคัดเลือกบุคลากรของบริษัทซึ่งมีมูลค่าเป็น อันดับ 1 ของโลกในเวลานี้ได้เปลี่ยนแปลงไป และทำให้บริษัท Google ยิ่งมีภาพลักษณ์ของบริษัทแห่งโลกอนาคตมากขึ้นไปด้วย

===============================================

สามารถติดตามเรา PSO ( Passive Selling Online ) ได้หลายช่องทางดังนี้

Facebook Page: passivesellingonline

LINE: @psocourse (อย่าลืมใส่เครื่องหมาย @ ด้วยนะครับ)

>